
จบยุคกินเค็ม? เปิดฉาก "มาตรฐานคุมโซเดียม" มาตรการบังคับที่ไทยไม่เคยทำสำเร็จ
กางรายละเอียด "มาตรฐานกลางคุมเค็ม" คุมอาหาร 8 ประเภทตั้งแต่เนื้อสัตว์จนถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป สู้กับวิกฤตสุขภาพและงบประมาณจาก "โรคไต"
KEY
POINTS
- คนไทยบริโภคโซเดียมสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเกือบ 2 เท่า ส่งผลให้เกิดวิกฤตสุขภาพโดยเฉพาะโรคไต และสร้างภาระงบประมาณมหาศาลในการรักษาพยาบาล
- มีการจัดทำ “เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมในอาหาร” (Sodium Benchmark) ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อใช้เป็นเกณฑ์เพดานสูงสุดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารในท้องตลาด กับอาหาร 8 ชนิด
- มาตรการดังกล่าวจะเป็นแบบภาคสมัครใจ โดยภาคเอกชนเสนอให้ใช้เวลา 5 ปีในการทยอยปรับลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภคคุ้นชิน
ประเด็น “การบริโภคโซเดียม” เกินมาตรฐานของไทยไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เนื่องจากเกิด “วิกฤตสุขภาพ” และ “วิกฤตงบประมาณ” จากเพียงแค่การ “กินเค็ม” ของคนไทย
อย่างไร?
วิกฤตสุขภาพ เกิดจาก คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงถึง 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเกือบเป็น 2 เท่าของปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ (ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือเกลือประมาณ 1 ช้อนชา) ซึ่งการบริโภคโซเดียมจำนวนมากเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่นำไปสู่การเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทั้ง โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง และโดยเฉพาะโรคไตวายเรื้อรัง รายงานของ The United States Renal Data System ระบุว่า
ไทยคือ 1 ใน 5 ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคไตสูงสุด
ผลที่ตามมาคือ วิกฤตงบประมาณ เมื่อหันไปดูตัวเลขของ สปสช. ที่ต้องจ่ายค่าดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องล้างไต/ฟอกไต พุ่งสูงถึงราว 1.7 หมื่นล้านบาท และหากไม่มีการควบคุม คาดว่าจำนวนผู้ป่วยฟอกไตจะเพิ่มขึ้นอีก 4 –5 เท่าภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งรัฐจะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหวแน่นอน!
รัฐจึงจ่อที่จะออกมาตรการปรับลดโซเดียมในอาหารลงในอีกไม่นานนี้
แต่! ปัญหาที่มีคือ “ไทยยังไม่เคยมีมาตรฐานหรือ ค่ากลางของโซเดียมในอาหารแต่ละชนิดอย่างละเอียดมาก่อน” และการปรับพฤติกรรมการกินของคนไทย ที่ชอบอาหารรสจัด แซ่บ นัว นั่นก็ทำให้ปัญหานี้ยากสองเท่า
ครั้งแรก เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมของไทย
ล่าสุด สวรส. ได้ขยับก้าวแรก ด้วยการจัดทำ “เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมในอาหาร” (Sodium Benchmark) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ให้เกิดการปรับลดปริมาณโซเดียม โดย รศ.ดร.นัฐพล ตั้งสุภูมิ และคณะนักวิจัยจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวได้ทำการศึกษาในอาหาร 8 กลุ่ม รวมกว่า 40 ประเภทอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งโซเดียมหลักของคนไทย ได้แก่
- เนื้อสัตว์แปรรูป
- สัตว์น้ำแปรรูป
- เครื่องปรุงรส
- ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม
- ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
- ขนมปัง
- อาหารพร้อมรับประทาน
- อาหารกึ่งสำเร็จรูป
โดยใช้ข้อมูลปริมาณโซเดียมของผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการจำหน่ายในท้องตลาดมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ปริมาณโซเดียมของอาหารแต่ละประเภทที่ทางองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) จัดทำไว้ รวมถึงข้อมูลปริมาณอาหารแต่ละชนิดที่คนไทยบริโภค เพื่อคำนวณปริมาณโซเดียมที่คนไทยได้รับจากการกินอาหารแต่ละประเภท (Sodium Exposure) รวมถึงจัดลำดับประเภทอาหารที่ควรต้องดำเนินการปรับลดโซเดียมก่อนและหลัง
งานวิจัยกำหนดให้ถ้ามี Sodium Exposure มากกว่า 600 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ในกรณีอาหารพร้อมรับประทานและอาหารกึ่งสำเร็จรูป หรือ 200 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ในกรณีอาหารประเภทอื่นๆ รวมถึงผ่านเกณฑ์ของ WHO SEARO น้อยกว่า 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด ควรจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องดำเนินการ
รศ.ดร.นัฐพล บอกว่า จากการศึกษามีการลำดับประเภทอาหารที่ควรต้องปรับลดก่อนหลังตามลำดับ ดังนี้
- ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทั้งชิ้นหรือตัดแต่งแปรรูปโดยไม่ใช้ความร้อน เช่น ทำแห้ง หมักเกลือ ทำเค็ม
- ผลิตภัณฑ์ปลาและอาหารทะเลแปรรูป เช่น บดขึ้นรูป หมักซอส ชุบเกล็ดขนมปัง อาหารทะเลเลียนแบบหรืออาหารทะเลเทียม
- ซุปก้อนและซุปเข้มข้น
- เครื่องจิ้มและซอสสำหรับจิ้ม
- เครื่องปรุง เช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสบาร์บีคิว ซอสสเต็ก
- ซอสสไตล์เอเชียอื่นๆ เช่น ซอสเทริยากิ ซอสหอยนางรม ซอสสุกี้ ซอสผัดไทย ซอสเย็นตาโฟ น้ำยำ/น้ำส้มตำปรุงสำเร็จ ซอสผัดเอนกประสงค์
- อาหารพร้อมรับประทานที่แช่เย็นและแช่เยือกแข็ง
- บะหมี่ ข้าว และโจ๊กกึ่งสำเร็จรูป
ส่วนปริมาณโซเดียมของอาหารแต่ละประเภทที่จะใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานให้มีการปรับลดนั้น ได้มีการนำข้อมูลต่างๆ มาประมวลและทำเป็นแนวทางการพิจารณา จากนั้นจึงเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยงานภาครัฐ สมาคมวิชาชีพ และตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งได้ผลสรุปคือ
การดำเนินการให้ใช้แนวทางเพดานปริมาณโซเดียม นั่นคือ ผลิตภัณฑ์อาหารในท้องตลาดไม่ควรมีปริมาณโซเดียมเกินเพดานที่กำหนด โดยจะใช้ค่าปริมาณโซเดียมที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 70 ของผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดเป็นเพดานโซเดียมสูงสุด
เปิดประชาพิจารณ์ เอกชนขานรับแต่มองว่าควรให้เวลา 5 ปี และเป็นภาคสมัครใจ
เมื่อได้ตัวเลขค่าปริมาณโซเดียม และแนวทางในการดำเนินการลดปริมาณโซเดียม รศ.ดร.นัฐพล บอกว่า ทีมวิจัยได้จัดเวทีประชาพิจารณ์ โดยให้ภาคเอกชน ภาครัฐ สมาคมผู้ประกอบการต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิจากฝ่ายวิชาการ มาร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้แนวทางที่เกิดขึ้นนำไปสู่การใช้ได้จริง ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นร่วมกันให้ใช้แนวทางและตัวเลขปริมาณดังกล่าว
โดยมีแนวทางเพิ่มเติมสำหรับกรณีเฉพาะคือ หากค่าปริมาณโซเดียมตามเกณฑ์ที่จะกำหนดต่ำกว่าค่าของ WHO SEARO ให้ประยุกต์ใช้ค่าของ WHO SEARO และค่าปริมาณโซเดียมที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 70 ของผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูปให้พิจารณาจากปริมาณโซเดียมของผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ผลิตในประเทศไทย
ขณะที่ระยะเวลาในการดำเนินการ ทางภาคเอกชนมองว่าจะใช้เวลา 5 ปีในการปรับลดให้ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมสูงสุดไม่เกินค่าที่กำหนด ซึ่งมีความสมเหตุสมผล
โดย รศ.ดร.นัฐพล อธิบายว่า ถ้านำผลิตภัณฑ์ในตลาดมากางข้อมูลดู จะมีตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ต้องลดปริมาณโซเดียม 10% และมากสุดไม่เกิน 20% สมมติว่าเดิมผลิตภัณฑ์มีโซเดียมอยู่ที่ 200 มิลลิกรัม ถ้าลดลง 20% โซเดียมก็จะเหลือ 160 มิลลิกรัม ทว่าตามหลักแล้วไม่สามารถปรับลดรวดเดียว เนื่องจากรสชาติจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมจนเห็นได้ชัด จึงต้องค่อยๆ ทำ เพื่อให้ผู้บริโภคค่อยๆ คุ้นชินกับรสชาติ ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อการยอมรับของผู้บริโภค และยอดขายของผู้ประกอบการ
“ระยะ 5 ปีจึงไม่สั้นเกินไปที่จะทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงจนส่งผลต่อยอดขายของผู้ประกอบการ อีกทั้งระยะเวลานี้ยังช่วยปรับพฤติกรรมผู้บริโภคไปในตัวด้วย เนื่องจากการเปิดเวทีรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย เห็นตรงกันว่า ให้ใช้เป็นภาคสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ” รศ.ดร.นัฐพล ขยายความเสริม
แต่เมื่อเป็นภาคสมัครใจ ทาง ส.อ.ท. จำเป็นต้องรับเป็นเจ้าภาพในการนำผู้ประกอบการทั่วประเทศ ทั้งรายใหญ่ไปจนถึงรายย่อย มาร่วมกันทำในลักษณะเป็นกิจการค้าร่วม หรือจัดทำเป็นเครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินการ ซึ่งในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณโซเดียมในอาหารก็ดำเนินการในลักษณะนี้
“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการบางรายมีการปรับลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์แล้ว แต่เพราะรายอื่นๆ โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง ยังไม่ได้ปรับ จึงกังวลว่าจะทำให้รสชาติเกิดความแตกต่างจากความคุ้นชินของคนทั่วไป จึงนำเทคโนโลยีสารทดแทนเกลือและสารเสริมรสมาใช้ เพื่อให้ยังได้รสชาติใกล้เคียงเดิม ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากต้องนำเข้าสารเหล่านั้นจากต่างประเทศ” นักวิชาการจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว
ข้อเสนอถึงรัฐ-เอกชน เพื่อคุมโซเดียม - ลดภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ทำได้
นอกจากข้อเสนอข้างต้นแล้ว งานวิจัยยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายถึงหน่วยงานที่ควรต้องมาร่วมดำเนินการ ได้แก่
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ควรพิจารณาปรับแก้ไขข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับปริมาณเกลือขั้นต่ำในผลิตภัณฑ์บางประเภทให้สอดคล้องกับ Sodium Benchmark ที่กำหนด
- อย. ควรพิจารณาให้เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องแสดงข้อมูลโภชนาการแบบจีดีเอ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมที่คนได้รับในปริมาณมาก แต่มีข้อมูลปริมาณโซเดียมไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวแทนที่ครอบคลุมสำหรับการกำหนด Sodium Benchmark
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ควรดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ เพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค เกี่ยวกับการลดปริมาณการบริโภคโซเดียม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารรสเค็ม ควบคู่กับการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร
- กรมอนามัย ควรดำเนินการร่วมกับหน่วยงาน สมาคมและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สมาคมโรงแรมไทย สมาคมร้านอาหาร ฯลฯ เพื่อลดปริมาณโซเดียมในอาหารที่รับประทานนอกบ้าน เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร ควบคู่กับการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร
- คณะกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อลดโรค NCDs ระดับชาติ ควรมอบหมายให้ อย. ดำเนินการร่วมกับสถาบันการศึกษา/หน่วยงานวิจัย เพื่อตรวจติดตามปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร ตามระยะเวลาที่สอดคล้องกับการดำเนินงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการประเมินผลสำเร็จของการดำเนินงานและการพิจารณากำหนด Sodium Benchmark ในระยะต่อไป
- กรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ควรพิจารณามาตรการลดหย่อน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อเป็นการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจ แก่ผู้ประกอบการผลิตอาหารที่ดำเนินการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์
- สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ควรส่งเสริมและสนับสนุนทุนวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในเรื่องการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทย
- สถาบันการศึกษา/หน่วยงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงต่างๆ เช่น กรมปศุสัตว์ กรมประมง สถาบันอาหาร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ฯลฯ ควรดำเนินการและสนับสนุนการวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ตลอจนวิสาหกิจรายย่อย
ท้ายสุดนี้ รศ.ดร.นัฐพล บอกว่า ฝั่งประชาชนต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วย โดยอาจใช้หลักการเดียวกับการนับแคลอรี่หรือโปรตีนต่อวัน โดยเพิ่มการนับปริมาณโซเดียมต่อวันไปด้วย อาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าทำได้ ท้ายที่สุดประชาชนจะตระหนักไปเองในการเลือกอาหารรับประทาน







