
พบนักเดินทางจากประเทศต้นตอ "อีโบลา" สะสม 126 คน ยันไม่พบผู้ป่วยสงสัยในไทย
กรมควบคุมโรค เผยตัวเลขนักเดินทางจากประเทศซึ่งเป็นแหล่งระบาดโรคอีโบลาในไทย ย้อนไป 21 วันรวม 126 คน หากใครมีอาการรีบติดต่อสถานพยาบาล ยืนยันยังไม่พบผู้ป่วยสงสัยในไทย
แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในทวีปแอฟริกา ณ ปัจจุบัน เป็นสายพันธุ์บันดิบูเกียว จากข้อมูลวันที่ 17 พ.ค. มีผู้ป่วยราว 254 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูง ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตและเกี่ยวข้องกับอีโบลามีอยู่ 160 รายแล้ว จึงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ยังไม่พบผู้ป่วยสงสัยและยืนยันในประเทศ
เชื้อไวรัสอีโบลา เป็นไวรัสที่เกี่ยวข้องกับไข้เลือดออกจากไวรัส และพบการระบาดในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นการยากที่จะระบาดออกจากนอกประเทศ เนื่องจากผู้ป่วยมีอากาศหนัก ไม่สามารถเคลื่อนย้ายหรือเดินทางได้ เท่าที่ผ่านมาจึงจำกัดการระบาดอยู่ในทวีปแอฟริกาเท่านั้น
หลังสัมผัสเชื้อจะมีอาการราว 2-21 วัน อาการมีตั้งแต่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย หรืออาจมีเลือดออกผิดปกติ หากรุนแรงจะมีหลายอวัยวะล้มเหลวเช่น ตับถูกทำลาย หรือภาวะไตวาย
ทั้งนี้ อีโบลามีค้างคาวผลไม้เป็นแหล่งรังโรค สามารถแพร่สู่คนได้ ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ไม่เหมือนโควิด-19 การแพร่กระจายจึงช้ากว่า ต้องสัมผัสใกล้ชิดเท่านั้นจึงจะสามารถแพร่เชื้อได้ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการแพร่เชื้ออยู่ที 1.95 ขึ้นอยู่กับพื้นที่ว่ามีการรักษาและการควบคุมโรคเป็นอย่างไร
อีโบลาปกติมี 6 สายพันธุ์ แต่เกี่ยวข้องกับมนุษย์มี 4 สายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์บันดิบูเกียวยังไม่มีวัคซีนและยารักษา จึงสร้างความกังวลให้แก่ทั่วโลก แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาวัคซีนซึ่งอาจจะใช้เวลาอีกราว 9 เดือน
มาตรการเฝ้าระวัง
สำหรับมาตรการการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ทาง WHO ได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) อย่างไรก็ตามยังไม่เข้าขั้น Pandemic หรือมีความสามารถกระจายทั่วโลกเหมือนโควิด
ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ในระยะเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะในด่านควบคุมโรคตามช่องทางต่างๆ ซึ่งประกาศล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 ได้มีการประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตราย ทำให้มีมาตรการควบคุมผู้ที่เดินทางจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดอย่างคองโกและยูกันดาได้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมถึงคนไทยที่เดินทางจากประเทศดังกล่าว โดยมีการเฝ้าระวังสนามบิน ด่านชายแดน และสถานพยาบาลทั่วประเทศ รวมถึงมีทีมสอบสวน และห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อเตรียมพร้อมรับมือ
นายแพทย์โรม บัวทอง ผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กล่าวถึง เกณฑ์ประวัติเสี่ยง ที่ทางกรมควบคุมโรคใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดกรองผู้ป่วย คือในช่วง 21 วันก่อนเริ่มมีอาการ จะมีประวัติเสี่ยง ได้แก่
- อาศัยอยู่ หรือเดินทางมาจากประเทศที่มีรายงานการระบาด ปัจจุบันมี 2 ประเทศ แต่ต้องมีการติดตามเนื่องจาก WHO ได้ประกาศว่าอาจจะขยายไปส่วนอื่นในทวีปแอฟริกา
- มีการดูแล สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย
- สัมผัสโดยตรงค้างคาว หนู ลิง ในพื้นที่เกิดโรค
อีกทั้งยังมี มาตรการ 3 รูปแบบ สำหรับผู้เดินทางจากพื้นที่เขตติดโรคติดต่ออันตราย ดังนี้
- คุมไว้สังเกต ผู้เดินทางสามารถเดินทางไปไหนก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่จะติดตามและวัดไข้ทุกวัน โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในประเทศติดตามอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการป่วย ส่งแยกกักที่โรงพยาบาล แต่หากไม่มีอาการป่วยภายใน 21 วัน เสร็จสิ้นการติดตาม
- กักกัน (หากประเมินแล้วมีอาการป่วย หรือไม่ป่วยแต่เสี่ยงสูง) จากด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จะมีสถานกักกันที่ทางราชการกำหนด หากมีอาการป่วยส่งแยกกักที่โรงพยาบาล ที่สถาบันนำราศนราดูร
- แยกกัก (หากผู้เดินทางมีอาการชัดเจน) จากด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ส่งแยกกักที่โรงพยาบาล
สำหรับตัวเลขรายงานผลการคัดกรองผู้เดินทางจากเขตติดโรค วันที่ 21 พ.ศ.2569 พบว่ามีผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ติดต่อ 5 คน ได้แก่ อูกันดา 4 คน และ คองโก 1 คน ซึ่งแยกเป็นคนอูกันดา 3 คน ไทย 1 คน ฟิลิปปินส์ 1 คน ทุกคนล้วนมีปลายทางที่ กรุงเทพมหานคร ส่วนวันนี้จะมีการเดินทางเพิ่ม 4 คน จากพื้นที่เขตติดต่อโรค
หากย้อนไป 21 วัน ตั้งแต่ 29 เมษายน - 18 พ.ค. จะมีนักเดินทางสะสม 126 คน ได้แก่ อูกันดา 114 คน คองโก 12 คน ซึ่งใช้เส้นทางการบินผ่านสนามบินหาดใหญ่ 5 คน และสุวรรณภูมิ 121 คน
ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการเดินทางเป็นเที่ยวบินจากประเทศอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ใช่การบินแบบทรานสิท และพบว่าเคยเดินทางไปยังพื้นที่เขตติดต่อภายใน 21 วัน ทางกรมควบคุมโรคจะมีมาตรการเฝ้าระวังที่สถานพยาบาล หากพบอาการป่วยแนะนำให้รีบแจ้งกับแพทย์ รวมถึงขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทวีปดังกล่าวให้ติดต่อมาที่กรมควบคุมโรคโดยด่วน พร้อมทั้งประสานงานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อหามาตรการรับมือต่อไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการประกาศฯ ดังกล่าว กรมควบคุมโรคมีมาตรการคัดกรอง 42 ประเทศอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการสกรีนจากพื้นที่เขตติดโรค ที่มีการคัดกรองและติดตามประจำ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา.







