
สหรัฐฯ เผยทหารเสียชีวิต 2 นาย หลังอิหร่านโจมตีฐานทัพในจอร์แดน
สหรัฐฯ ยืนยันทหารเสียชีวิต 2 นาย สูญหาย 1 นายจากการโจมตีของอิหร่านที่ฐานทัพในจอร์แดน ความขัดแย้งลุกลามทั่วอ่าวเปอร์เซีย กระทบเสถียรภาพพลังงานโลก
กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ (19 ก.ค.) ว่า ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นาย และสูญหายอีก 1 นาย จากการโจมตีของอิหร่านในประเทศจอร์แดน ขณะที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศว่าสหรัฐฯ จะต้องชดใช้จากการ "ยกระดับความขัดแย้ง" หลังสหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีเป้าหมายในอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 7
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเผชิญหน้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างทั้งสองฝ่ายซึ่งลงนามเมื่อหนึ่งเดือนก่อนล่มสลายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ความเสี่ยงของการกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบเพิ่มสูงขึ้น
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า ทหารทั้ง 2 นายเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจเมื่อวันศุกร์ และยังมีทหารอีก 1 นายอยู่ในสถานะสูญหาย ทำให้ยอดทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเพิ่มเป็น 16 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 420 นาย
ด้านพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าการสูญเสียครั้งนี้จะยิ่งเพิ่มความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการดำเนินภารกิจ
ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ขยายปฏิบัติการโจมตีไปยังหลายประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน หลังจากสหรัฐฯ โจมตีสะพาน โรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน
โมจตาบา คาเมเนอี ซึ่งมีการเผยแพร่แถลงการณ์ผ่านสื่อทางการของอิหร่าน ระบุว่า การที่สหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นว่าคำมั่นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ "ไร้ความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง" พร้อมเตือนว่าสหรัฐฯ จะได้รับบทเรียนที่ไม่มีวันลืม หากยังเดินหน้ายกระดับความขัดแย้งต่อไป
ในคูเวต กองทัพเปิดเผยว่าสามารถสกัดขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านได้หลายลูก แต่มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและพนักงานในภาคพลังงานได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อ้างว่าได้โจมตีศูนย์สนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ ที่ค่าย Camp Arifjan และทำลายระบบเรดาร์ที่ฐานทัพอากาศ Ali Al Salem
สื่อทางการอิหร่านยังรายงานว่า IRGC ได้โจมตีฐานทัพอากาศ Sheikh Isa ในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเครื่องบินรบสหรัฐฯ รวมถึงฐานทัพ Al Azraq ในจอร์แดน โดยอ้างว่าสามารถทำลายเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ได้หลายลำ แม้ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยืนยันข้อมูลดังกล่าว
ด้านซาอุดีอาระเบียได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เมืองอัลคาร์จและยันบูให้หลบภัย หลังมีรายงานการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 เดือน แม้รัฐบาลซาอุฯ ยังไม่ได้ยืนยันสาเหตุของการแจ้งเตือนดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ได้โจมตีฐานเฝ้าระวัง โครงสร้างพื้นฐานด้านลอจิสติกส์ทางทหาร คลังเก็บอาวุธใต้ดิน และขีดความสามารถทางทะเลของอิหร่าน ขณะที่สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ในจังหวัดฮอร์โมซกัน ซึ่งติดกับช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน บาดเจ็บ 8 คน และสร้างความเสียหายต่อสะพานและอุโมงค์หลายแห่ง
กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านระบุว่า ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา การโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 50 คน และบาดเจ็บมากกว่า 500 คน
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันโลก โดยทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างดำเนินมาตรการทางทะเลตอบโต้กัน ขณะที่สหภาพยุโรปและประเทศอ่าวอาหรับร่วมเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีและรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีเงื่อนไข
ความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4% ในวันศุกร์ แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้.







