
ธปท. เกาะติดศึกตะวันออกกลาง ย้ำไม่ยืดเยื้อไม่กระทบ GDP คงเป้าปี 69 โต 2.3%
ธปท. ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด ห่วงยืดเยื้อกระทบเงินเฟ้อ แต่ยังคงเป้า GDP ปีนี้โต 2.3% ชี้บาทอ่อน 5-6% ทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค และเป็นผลบวกต่อส่งออกและท่องเที่ยว
KEY
POINTS
- ธปท. กำลังติดตามความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และประเมินว่าหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
- ธปท. ยังคงประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.3% ตามเดิม
- ความเสี่ยงหลักหากสถานการณ์บานปลายและยืดเยื้อ คือผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจไทยผ่านราคาพลังงานที่อาจปรับตัวสูงขึ้น
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ กลับมาปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน พร้อมควบคุมและเก็บค่าธรรมเนียมช่องแคบฮอร์มุซ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากเป็นปัจจัยระยะสั้นที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ธปท. ประเมินว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในระยะเวลาอันสั้น จะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประมาณการเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อออกไป อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยผ่านราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนประมาณการเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยยังคงตัวเลขการเติบโตของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.3%
สำหรับกรณีความกังวลเรื่องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบเพิ่มขึ้น 20% นั้น นายวิทัย ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบ เนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเพียง 2-3 วัน จึงต้องรอความชัดเจนของข้อมูลก่อนที่จะสรุปผลกระทบต่อภาคการส่งออก
ทั้งนี้ ธปท. จะยังคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการยืดเยื้อที่อาจส่งผ่านไปยังราคาพลังงานและแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ในส่วนของค่าเงินบาท พบว่ามีการอ่อนค่าลงประมาณ 5-6% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค และยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ธปท. มองว่าการอ่อนค่าของเงินบาทในระดับนี้ยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก และส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยอีกด้วย







