posttoday
ตำรวจลอนดอนใช้สแกนใบหน้าจับผู้ต้องหา จุดประเด็นเสรีภาพประชาชน

ตำรวจลอนดอนใช้สแกนใบหน้าจับผู้ต้องหา จุดประเด็นเสรีภาพประชาชน

25 พฤษภาคม 2569

ตำรวจลอนดอนเดินหน้าใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าแบบเรียลไทม์จับผู้ต้องหา ขณะนักสิทธิมนุษยชนเตือนอาจเปลี่ยนประชาชนทุกคนให้กลายเป็น “ผู้ต้องสงสัย”

มหานครลอนดอนของสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญการถกเถียงครั้งใหญ่ ระหว่าง “ความมั่นคงสาธารณะ” กับ “เสรีภาพส่วนบุคคล” หลังตำรวจนครบาลลอนดอน หรือเมโทรโพลิแทน โปลิศ เดินหน้าขยายการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าแบบเรียลไทม์ (Live Facial Recognition: LFR) เพื่อติดตามและจับกุมผู้ต้องสงสัยในพื้นที่สาธารณะ

 

บนถนนย่านวิกตอเรีย ใจกลางกรุงลอนดอน นักท่องเที่ยว พนักงานออฟฟิศ และประชาชนที่เดินผ่านไปมาในวันธรรมดา ต่างถูกกล้องอัจฉริยะสแกนใบหน้าโดยอัตโนมัติ เพื่อนำข้อมูลชีวมิติไปเปรียบเทียบกับบัญชีเฝ้าระวังของตำรวจ โดยหลายคนแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกตรวจสอบ

 

ตำรวจนครบาลลอนดอนระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวช่วย “ปฏิวัติการทำงานด้านความมั่นคง” และตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา สามารถช่วยจับกุมผู้ต้องหาตามหมายได้ราว 2,500 ราย รวมถึงคดีร้ายแรงอย่างการข่มขืน การปล้น และความรุนแรงทางเพศ

 

ระหว่างปฏิบัติการล่าสุดในย่านวิกตอเรีย ระบบได้แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ถึงบุคคลต้องสงสัยรายหนึ่ง ตำรวจจึงเข้าตรวจสอบ ก่อนปล่อยตัวหลังพบว่าเกี่ยวข้องเพียงข้อจำกัดตามคำสั่งศาล ไม่ใช่หมายจับ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมชายอีกคนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อฮู้ดสีเทาและหมวกแก๊ปสีดำ โดยถูกใส่กุญแจมือและควบคุมตัวขึ้นรถตำรวจทันที

ตำรวจลอนดอนใช้สแกนใบหน้าจับผู้ต้องหา จุดประเด็นเสรีภาพประชาชน

 

สหราชอาณาจักรถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้กล้องวงจรปิดในพื้นที่สาธารณะมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยชาวลอนดอนอาจถูกบันทึกภาพหลายร้อยครั้งต่อวันขณะเดินทางในเมือง และปัจจุบันกรุงลอนดอนได้กลายเป็นหนึ่งในเมืองชั้นนำของยุโรปที่นำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ในการรักษาความปลอดภัย

 

ระบบดังกล่าวทำงานโดยแปลงใบหน้าเป็นข้อมูลชีวมิติ ก่อนเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลบุคคลเฝ้าระวังราว 17,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาพถ่ายขณะถูกควบคุมตัว

 

ตำรวจยืนยันว่า ข้อมูลของผู้ที่ไม่ตรงกับบัญชีเฝ้าระวังจะถูกลบทันที และในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบสแกนใบหน้ากว่า 3 ล้านครั้ง แต่เกิดการแจ้งเตือนผิดพลาดเพียง 10 ครั้งเท่านั้น โดยไม่มีการจับกุมจากข้อมูลผิดพลาดแม้แต่กรณีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิเสรีภาพพลเมืองมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ความแม่นยำ” แต่คือ “หลักการพื้นฐานของกฎหมาย” เพราะเทคโนโลยีนี้ทำให้ประชาชนทุกคนถูกตรวจสอบเสมือนเป็นผู้ต้องสงสัย แม้ไม่มีพฤติการณ์ใดเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม

 

องค์กรบิ๊กบราเธอร์วอตช์ ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านการใช้เทคโนโลยีสอดส่องของรัฐ เตือนว่า การใช้ระบบจดจำใบหน้าอาจนำไปสู่ “การเฝ้าระวังมวลชน” และบ่อนทำลายสิทธิความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการรวมตัว

ตำรวจลอนดอนใช้สแกนใบหน้าจับผู้ต้องหา จุดประเด็นเสรีภาพประชาชน

 

ความกังวลยิ่งเพิ่มสูงขึ้น หลังตำรวจนำระบบดังกล่าวไปใช้ในการชุมนุมต่อต้านผู้อพยพในกรุงลอนดอนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้เทคโนโลยีนี้ในการประท้วงทางการเมือง

 

นางแจสลีน ชักการ์ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านกฎหมายของบิ๊กบราเธอร์วอตช์ ระบุว่า สหราชอาณาจักรกำลังเสี่ยงกลายเป็น “ชาติแห่งผู้ต้องสงสัย” ที่ประชาชนถูกติดตามตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน

 

แม้กลุ่มสิทธิมนุษยชนยื่นฟ้องต่อศาลสูงเพื่อคัดค้านการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว แต่ศาลมีคำตัดสินเมื่อเดือนที่ผ่านมา ว่าการใช้ระบบจดจำใบหน้าของตำรวจเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย เปิดทางให้รัฐบาลเตรียมจัดทำกรอบกฎหมายใหม่รองรับการใช้งานในอนาคต

 

ด้านตำรวจนครบาลลอนดอนยืนยันว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โดยผลสำรวจรายไตรมาสพบว่า ราว 80% ของชาวลอนดอนเห็นด้วย เพราะต้องการให้ตำรวจสามารถติดตามอาชญากรและผู้หลบหนีคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตำรวจลอนดอนใช้สแกนใบหน้าจับผู้ต้องหา จุดประเด็นเสรีภาพประชาชน

ข่าวล่าสุด

ตำรวจลอนดอนใช้สแกนใบหน้าจับผู้ต้องหา จุดประเด็นเสรีภาพประชาชน

ตำรวจลอนดอนใช้สแกนใบหน้าจับผู้ต้องหา จุดประเด็นเสรีภาพประชาชน