posttoday
ที่แรก! เปิดโมเดล NIA Venture กลไก “รัฐ” ถือหุ้นสตาร์ทอัพผ่านกองทุนระดับ “พันล้าน"

ที่แรก! เปิดโมเดล NIA Venture กลไก “รัฐ” ถือหุ้นสตาร์ทอัพผ่านกองทุนระดับ “พันล้าน"

03 กรกฎาคม 2569

Exclusive ที่แรก! เปิดรายละเอียดโมเดล NIA Venture สร้างกลไก “รัฐ” ถือหุ้นสตาร์ทอัพผ่านกองทุนระดับ “พันล้าน" ดันสตาร์ทอัพไทยติดปีกยูนิคอร์น

KEY

POINTS

  • สนช. (NIA) เปิดตัวโมเดล "NIA Venture" ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่อนุญาตให้ภาครัฐสามารถร่วมลงทุนและถือหุ้นในสตาร์ทอัพได้เป็นครั้งแรก เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
  • รูปแบบการลงทุนแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ กองทุน Private Equity Trust (PE Trust) ตั้งเป้าขนาด 1,000 ล้านบาท การลงทุนผ่าน Holding Company ร่วมกับมหาวิทยาลัย และการต่อยอดโครงการ Corporate Co-funding ที่สามารถแปลงหนี้เป็นหุ้นได้
  • เป้าหมายหลักของการลงทุนไม่ใช่การสร้างกำไร แต่เป็นการสนับสนุนสตาร์ทอัพในช่วงเริ่มต้นเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างการเติบโต จนสามารถดึงดูดนักลงทุนเอกชนได้ ก่อนที่ภาครัฐจะถอนการลงทุนออกไป

แม้ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 จะมีผลบังคับใช้ และเปิดทางให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สามารถร่วมลงทุนและถือหุ้นในสตาร์ทอัพได้เป็นครั้งแรก แต่สิ่งที่ยังไม่มีการเปิดเผยคือ รัฐจะลงทุนอย่างไร โมเดลการลงทุนจะมีรายละเอียดแบบไหน ที่สำคัญคือ การลงทุนย่อมมาพร้อมกับการ exit ตอนไหน?

 

การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์สำคัญของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย ที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังขาดเงินทุนในช่วงขยายธุรกิจ ขณะที่นักลงทุนเอกชนส่วนใหญ่จะเข้ามาเมื่อธุรกิจผ่านช่วงความเสี่ยงไปแล้ว ส่งผลให้สตาร์ทอัพหลายรายเติบโตไม่ถึงจุดที่สามารถระดมทุนในรอบถัดไปได้

 

โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์พิเศษครั้งสำคัญ กับ  ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ถึงรายละเอียด "NIA Venture" เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นชื่อเรียกภาพรวมของโมเดลการลงทุนใหม่ของ NIA ที่สะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดการสนับสนุนนวัตกรรมของภาครัฐ จากการให้ทุนแบบครั้งเดียว ไปสู่การร่วมลงทุนและร่วมรับความเสี่ยงกับผู้ประกอบการ!

 

NIA ผลักดันให้แก้ไขพระราชกฤษฎีกาเพื่อเปิดทางให้รัฐร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพ

 

ที่มาของการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาครั้งนี้ ดร.กริชผกา เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ NIA มีบทบาทเพียงการสนับสนุนผ่านการให้ทุน แต่เมื่อสตาร์ทอัพเริ่มเติบโตและต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ ภาครัฐกลับไม่มีกลไกที่จะร่วมเดินไปกับผู้ประกอบการได้ 

 

"เวลาที่เราพาสตาร์ทอัพไปหาความร่วมมือและการลงทุนที่เมืองนอก นักลงทุนต่างชาติก็มักจะถามว่า รัฐได้ร่วมลงทุนกับบริษัทหรือไม่ .. เพราะการที่รัฐลงทุนในสตาร์ทอัพของประเทศตัวเอง เป็นการสร้างความมั่นใจอีกขั้นหนึ่ง ประเทศอื่นมี ทำไมประเทศไทยถึงไม่ทำ"

 

จนกระทั่ง พระราชกฤษฎีกาฯ ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา  ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า NIA จะยกเลิกการให้ทุนเหมือนที่เคยให้มา แต่เป็นการเพิ่มเครื่องมืออีกชุดหนึ่ง  เพื่อช่วยเติมช่องว่างในช่วงที่สตาร์ทอัพยังไม่สามารถเข้าถึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนได้ ผ่านแนวทางการถือหุ้นในสตาร์ทอัพ 3 รูปแบบด้วยกัน

 

เปิดโมเดล "NIA Venture" รัฐลงทุน 3 รูปแบบ หวังปิดช่องว่างเงินทุนสตาร์ทอัพ

 

ผู้อำนวยการ NIA เปิดเผยว่า กลไกการลงทุนทั้งหมดจะดำเนินการภายใต้ชื่อ "NIA Venture" ซึ่งเป็นชื่อเรียกภาพรวมของโมเดลการลงทุนใหม่ของ NIA หลังได้รับอำนาจให้ร่วมลงทุนและถือหุ้นในสตาร์ทอัพ โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 รูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจและระยะการเติบโตของผู้ประกอบการ

 

ทั้งนี้ NIA ได้วางกรอบการจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้น ภายใต้งบประมาณจัดสรรที่คาดว่าจะอยู่ที่ปีละ 500 ล้านบาท โดยกำหนดให้

  • 40% ของเม็ดเงินลงทุนอยู่ในรูปแบบ Private Equity Trust (PE Trust)
  • 30% ลงทุนผ่าน Holding Company
  • 30% ผ่านกลไก Corporate Co-funding

ขณะที่งบประมาณสำหรับการลงทุนจะถูกแยกออกจากงบประมาณการให้ทุน (Grant) ซึ่งยังคงดำเนินการตามปกติ

 

เริ่มจาก PE Trust ตั้งเป้ากองทุน 1,000 ล้านบาท

รูปแบบแรก คือ Private Equity Trust (PE Trust) หรือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในกิจการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง NIA จะร่วมจัดตั้งกับพันธมิตร ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) รวมถึงภาคเอกชน เพื่อระดมเงินลงทุนเข้าสู่กองทุนเดียวกัน

 

ผู้อำนวยการ NIA ระบุว่า เบื้องต้นตั้งเป้าขนาดกองทุนไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยจะมี Fund Manager หรือผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ทำหน้าที่คัดเลือกสตาร์ทอัพ บริหารพอร์ตการลงทุน และติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้การลงทุนเป็นไปตามหลักวิชาชีพและมีความโปร่งใส

 

ขณะที่ผู้ร่วมลงทุนแต่ละฝ่ายจะมีตัวแทนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกำกับดูแลกองทุน เพื่อกำหนดทิศทางและกำกับการดำเนินงานในระดับนโยบาย

 

"รูปแบบแรก คือการจัดตั้งเป็น PE Trust หรือ Private Equity Trust ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้เงินมาจากกองทุน CMDF หรือเอกชนรายอื่น ๆ เราต้องการให้กองนี้มีขนาดประมาณ 1,000 ล้านบาท และจะมี Fund Manager ซึ่งเป็นมืออาชีพ มีศักยภาพ และมีความโปร่งใสในการทำงาน ส่วนผู้ร่วมลงทุนทุกฝ่ายจะมีตัวแทนร่วมกำกับทั้งในเชิงนโยบายและการดำเนินงาน"

 

 

ชวนมหาวิทยาลัย "รวมกระสุน" ผ่าน Holding Company

รูปแบบที่สอง คือการลงทุนผ่าน Holding Company โดย NIA ต้องการเชิญ Holding Company ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาร่วมลงทุน เพื่อรวมทรัพยากรและเงินทุนจากหลายสถาบันเข้าด้วยกัน

 

ผู้อำนวยการ NIA มองว่า ปัจจุบันแต่ละมหาวิทยาลัยต่างมีบริษัทโฮลดิ้งของตนเอง แต่การลงทุนยังแยกส่วน หากสามารถเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างมหาวิทยาลัย จะช่วยเพิ่มขนาดของเงินลงทุน เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และทำให้ผลงานวิจัยสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น

 

"เราอยากจะเรียนเชิญบรรดา Holding Company ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาลองรวมกระสุนกันดู เผื่อจะทำให้เกิดการลงทุนที่ใหญ่มากขึ้น และเป็นการลงทุนที่ข้ามรั้วกำแพงของแต่ละสถาบัน ให้มามองโอกาสร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดีขึ้น"

 

 

ต่อยอด Corporate Co-funding เพิ่มทางเลือก "แปลงหนี้เป็นหุ้น"

สำหรับรูปแบบที่สาม คือ Corporate Co-funding ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมของ NIA ที่เปิดให้สตาร์ทอัพร่วมลงทุนกับ Venture Capital (VC) ที่ขึ้นทะเบียนกับ NIA และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

 

ที่ผ่านมา การสนับสนุนในรูปแบบนี้เป็น Recovery Grant หรือเงินสนับสนุนที่ผู้ประกอบการต้องทยอยคืนให้รัฐพร้อมดอกเบี้ยในอัตราขั้นต่ำเมื่อธุรกิจเติบโต แต่ภายใต้โมเดลใหม่ NIA จะเพิ่มทางเลือกให้สามารถใช้ Convertible Note หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ โดยเปิดโอกาสให้เปลี่ยนภาระการชำระคืนเงินเป็นการแปลงสิทธิของรัฐให้กลายเป็นหุ้นในบริษัทแทน

 

ผู้อำนวยการ NIA ระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการในช่วงที่ยังต้องใช้เงินลงทุนขยายธุรกิจ ขณะเดียวกันภาครัฐก็สามารถร่วมเติบโตไปกับสตาร์ทอัพได้

 

"ที่ผ่านมา เราลงทุนให้ไม่เกิน 10 ล้านบาท ในรูปแบบ Recovery Grant ผู้ประกอบการต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยขั้นต่ำ แต่เมื่อกฎหมายใหม่เปิดทางให้ลงทุนได้ เราจะมี Option เพิ่ม คือทำเป็น Convertible Note ได้ ไม่จำเป็นต้องคืนเป็นเงิน แต่สามารถแปลงเป็นหุ้นแทน ซึ่งจะทำให้สตาร์ทอัพมีความมั่นใจว่า หากยังไม่พร้อมคืนเงิน รัฐก็ยังพร้อมช่วยและร่วมเติบโตไปด้วยกัน"

 

 

NIA ระบุว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายของการลงทุนภายใต้โมเดลใหม่นี้ จะเน้นไปที่

  • กลุ่มการแพทย์และสาธารณสุข
  • เกษตร
  • อาหาร
  • พลังงาน

ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกันยังเปิดรับเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพสู่ระดับสากล

 

ที่แรก! เปิดโมเดล NIA Venture กลไก “รัฐ” ถือหุ้นสตาร์ทอัพผ่านกองทุนระดับ “พันล้าน"

 

 

รัฐไม่ได้หวังกำไร แต่หวังเป็น "สะพาน" พาสตาร์ทอัพเติบโต

 

หนึ่งในคำถามสำคัญหลัง NIA ได้รับอำนาจถือหุ้นในสตาร์ทอัพ คือ รัฐจะกลายเป็นนักลงทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนหรือไม่?

 

ผู้อำนวยการ NIA ยืนยันว่า เป้าหมายของการลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่การสร้างผลกำไรจากการถือหุ้น แต่เป็นการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้สตาร์ทอัพในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตจนดึงดูดนักลงทุนเอกชนได้ในอนาคต

 

"กลไกสำคัญของการที่เราเข้าไปถือหุ้น คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสตาร์ทอัพไทยว่าเราจะเติบโตไปด้วยกัน และสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลกว่าประเทศไทยพร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพ หากผู้ประกอบการยังไม่พร้อม เราก็ยังไม่ Exit เราจะช่วยประคองให้ก้าวข้ามช่วงที่ยากที่สุดไปก่อน"

 

ดร.กริชผกา อธิบายว่า บทบาทของ NIA ไม่ใช่การถือหุ้นระยะยาวเหมือนนักลงทุนทั่วไป แต่เป็นการเข้าไปเติมเต็มช่องว่างในช่วงที่ธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูง และเมื่อบริษัทเติบโตจนมีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาสนใจ ภาครัฐก็พร้อมถอนการลงทุน เพื่อเปิดทางให้เอกชนเข้ามารับช่วงต่อ

 

"เมื่อมีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนเพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม รัฐก็พร้อมจะออกจากการลงทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายต่อกับนักลงทุนรายใหม่ และช่วยลดการลดสัดส่วนการถือหุ้น (Dilution) ของผู้ก่อตั้งหรือเจ้าของธุรกิจให้เหลือน้อยที่สุด"

 

ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า โมเดลดังกล่าวแตกต่างจากการลงทุนของกองทุน Venture Capital ทั่วไป เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่เป็นการสร้างธุรกิจใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และทำให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเติบโตจนแข่งขันในระดับโลกได้

 

พร้อมยืนยันว่า บทบาทของรัฐไม่ใช่การแข่งขันกับ Venture Capital แต่เป็นการเข้าไปลงทุนในช่วงที่ภาคเอกชนยังไม่พร้อมรับความเสี่ยง ก่อนส่งต่อให้เอกชนเข้ามารับช่วงเมื่อธุรกิจเติบโต

 

"วัตถุประสงค์ของเราไม่ใช่การหวังกำไร เราหวังสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ และหวังให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเติบโต กลไกนี้จะเข้ามาปิดความเสี่ยงที่ภาครัฐสามารถช่วยได้ แล้วเมื่อธุรกิจแข็งแรงก็ส่งต่อให้ภาคเอกชนเข้ามาขยายผลต่อ ...

หากสุดท้ายบริษัทสตาร์ทอัพสามารถข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) นั่นยิ่งดี และเราพร้อมจะถอนหุ้นก่อนเข้า IPO"

 

ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ย้ำว่า "เรามั่นใจว่ากลไกนี้จะทำให้เกิดการลงทุนที่น่าสนใจ และทำให้สตาร์ทอัพไทยก้าวไปสู่ Global เราอยากสร้างยูนิคอร์นจาก Deep Tech Startup เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดรับแล้ว เราก็อยากเชิญชวนสตาร์ทอัพที่สนใจเข้ามาร่วมกับเรา เพื่อเติบโตไปด้วยกันในรูปแบบของการลงทุน"

 

....

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเพื่อเพิ่มอำนาจให้ NIA เท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ จาก "ผู้ให้ทุน" สู่ "ผู้ร่วมลงทุน" ที่พร้อมแบ่งปันความเสี่ยงกับผู้ประกอบการ และใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยก้าวจากห้องวิจัยสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม

 

ท้ายสุดนี้  ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า เป้าหมายของการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างธุรกิจใหม่หรือเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพ แต่ต้องการให้ผลลัพธ์ของการลงทุนกลับมาสร้างประโยชน์กับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

 

"สุดท้ายแล้วคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่แค่สตาร์ทอัพ แต่คือ ประชาชน เพราะเมื่อสตาร์ทอัพสามารถพัฒนานวัตกรรมได้สำเร็จ ต้นทุนก็จะลดลง ประชาชนก็จะเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่ถูกลง ขณะเดียวกัน เงินลงทุนและผลตอบแทนก็จะหมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทย ทำให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องและสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ได้อีกด้วย"

 

ข่าวล่าสุด

ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP

ดร.อภิชาติ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดลผนึก 8 สมาคม ยกระดับธุรกิจด้วย IP