
“เลิดสิน” ถอดรหัส ทำไมไทยจึงมีศักยภาพเป็น "Medical Hub" ด้านการแปลงเพศของโลก!
“เลิดสิน” พาถอดรหัส ทำไมไทยจึงมีศักยภาพเป็น "Medical Hub" ด้านการยืนยันเพศสภาพของโลก! และเทคโนโลยีสำคัญในการรักษา
KEY
POINTS
- “เลิดสิน” พาถอดรหัส ทำไมไทยจึงมีศักยภาพเป็น "Medical Hub" ด้านการยืนยันเพศสภาพของโลก! และเทคโนโลยีสำคัญในการรักษา
- พร้อมเปิดรายละเอียดครั้งแรกในเอเชียที่นำหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงด้วยเทคนิคเยื่อบุช่องท้อง (PPV) ซึ่งเพิ่มความแม่นยำและปลอดภัย
- นโยบายภาครัฐ เช่น พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม และการส่งเสริม Medical Hub เป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้รับบริการเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แต่ยังต้องการการสนับสนุนด้านวีซ่าและการยอมรับมาตรฐานประกันสุขภาพจากต่างชาติ
ทุกเดือนมีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อรับการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ อย่างต่อเนื่อง ราว 700-800 เคสต่อปี โดยมีทั้งกลุ่มลูกค้าจากจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นรายได้แล้วน่าจะแตะหลักหลายร้อยล้าน แม้ว่าที่ผ่านมาไทยจะยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ใดๆ
ขณะที่ในประเทศเอง หลังการผลักดัน พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม จำนวนผู้เข้ารับบริการในระบบโรงพยาบาลรัฐก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย โรงพยาบาลเลิดสิน เปิดเผยว่า หลังจากการผลักดันกฎหมายฉบับดังกล่าว บวกกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการให้ “การยืนยันเพศสภาพ” เป็นหนึ่งใน Medical Hub ที่สำคัญของไทย ทำให้ปริมาณการผ่าตัดเพิ่มสูงขึ้นกว่า 6 เท่าภายในปีเดียว
สะท้อนให้เห็นถึงปริมาณของตลาดที่ยังมีความต้องการ แม้ว่าจะอยู่ใน “เฉพาะกลุ่ม” ก็ตาม
โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์พิเศษ นายแพทย์ธิติ เชาวนลิขิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ และ นายแพทย์ฐานันดร ฉัตรสุภางค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ โรงพยาบาลเลิดสิน เพื่อฉายให้เห็นภาพและถอดรหัสว่า หากไทยอยากจะก้าวสู่การเป็น Medical Hub ด้านการแปลงเพศของโลก อะไรทำให้ไทยอยู่ในตำแหน่งที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการแพทย์ด้านนี้ของโลกได้ และทำไม "โรงพยาบาลเลิดสิน" จึงกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของสมการนี้!
ถอดรหัสศักยภาพ Medical Hub ด้านการยืนยันเพศสภาพของไทย
ก่อนจะมีนโยบายส่งเสริมใด ๆ ประเทศไทยมีฐานความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพสั่งสมมานาน นายแพทย์ธิติ เชาวนลิขิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ โรงพยาบาลเลิดสิน อธิบายว่า
ประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องนี้มานานกว่า 40-50 ปี ลักษณะของหัตถการแปลงเพศในไทยนั้นมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ทั้งในแง่ของคุณภาพและความสวยงาม จนทำให้แพทย์ด้านนี้ที่ไทยได้รับเกียรติให้ไปถ่ายทอดเทคนิคที่ยุโรปมาแล้ว
สำหรับในเอเชีย ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายของการแปลงเพศ เนื่องจากสภาพสังคมที่เปิดรับและโอบกอดเพศสภาพที่มีความหลากหลาย จึงทำให้การเข้าถึงแพทย์เมื่อมีความคับข้องใจในเพศสภาพของตนง่ายกว่า ประเทศที่ยังไม่เปิดรับด้านนี้มากนักเช่น เกาหลีใต้
หรือบางประเทศอย่างอินโดนิเซีย แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการยืนยันเพศสภาพได้ แต่ด้วยเป็นประเทศมุสลิม แพทย์ที่ทำหัตถการลักษณะนี้ก็มีความผิดและอาจติดคุกได้ .. สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “พื้นที่” ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการ
“การที่เราได้เจอเคสที่หลากหลายนี่แหละครับ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีการแพทย์ด้านนี้ของเราพัฒนาไปไกลกว่าที่อื่น” นพ.ธิติ ระบุ
นอกจากนี้ การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพเป็นหนึ่งในหัตถการที่แพทย์ประจำบ้านสาขาศัลยศาสตร์ตกแต่งต้องเรียนรู้ แม้ว่าปัจจุบันในประเทศไทยมีสถาบันฝึกอบรมด้านนี้อยู่เพียง 3 แห่งในระบบโรงพยาบาลรัฐบาลก็ตาม
"ในโรงพยาบาลรัฐบาลที่มีสถาบันเทรนนิ่งด้านแปลงเพศในไทยก็จะมีแค่ จุฬาฯ รามาธิบดี และเรา (เลิดสิน) มี 3 ที่ ที่เหลือไม่ได้ทำ อาจจะเพราะสตาฟไม่ถนัดหรือไม่สนใจ ส่วนใหญ่บางที่ก็จะส่ง Resident มาเรียนที่นี่" นพ.ธิติ กล่าว
ความต่อเนื่องของการเป็นสถาบันฝึกอบรมมากว่าหลายสิบปี ทำให้ไทยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกฝนเทคนิคเฉพาะทางนี้สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อถามถึงจำนวนซึ่งพบว่ายังมีไม่มากหลัก “สิบคน” ในประเทศไทย แต่นพ.ธิติ มองว่า Medical Hub จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แพทย์หันมาสนใจด้านนี้มากยิ่งขึ้น
นพ.ธิติ ในฐานะที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากกล่าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนั้นเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลผลักดันนโยบายสมรสเท่าเทียม กระทรวงสาธารณสุขจึงสนับสนุน ให้เกิด "ศูนย์ยืนยันเพศสภาพ" ขึ้นในระบบโรงพยาบาลรัฐอย่างเป็นทางการ จากเดิมที่การผ่าตัดกลุ่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ซึ่งทำให้จำนวนเคสต่อปีในระบบรัฐที่แต่เดิมไม่มากนักเพิ่มขึ้น
“ อย่างกรณีของเลิดสิน เดิมทีเราไม่ได้เน้นการบริการทางนี้ 100% เพราะเราต้องสอนนักเรียนแพทย์ด้วย ปีหนึ่งๆ เรามีเคสแปลงเพศที่นี่ประมาณสัก 5-6 ราย...
แต่ตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากที่นโยบาย พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม มีผลบังคับใช้ ทางกระทรวงสาธารณสุขก็เลยมองว่า เพื่อความเท่าเทียมกันของเพศสภาพ และอยากส่งเสริมด้านนี้ จึงสนับสนุนให้เราเปิดศูนย์ยืนยันเพศสภาพเกิดขึ้น" นายแพทย์ธิติ กล่าว
การมีนโยบายรองรับชัดเจนจึงเป็นแรงผลักให้เกิดการขยายศักยภาพของระบบบริการอย่างเป็นทางการทำให้ ตัวเลขผู้รับบริการของรพ.เลิดสินเพิ่มจำนวนกว่า 6 เท่า หรือราว 30 รายในปีที่ผ่านมา!ในขณะเดียวกัน ก็มีคนไข้รอคิวผ่าตัดอยู่อีกประมาณ 50 ราย
แก้ปัญหา “ประกันสุขภาพต่างชาติ” และ “วีซ่า”
นพ.ธิติ กล่าวถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้ในระดับโลกว่า อินเดียกำลังพยายามเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดด้วยจุดขายเรื่องราคา ซึ่งมีราคาถูกกว่าไทยราวร้อยละ 30 แต่ไทยยังสู้ได้ด้วย “คุณภาพและมาตรฐาน”
"แม้ค่าใช้จ่ายเราจะสูงกว่า แต่แพทย์ไทยมีความเชี่ยวชาญ มีความประณีตในเรื่องความสวยงาม ไม่ใช่แค่ผ่าตัดให้เสร็จๆ ไป ยิ่งไปกว่านั้น สภาพแวดล้อมของประเทศเรามีความเป็นมิตร คนไข้ที่มาทำหัตถการต้องอยู่พักฟื้นนานเป็นเดือน การได้อยู่ในสังคมที่เปิดกว้างและปลอดภัยสำหรับพวกเขา จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้อินเดียหรือประเทศอื่นๆ ยังตามเราไม่ทัน" นพ.ธิติ ระบุ
อย่างไรก็ตาม นพ.ธิติ มองว่าสิ่งที่ภาคเอกชนไทยทำได้ดีมาตลอดคือการดึงคนไข้ต่างชาติเข้ามา แต่หากต้องการผลักดันให้ไทยเป็น Medical Hub อย่างเต็มรูปแบบ ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่อง Medical Visa เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักต้องพักฟื้นและติดตามอาการต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน หากมีวีซ่าเฉพาะทางที่อำนวยความสะดวก จะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าประเทศได้มากขึ้น
รวมไปถึงประเด็นสำคัญอย่าง "การเบิกจ่ายประกันสุขภาพข้ามชาติ" ซึ่ง นพ.ธิติ ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคที่เป็นคอขวดในปัจจุบันว่า ผู้ป่วยต่างชาติจำนวนมาก เช่น กลุ่มประเทศอาหรับ หรือชาติตะวันตก) มีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการผ่าตัดแปลงเพศ แต่บริษัทประกันมักกำหนดเงื่อนไขว่าโรงพยาบาลต้องผ่านมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ซึ่งโรงพยาบาลรัฐในไทยส่วนใหญ่ใช้มาตรฐาน HA (Healthcare Accreditation) ของประเทศ
สาเหตุที่โรงพยาบาลรัฐไม่ทำ JCI เนื่องจากเป็นระบบที่เน้นเอกสารและทำให้ต้นทุนการรักษาพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
"ปัจจุบันคนไข้ต่างชาติหลายประเทศ อย่างเช่นกลุ่มอาหรับ เขาต้องการใช้สิทธิประกันสุขภาพ แต่บริษัทประกันมีเงื่อนไขว่าโรงพยาบาลต้องได้รับมาตรฐาน JCI ในขณะที่โรงพยาบาลรัฐบาลของเราใช้มาตรฐาน HA เพราะ JCI จะทำให้ต้นทุนการรักษาสูงขึ้นมาก
สิ่งที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยคือ การไปเจรจาในระดับรัฐบาลเพื่อผลักดันให้เขาจับคู่มาตรฐานว่า HA ของไทย มีคุณภาพเทียบเท่ากับ JCI ได้ไหม ถ้าทำตรงนี้ได้ คนไข้ต่างชาติที่ใช้ประกันจะไหลเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยอีกมหาศาล" ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยกลไกของรัฐในการขับเคลื่อน
เจาะลึก "เลิดสิน" ใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดแปลงเพศ ครั้งแรกในเอเชีย!
ภายในโรงพยาบาลเลิดสิน ได้มีการก่อตั้งศูนย์ที่มีชื่อทางการว่า "ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการยืนยันเพศสภาพ" สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
นพ.ธิติ ย้ำว่า การที่โรงพยาบาลภาครัฐ เอาจริงเอาจังกับประเด็นนี้ เกี่ยวเนื่องกับ “ความปลอดภัยของผู้ป่วย” และมาตรฐานการรักษาด้วย เพราะ “การผ่าตัดแปลงเพศ” ไม่ใช่ “การเสริมสวย”
ด้วยจุดเด่นของ “การเป็นโรงพยาบาล” ไม่ใช่แค่ทักษะการผ่าตัด แต่คือ ระบบคัดกรองก่อนผ่าตัดที่รัดกุม ผู้ป่วยทุกรายต้องผ่านการประเมินจากทีมสหวิชาชีพ ทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และสูตินรีแพทย์ผู้ดูแลฮอร์โมน โดยมีการประชุมทีมร่วมกันทุกวันพุธที่ 3 ของเดือน เพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยแต่ละรายควรจบที่การดูแลทางจิตใจ การให้ฮอร์โมน หรือการผ่าตัด
"จิตแพทย์ต้องคุยว่าคนไข้อยากเป็นแบบไหน มีความแน่ใจแค่ไหน และมีความต้องการรุนแรงแค่ไหน บางคนความต้องการยังไม่ชัดเจน คอนเฟิร์มไม่ได้ อันนี้เราก็จะไม่ผ่าตัดให้" นายแพทย์ธิติ กล่าว
นายแพทย์ธิติอธิบายว่าเกณฑ์สำคัญคือผู้ป่วยต้องมีความต้องการที่ชัดเจนและสม่ำเสมอมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง
"เพราะเรื่องนี้บางคนเขามีความลื่นไหลทางเพศ (Gender Fluidity) คือบางทีอยากทำ พอมีอะไรมากระตุ้นก็อยากเปลี่ยนกลับ เราจะดูอาการไปสักพักนึง ถึงเป็นเหตุผลว่าเราต้องให้ฮอร์โมนก่อน อย่างน้อย 6 เดือน ไม่ได้มาถึงแล้วผ่าตัดเลย" นายแพทย์ธิติ กล่าว
นพ.ธิติ อธิบายให้เห็นความสำคัญว่า การผ่าตัดอวัยวะเพศส่วนล่างเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถย้อนกลับสู่สภาพเดิมได้ ต่างจากการผ่าตัดช่วงบน เช่น การตัดหรือเสริมหน้าอก ที่ยังพอแก้ไขกลับคืนได้
"ถ้าผ่าตัดส่วนล่างอันนี้ Reverse กลับคืนไม่ได้ครับ ถึงพยายามทำก็ไม่เหมือนเดิม" นายแพทย์ธิติ กล่าว
ทั้งนี้ กฎหมายไทยกำหนดอายุขั้นต่ำที่ 18 ปี โดยช่วงอายุ 18-20 ปีต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองในการผ่าตัดแปลงเพศสภาพอีกด้วย
นวัตกรรมผ่าตัด “ชายกลายเป็นหญิง”
เคสส่วนใหญ่ที่มายังโรงพยาบาลเลิดสินจะเป็นเคสที่ “ชายกลายเป็นหญิง”
ล่าสุด โรงพยาบาลเลิดสินได้นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมาใช้ร่วมกับเทคนิค Full-length Peritoneal Flap Vaginoplasty (PPV) เป็นครั้งแรกของของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นับเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ไทยในการพัฒนานวัตกรรมการรักษาที่ซับซ้อนและเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยด้านการแพทย์เฉพาะทางและการดูแลสุขภาพผู้มีความหลากหลายทางเพศ
วิธีการดังกล่าว คือ การนำเยื่อบุช่องท้องมาสร้างผนังช่องคลอด นำโดยนายแพทย์ธิติ เชาวนลิขิต ร่วมกับนายแพทย์ฐานันดร ฉัตรสุภางค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์
นายแพทย์ฐานันดร อธิบายว่าจุดแข็งของหุ่นยนต์ผ่าตัดอยู่ที่ภาพสามมิติที่คมชัด และข้อมือของเครื่องมือที่หมุนได้อิสระคล้ายมือมนุษย์
"ข้อดีอันดับหนึ่งเลยคือความชัดเจนและแม่นยำ ภาพมันเป็น 3 มิติ ชัดเจนมาก ข้อสองคือความสามารถในการเคลื่อนไหว เครื่องมือผ่าตัดธรรมดามันตรงๆ ทื่อๆ แต่เครื่องมือหุ่นยนต์มันมีข้อมือที่หมุนได้อิสระเหมือนมือคน ทำให้สามารถเข้าไปเย็บ เลาะ หรือต่อเส้นเลือดในพื้นที่แคบๆ ลึกๆ อย่างในอุ้งเชิงกรานได้ดีกว่ามากๆ" นายแพทย์ฐานันดร กล่าว
นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ทะลุหรือรอยเย็บรั่ว โดยเฉพาะในกลุ่มเคสแก้ไขหรือเคสที่มีพังผืดติดขัดในอุ้งเชิงกราน
"ถ้าผ่าตัดส่องกล้องธรรมดา การจะดึงเยื่อบุช่องท้องลงมาหรือเย็บต่อลำไส้มันทำได้ยากมาก โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น ไปโดนลำไส้ทะลุ หรือรอยเย็บรั่วมีสูง แต่พอมีหุ่นยนต์ ความเสี่ยงเรื่องพวกนี้ลดลงไปเยอะ แผลเล็ก คนไข้ฟื้นตัวเร็ว อาการเจ็บปวดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด" นายแพทย์ฐานันดร กล่าว
3 เทคนิคของการผ่าตัดชายเป็นหญิง
ปัจจุบันเลิดสินสามารถให้บริการครบทั้ง 3 เทคนิคหลักของการผ่าตัดชายเป็นหญิง ได้แก่
- เทคนิคใช้ผิวหนัง วิธีมาตรฐานดั้งเดิม ใช้เนื้อเยื่อของคนไข้เอง ข้อจำกัดคือความลึกอาจไม่มากและต้องพึ่งเจลหล่อลื่นเวลามีเพศสัมพันธ์
- เทคนิคใช้ลำไส้ใหญ่ ให้ความลึกและความยืดหยุ่นดี มีเมือกหล่อลื่นตามธรรมชาติ แต่มีข้อจำกัดด้านสีเนื้อเยื่อและกลิ่นเฉพาะของลำไส้
- เทคนิคใช้เยื่อบุช่องท้อง เทคนิคใหม่ล่าสุดที่ได้รับความนิยม ซึ่งคิดค้นขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ให้ความยืดหยุ่นสูงและสัมผัสใกล้เคียงธรรมชาติ ในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนหรือขั้วลำไส้สั้น ทีมแพทย์จะใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเพื่อเข้าถึงจุดลึกและแคบได้แม่นยำขึ้น
"วิธีเยื่อบุช่องท้อง อันนี้ดีที่สุดตอนนี้ ข้อดีคือสีคล้ายของจริง ยืดหยุ่นดีมาก ลึก (ได้ถึง 7-8 นิ้ว) และมีเมือกหล่อลื่นกำลังดี ไม่เยอะจนเลอะเทอะ ไม่เหม็นกลิ่นลำไส้" นายแพทย์ธิติ กล่าว
ส่วนการผ่าตัดจากหญิงเป็นชาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เน้นการผ่าตัดตัดหน้าอกเป็นหลัก ขณะที่การสร้างอวัยวะเพศชายเป็นทางเลือกเสริมซึ่งมีความซับซ้อนและภาวะแทรกซ้อนสูงกว่า
งานวิจัยระยะยาว กุญแจของความยั่งยืน
รพ.เลิดสินยังทำวิจัยร่วมกับรพ.ศิริราชและรพ.บางรัก เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดเทียมในระยะยาว ทั้งความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด และความเสี่ยงมะเร็งที่อาจแปรผันตามชนิดเนื้อเยื่อต้นทาง เช่น ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ในกรณีที่ใช้เนื้อเยื่อลำไส้สร้างช่องคลอด งานวิจัยนี้กำลังถูกใช้เพื่อวางแนวทางตรวจคัดกรองมะเร็งที่เหมาะสม และพัฒนาเครื่องมือแพทย์สำหรับตรวจภายในช่องคลอดเทียมโดยเฉพาะ
"สิ่งที่วงการแพทย์ทั่วโลกยังขาดอยู่คือ มาตรฐานการดูแลในระยะยาว ลองนึกภาพคนไข้ที่ใช้ลำไส้ทำช่องคลอดจนมีความลึก 6-7 นิ้ว แต่เครื่องมือตรวจภายในของผู้หญิงทั่วไปมีความยาวแค่ 4 นิ้ว แปลว่าอีก 3 นิ้วข้างในหมอมองไม่เห็นเลย
และถ้าหมอสูตินรีเวชทั่วไปมาตรวจ เขาก็จะไม่คุ้นเคยกับเนื้อเยื่อลำไส้ ไม่รู้ว่าต้องสกรีนมะเร็งลำไส้ในช่องคลอดนี้อย่างไร นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงต้องวิจัยร่วมกับศิริราชและบางรัก เพื่อสร้างเครื่องมือและกำหนดโปรโตคอลการตรวจคัดกรองที่ออกแบบมาเพื่อสตรีข้ามเพศโดยเฉพาะ" นพ.ธิติ เชาวนลิขิตระบุ







