posttoday
นักวิจัย พบ “เชื้อดื้อยา” ในสัตว์ป่า! ส่งสัญญาณโลกอาจเข้าสู่ยุคที่รักษา "การติดเชื้อ" ยากขึ้น

นักวิจัย พบ “เชื้อดื้อยา” ในสัตว์ป่า! ส่งสัญญาณโลกอาจเข้าสู่ยุคที่รักษา "การติดเชื้อ" ยากขึ้น

21 พฤษภาคม 2569

นักวิจัยอิตาลี พบ “เชื้อดื้อยา” ในสัตว์ป่า! ระบุเป็นการส่งสัญญาณว่าโลกอาจเข้าสู่ยุคที่รักษา "การติดเชื้อ" ยากขึ้น

KEY

POINTS

  • นักวิจัยในอิตาลีค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ "ด่านสุดท้าย" ในสัตว์ป่า เช่น สุนัขจิ้งจอกและนก ซึ่งไม่เคยได้รับยามาก่อน
  • สันนิษฐานว่าเชื้อดื้อยาแพร่กระจายจากกิจกรรมของมนุษย์ (โรงพยาบาล, ชุมชน) สู่สิ่งแวดล้อมผ่านทางน้ำเสีย ทำให้สัตว์ป่าได้รับเชื้อ
  • การค้นพบนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าวิกฤตเชื้อดื้อยาได้ขยายวงสู่ธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้ยีนดื้อยาหมุนเวียนกลับสู่มนุษย์และทำให้การรักษาการติดเชื้อในอนาคตยากขึ้น

สุนัขจิ้งจอกที่วิ่งอยู่ในป่า ไม่เคยเข้าโรงพยาบาล ไม่เคยกินยาแม้แต่เม็ดเดียว แต่ในร่างกายของมันกลับมีเชื้อโรคที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ

 

ซึ่งยาปฏิชีวนะที่มันดื้อนั้น คือ “ยาด่านสุดท้าย” ที่ไว้รักษาการติดเชื้อ ที่แพทย์จะใช้กับผู้ป่วยห้องไอซียู

 

หมายความว่า หาก “มนุษย์” ติดเชื้อนั้นแล้วก็จะหาทางรักษาได้ด้วย “ยาปฏิชีวนะ” ที่โลกมีอยู่ ณ ขณะนี้ยากขึ้น!

 

นั่นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์จากอิตาลีเพิ่งค้นพบ และมันกำลังสร้างความกังวลไม่น้อยให้แก่วงการสาธารณสุขโลก

 

 

พบอะไรในป่าอิตาลี?

 

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปาร์มา นำโดย ดร.เมาโร คอนแตร์ ได้เดินทางลงพื้นที่แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาทางเหนือของอิตาลี เก็บตัวอย่างอุจจาระจากสัตว์ป่าเกือบ 500 ตัวอย่างระหว่างปี 2563–2566 ครอบคลุมสุนัขจิ้งจอกแดง 184 ตัวอย่าง อีกาและนกกางเขน 209 ตัวอย่าง และนกน้ำหลายชนิด 100 ตัวอย่าง

 

เป้าหมายคือดูว่ามีเชื้อแบคทีเรียดื้อยาหลบซ่อนอยู่บ้างหรือไม่

 

คำตอบที่ได้ คือ พวกเขาพบแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ Klebsiella pneumoniae ในตัวอย่างของนกน้ำและสุนัขจิ้งจอก แม้จะพบในสัดส่วนเพียง 2% แต่สิ่งที่น่าตกใจไม่ใช่ตัวเลข แต่คือ ระดับความดื้อยา ที่ค่อนข้างน่ากังวล

 

Klebsiella pneumoniae คือ แบคทีเรียที่มักก่อโรครุนแรงในโรงพยาบาล เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ เลือดเป็นพิษ และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอหรือผ่านการผ่าตัดใหญ่มา

 

Klebsiella pneumoniae ภาพจาก CDC

 

 

ปกติแล้ว แพทย์จะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหลายชนิด แต่ถ้าเชื้อดื้อยาทั่วไปหมดแล้ว แพทย์จะหันมาใช้ยากลุ่มพิเศษที่เรียกว่า คาร์บาเพนีม ซึ่งถือเป็น "ยาด่านสุดท้าย" หมายความว่าถ้ายาตัวนี้ไม่ได้ผล ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่แล้ว

 

และนั่นคือปัญหา เพราะเชื้อที่พบในสัตว์ป่าอิตาลีครั้งนี้

มีความสามารถในการทำลายยาคาร์บาเพนีมได้ด้วยเอนไซม์พิเศษที่เรียกว่า NDM-5

 

ดร.คอนแตร์กล่าวว่า "แม้อัตรา 2% อาจดูน้อย แต่นั่นหมายถึงเชื้อความเสี่ยงสูงอยู่ในธรรมชาติแล้ว และมันแพร่กระจายผ่านน้ำและของเสียได้ง่ายมาก"

 

เชื้อจากโรงพยาบาลไปถึงป่าได้อย่างไร?

 

สัตว์ป่าเหล่านี้ไม่ได้กินยาหรือเข้าโรงพยาบาล แล้วเชื้อดื้อยาไปอยู่ในตัวมันได้อย่างไร?

 

คำตอบที่นักวิจัยเชื่อมากที่สุดคือ น้ำเสีย น้ำที่ปล่อยออกจากโรงพยาบาล ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และชุมชนเมือง ถูกปล่อยลงแม่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งแม้ผ่านการบำบัดแล้ว แต่ยีนดื้อยาบางส่วนก็อาจรอดออกมาได้

 

นักวิจัย พบ “เชื้อดื้อยา” ในสัตว์ป่า! ส่งสัญญาณโลกอาจเข้าสู่ยุคที่รักษา "การติดเชื้อ" ยากขึ้น

 

เมื่อสัตว์ป่าดื่มน้ำหรือหาอาหารในแหล่งน้ำเหล่านั้น ก็สัมผัสกับเชื้อโดยไม่รู้ตัว โดยสัตว์แต่ละชนิดก็กระจายเชื้อต่างกัน อาทิ นกน้ำและนกอพยพ บินข้ามประเทศตามฤดูกาล จึงอาจพาเชื้อดื้อยาข้ามพรมแดนได้ไกลและรวดเร็ว สุนัขจิ้งจอก อยู่ตรงกลางระหว่างเมืองกับป่า กินทั้งขยะและซากสัตว์ จึงเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าการปนเปื้อนจากมนุษย์รุนแรงแค่ไหนแล้ว

 

….

 

ส่วนสำคัญที่ “คนทั่วไป” ควรรู้จากงานวิจัยนี้คือ

 

แม้สัตว์ป่าจะไม่ได้แพร่เชื้อสู่คนโดยตรงเหมือนโรคระบาดบางชนิด แต่นักวิทยาศาสตร์กังวลว่า “ยีนดื้อยา” ที่ซ่อนอยู่ในแบคทีเรียเหล่านี้ อาจค่อย ๆ หมุนเวียนกลับเข้าสู่มนุษย์ผ่านน้ำ อาหาร หรือสิ่งแวดล้อม

ปัญหาสำคัญคือแบคทีเรียสามารถแลกเปลี่ยน “ยีนดื้อยา” กันได้ แม้จะเป็นคนละสายพันธุ์ก็ตาม นั่นหมายความว่าแบคทีเรียธรรมดาในสิ่งแวดล้อม อาจส่งต่อความสามารถในการดื้อยาให้กับเชื้อโรคที่ สามารถก่อโรครุนแรงในมนุษย์ได้

และหากการแพร่กระจายลักษณะนี้เกิดมากขึ้น การติดเชื้อที่เคยรักษาได้ง่าย เช่น ปอดอักเสบ แผลติดเชื้อ หรือการติดเชื้อหลังผ่าตัด อาจกลับมารักษาได้ยากอีกครั้ง เพราะยาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจเริ่มไม่ได้ผลกับเชื้อบางชนิด

 

 

ปัญหานี้ใหญ่แค่ไหนในระดับโลก?

 

ภาพรวมของวิกฤตเชื้อดื้อยาในปัจจุบันนั้นร้ายแรงมาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี 2562 เพียงปีเดียว เชื้อดื้อยาเป็นสาเหตุการเสียชีวิตโดยตรงของประชากรโลกกว่า 1.27 ล้านคน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตเพิ่มอีกเกือบ 5 ล้านคน ตัวเลขนี้สูงกว่าการเสียชีวิตจากเอดส์หรือมาลาเรียในปีเดียวกัน

สถานการณ์ร้ายแรงถึงขนาดที่ในเดือนกันยายน 2567 สมัชชาใหญ่สหประชาชาติต้องออกปฏิญญาพิเศษ เรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันลดการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาให้ได้ 10% ภายในปี 2573

อีกทั้ง หลายการประเมินคาดว่า หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปแบบปัจจุบัน ภายในปี 2593 เชื้อดื้อยาอาจคร่าชีวิตผู้คนสูงถึง 10 ล้านคน ต่อปีทั่วโลก

 

 

"สุขภาพหนึ่งเดียว" คือคำตอบ

 

นักวิจัยเสนอว่าโลกต้องเลิกมองสุขภาพมนุษย์แยกออกจากสุขภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้เรียกว่า One Health หรือ "สุขภาพหนึ่งเดียว" หมายความว่า ถ้าอยากรับมือกับเชื้อดื้อยาได้จริง ต้องดูแลพร้อมกันสามด้าน ได้แก่ โรงพยาบาลและการใช้ยาในมนุษย์, ฟาร์มสัตว์และการใช้ยาในปศุสัตว์, และน้ำเสียและสิ่งแวดล้อม

 

ทีมวิจัยเสนอให้เพิ่มการตรวจสอบเชื้อดื้อยาในสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนหนึ่งของระบบเฝ้าระวังโรคระดับชาติ เพราะสัตว์ป่าสามารถทำหน้าที่เป็น "เซ็นเซอร์ธรรมชาติ" บอกให้เราทราบล่วงหน้าว่ายีนดื้อยากำลังแพร่ไปไกลแค่ไหนก่อนที่มันจะย้อนกลับเข้าสู่โรงพยาบาลในรูปแบบที่รุนแรงขึ้น 

 

สรุปคือ เชื้อดื้อยาไม่ได้เป็นแค่ "ปัญหาของโรงพยาบาล" อีกต่อไปแล้ว มันกำลังค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลก และธรรมชาติ และเมื่อถึงวันนั้น การควบคุมมันจะยากขึ้นอีกหลายเท่า!

 

 

แหล่งอ้างอิง

Conter M. et al. (2026). "Wildlife as sentinel of antimicrobial resistance in Klebsiella spp. with genomic insights into Klebsiella pneumoniae in Northern Italy." Frontiers in Microbiology. DOI: 10.3389/fmicb.2026.1716432

ข่าวล่าสุด

รมช.คมนาคม สรรเพชญส่งผู้โดยสารรถเร็ว 173 ฟื้นเส้นทางนครศรีธรรมราช

รมช.คมนาคม สรรเพชญส่งผู้โดยสารรถเร็ว 173 ฟื้นเส้นทางนครศรีธรรมราช