
ที่แรก! เปิดโมเดล NIA Venture กลไก “รัฐ” ถือหุ้นสตาร์ทอัพผ่านกองทุนระดับ “พันล้าน"
Exclusive ที่แรก! เปิดรายละเอียดโมเดล NIA Venture สร้างกลไก “รัฐ” ถือหุ้นสตาร์ทอัพผ่านกองทุนระดับ “พันล้าน" ดันสตาร์ทอัพไทยติดปีกยูนิคอร์น
KEY
POINTS
- สนช. (NIA) เปิดตัวโมเดล "NIA Venture" ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่อนุญาตให้ภาครัฐสามารถร่วมลงทุนและถือหุ้นในสตาร์ทอัพได้เป็นครั้งแรก เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
- รูปแบบการลงทุนแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ กองทุน Private Equity Trust (PE Trust) ตั้งเป้าขนาด 1,000 ล้านบาท การลงทุนผ่าน Holding Company ร่วมกับมหาวิทยาลัย และการต่อยอดโครงการ Corporate Co-funding ที่สามารถแปลงหนี้เป็นหุ้นได้
- เป้าหมายหลักของการลงทุนไม่ใช่การสร้างกำไร แต่เป็นการสนับสนุนสตาร์ทอัพในช่วงเริ่มต้นเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างการเติบโต จนสามารถดึงดูดนักลงทุนเอกชนได้ ก่อนที่ภาครัฐจะถอนการลงทุนออกไป
แม้ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 จะมีผลบังคับใช้ และเปิดทางให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สามารถร่วมลงทุนและถือหุ้นในสตาร์ทอัพได้เป็นครั้งแรก แต่สิ่งที่ยังไม่มีการเปิดเผยคือ รัฐจะลงทุนอย่างไร โมเดลการลงทุนจะมีรายละเอียดแบบไหน ที่สำคัญคือ การลงทุนย่อมมาพร้อมกับการ exit ตอนไหน?
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์สำคัญของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย ที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังขาดเงินทุนในช่วงขยายธุรกิจ ขณะที่นักลงทุนเอกชนส่วนใหญ่จะเข้ามาเมื่อธุรกิจผ่านช่วงความเสี่ยงไปแล้ว ส่งผลให้สตาร์ทอัพหลายรายเติบโตไม่ถึงจุดที่สามารถระดมทุนในรอบถัดไปได้
โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์พิเศษครั้งสำคัญ กับ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ถึงรายละเอียด "NIA Venture" เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นชื่อเรียกภาพรวมของโมเดลการลงทุนใหม่ของ NIA ที่สะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดการสนับสนุนนวัตกรรมของภาครัฐ จากการให้ทุนแบบครั้งเดียว ไปสู่การร่วมลงทุนและร่วมรับความเสี่ยงกับผู้ประกอบการ!
NIA ผลักดันให้แก้ไขพระราชกฤษฎีกาเพื่อเปิดทางให้รัฐร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพ
ที่มาของการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาครั้งนี้ ดร.กริชผกา เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ NIA มีบทบาทเพียงการสนับสนุนผ่านการให้ทุน แต่เมื่อสตาร์ทอัพเริ่มเติบโตและต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ ภาครัฐกลับไม่มีกลไกที่จะร่วมเดินไปกับผู้ประกอบการได้
"เวลาที่เราพาสตาร์ทอัพไปหาความร่วมมือและการลงทุนที่เมืองนอก นักลงทุนต่างชาติก็มักจะถามว่า รัฐได้ร่วมลงทุนกับบริษัทหรือไม่ .. เพราะการที่รัฐลงทุนในสตาร์ทอัพของประเทศตัวเอง เป็นการสร้างความมั่นใจอีกขั้นหนึ่ง ประเทศอื่นมี ทำไมประเทศไทยถึงไม่ทำ"
จนกระทั่ง พระราชกฤษฎีกาฯ ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า NIA จะยกเลิกการให้ทุนเหมือนที่เคยให้มา แต่เป็นการเพิ่มเครื่องมืออีกชุดหนึ่ง เพื่อช่วยเติมช่องว่างในช่วงที่สตาร์ทอัพยังไม่สามารถเข้าถึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนได้ ผ่านแนวทางการถือหุ้นในสตาร์ทอัพ 3 รูปแบบด้วยกัน
เปิดโมเดล "NIA Venture" รัฐลงทุน 3 รูปแบบ หวังปิดช่องว่างเงินทุนสตาร์ทอัพ
ผู้อำนวยการ NIA เปิดเผยว่า กลไกการลงทุนทั้งหมดจะดำเนินการภายใต้ชื่อ "NIA Venture" ซึ่งเป็นชื่อเรียกภาพรวมของโมเดลการลงทุนใหม่ของ NIA หลังได้รับอำนาจให้ร่วมลงทุนและถือหุ้นในสตาร์ทอัพ โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 รูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจและระยะการเติบโตของผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ NIA ได้วางกรอบการจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้น ภายใต้งบประมาณจัดสรรที่คาดว่าจะอยู่ที่ปีละ 500 ล้านบาท โดยกำหนดให้
- 40% ของเม็ดเงินลงทุนอยู่ในรูปแบบ Private Equity Trust (PE Trust)
- 30% ลงทุนผ่าน Holding Company
- 30% ผ่านกลไก Corporate Co-funding
ขณะที่งบประมาณสำหรับการลงทุนจะถูกแยกออกจากงบประมาณการให้ทุน (Grant) ซึ่งยังคงดำเนินการตามปกติ
เริ่มจาก PE Trust ตั้งเป้ากองทุน 1,000 ล้านบาท
รูปแบบแรก คือ Private Equity Trust (PE Trust) หรือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในกิจการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง NIA จะร่วมจัดตั้งกับพันธมิตร ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) รวมถึงภาคเอกชน เพื่อระดมเงินลงทุนเข้าสู่กองทุนเดียวกัน
ผู้อำนวยการ NIA ระบุว่า เบื้องต้นตั้งเป้าขนาดกองทุนไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยจะมี Fund Manager หรือผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ทำหน้าที่คัดเลือกสตาร์ทอัพ บริหารพอร์ตการลงทุน และติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้การลงทุนเป็นไปตามหลักวิชาชีพและมีความโปร่งใส
ขณะที่ผู้ร่วมลงทุนแต่ละฝ่ายจะมีตัวแทนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกำกับดูแลกองทุน เพื่อกำหนดทิศทางและกำกับการดำเนินงานในระดับนโยบาย
"รูปแบบแรก คือการจัดตั้งเป็น PE Trust หรือ Private Equity Trust ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้เงินมาจากกองทุน CMDF หรือเอกชนรายอื่น ๆ เราต้องการให้กองนี้มีขนาดประมาณ 1,000 ล้านบาท และจะมี Fund Manager ซึ่งเป็นมืออาชีพ มีศักยภาพ และมีความโปร่งใสในการทำงาน ส่วนผู้ร่วมลงทุนทุกฝ่ายจะมีตัวแทนร่วมกำกับทั้งในเชิงนโยบายและการดำเนินงาน"
ชวนมหาวิทยาลัย "รวมกระสุน" ผ่าน Holding Company
รูปแบบที่สอง คือการลงทุนผ่าน Holding Company โดย NIA ต้องการเชิญ Holding Company ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาร่วมลงทุน เพื่อรวมทรัพยากรและเงินทุนจากหลายสถาบันเข้าด้วยกัน
ผู้อำนวยการ NIA มองว่า ปัจจุบันแต่ละมหาวิทยาลัยต่างมีบริษัทโฮลดิ้งของตนเอง แต่การลงทุนยังแยกส่วน หากสามารถเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างมหาวิทยาลัย จะช่วยเพิ่มขนาดของเงินลงทุน เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และทำให้ผลงานวิจัยสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น
"เราอยากจะเรียนเชิญบรรดา Holding Company ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาลองรวมกระสุนกันดู เผื่อจะทำให้เกิดการลงทุนที่ใหญ่มากขึ้น และเป็นการลงทุนที่ข้ามรั้วกำแพงของแต่ละสถาบัน ให้มามองโอกาสร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดีขึ้น"
ต่อยอด Corporate Co-funding เพิ่มทางเลือก "แปลงหนี้เป็นหุ้น"
สำหรับรูปแบบที่สาม คือ Corporate Co-funding ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมของ NIA ที่เปิดให้สตาร์ทอัพร่วมลงทุนกับ Venture Capital (VC) ที่ขึ้นทะเบียนกับ NIA และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ที่ผ่านมา การสนับสนุนในรูปแบบนี้เป็น Recovery Grant หรือเงินสนับสนุนที่ผู้ประกอบการต้องทยอยคืนให้รัฐพร้อมดอกเบี้ยในอัตราขั้นต่ำเมื่อธุรกิจเติบโต แต่ภายใต้โมเดลใหม่ NIA จะเพิ่มทางเลือกให้สามารถใช้ Convertible Note หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ โดยเปิดโอกาสให้เปลี่ยนภาระการชำระคืนเงินเป็นการแปลงสิทธิของรัฐให้กลายเป็นหุ้นในบริษัทแทน
ผู้อำนวยการ NIA ระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการในช่วงที่ยังต้องใช้เงินลงทุนขยายธุรกิจ ขณะเดียวกันภาครัฐก็สามารถร่วมเติบโตไปกับสตาร์ทอัพได้
"ที่ผ่านมา เราลงทุนให้ไม่เกิน 10 ล้านบาท ในรูปแบบ Recovery Grant ผู้ประกอบการต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยขั้นต่ำ แต่เมื่อกฎหมายใหม่เปิดทางให้ลงทุนได้ เราจะมี Option เพิ่ม คือทำเป็น Convertible Note ได้ ไม่จำเป็นต้องคืนเป็นเงิน แต่สามารถแปลงเป็นหุ้นแทน ซึ่งจะทำให้สตาร์ทอัพมีความมั่นใจว่า หากยังไม่พร้อมคืนเงิน รัฐก็ยังพร้อมช่วยและร่วมเติบโตไปด้วยกัน"
NIA ระบุว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายของการลงทุนภายใต้โมเดลใหม่นี้ จะเน้นไปที่
- กลุ่มการแพทย์และสาธารณสุข
- เกษตร
- อาหาร
- พลังงาน
ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกันยังเปิดรับเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพสู่ระดับสากล
รัฐไม่ได้หวังกำไร แต่หวังเป็น "สะพาน" พาสตาร์ทอัพเติบโต
หนึ่งในคำถามสำคัญหลัง NIA ได้รับอำนาจถือหุ้นในสตาร์ทอัพ คือ รัฐจะกลายเป็นนักลงทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนหรือไม่?
ผู้อำนวยการ NIA ยืนยันว่า เป้าหมายของการลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่การสร้างผลกำไรจากการถือหุ้น แต่เป็นการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้สตาร์ทอัพในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตจนดึงดูดนักลงทุนเอกชนได้ในอนาคต
"กลไกสำคัญของการที่เราเข้าไปถือหุ้น คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสตาร์ทอัพไทยว่าเราจะเติบโตไปด้วยกัน และสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลกว่าประเทศไทยพร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพ หากผู้ประกอบการยังไม่พร้อม เราก็ยังไม่ Exit เราจะช่วยประคองให้ก้าวข้ามช่วงที่ยากที่สุดไปก่อน"
ดร.กริชผกา อธิบายว่า บทบาทของ NIA ไม่ใช่การถือหุ้นระยะยาวเหมือนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นการเข้าไปเติมเต็มช่องว่างในช่วงที่ธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูง และเมื่อบริษัทเติบโตจนมีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาสนใจ ภาครัฐก็พร้อมถอนการลงทุน เพื่อเปิดทางให้เอกชนเข้ามารับช่วงต่อ
"เมื่อมีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนเพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม รัฐก็พร้อมจะออกจากการลงทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายต่อกับนักลงทุนรายใหม่ และช่วยลดการลดสัดส่วนการถือหุ้น (Dilution) ของผู้ก่อตั้งหรือเจ้าของธุรกิจให้เหลือน้อยที่สุด"
ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า โมเดลดังกล่าวแตกต่างจากการลงทุนของกองทุน Venture Capital ทั่วไป เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่เป็นการสร้างธุรกิจใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และทำให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเติบโตจนแข่งขันในระดับโลกได้
พร้อมยืนยันว่า บทบาทของรัฐไม่ใช่การแข่งขันกับ Venture Capital แต่เป็นการเข้าไปลงทุนในช่วงที่ภาคเอกชนยังไม่พร้อมรับความเสี่ยง ก่อนส่งต่อให้เอกชนเข้ามารับช่วงเมื่อธุรกิจเติบโต
"วัตถุประสงค์ของเราไม่ใช่การหวังกำไร เราหวังสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ และหวังให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเติบโต กลไกนี้จะเข้ามาปิดความเสี่ยงที่ภาครัฐสามารถช่วยได้ แล้วเมื่อธุรกิจแข็งแรงก็ส่งต่อให้ภาคเอกชนเข้ามาขยายผลต่อ ...
หากสุดท้ายบริษัทสตาร์ทอัพสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) นั่นยิ่งดี และเราพร้อมจะถอนหุ้นก่อนเข้า IPO"
ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ย้ำว่า "เรามั่นใจว่ากลไกนี้จะทำให้เกิดการลงทุนที่น่าสนใจ และทำให้สตาร์ทอัพไทยก้าวไปสู่ Global เราอยากสร้างยูนิคอร์นจาก Deep Tech Startup เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดรับแล้ว เราก็อยากเชิญชวนสตาร์ทอัพที่สนใจเข้ามาร่วมกับเรา เพื่อเติบโตไปด้วยกันในรูปแบบของการลงทุน"
....
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเพื่อเพิ่มอำนาจให้ NIA เท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ จาก "ผู้ให้ทุน" สู่ "ผู้ร่วมลงทุน" ที่พร้อมแบ่งปันความเสี่ยงกับผู้ประกอบการ และใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยก้าวจากห้องวิจัยสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม
ท้ายสุดนี้ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า เป้าหมายของการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างธุรกิจใหม่หรือเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพ แต่ต้องการให้ผลลัพธ์ของการลงทุนกลับมาสร้างประโยชน์กับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
"สุดท้ายแล้วคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่แค่สตาร์ทอัพ แต่คือ ประชาชน เพราะเมื่อสตาร์ทอัพสามารถพัฒนานวัตกรรมได้สำเร็จ ต้นทุนก็จะลดลง ประชาชนก็จะเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่ถูกลง ขณะเดียวกัน เงินลงทุนและผลตอบแทนก็จะหมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทย ทำให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องและสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ได้อีกด้วย"







