
กพอ. ไฟเขียวสมาร์ทโลจิสติกส์ฉะเชิงเทรา ดันปราจีนบุรีเข้าอีอีซี
กพอ. เห็นชอบเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสมาร์ทโลจิสติกส์ ฉะเชิงเทรา มูลค่า 1,350 ล้านบาท พร้อมดันปราจีนบุรีขยายพื้นที่อีอีซีรองรับลงทุนใหม่
KEY
POINTS
- คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีมติอนุมัติให้จัดตั้ง “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสมาร์ทโลจิสติกส์” ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะและศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศ คาดว่าจะเกิดการลงทุนราว 1,350 ล้านบาท
- กพอ. เห็นชอบในหลักการให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มเติม เนื่องจากมีศักยภาพสูงด้านที่ตั้ง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
- การอนุมัติทั้งสองโครงการมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อน EEC ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของประเทศและขยายพื้นที่รองรับการลงทุนในอนาคต
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO ทำหน้าที่เลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติสำคัญหลายประเด็น เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของประเทศอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในวาระสำคัญที่ กพอ. มีมติเห็นชอบ คือ การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสมาร์ทโลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา)” บนพื้นที่ประมาณ 29 ไร่ บริเวณถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 72 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ รวมถึงกิจการเกี่ยวเนื่องด้านบริการโลจิสติกส์อัจฉริยะ ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงในการให้บริการด้านคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศ (International Distribution Center : IDC)
โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ต้นแบบที่มีความทันสมัย รองรับความต้องการของผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศที่ต้องการความแม่นยำและรวดเร็วสูง โดยมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้อย่างครบวงจร อาทิ ระบบเครือข่าย 5G ระบบติดตาม GPS การใช้หุ่นยนต์ขนส่งอัตโนมัติ AGV (Automated Guided Vehicle) ระบบชั้นวางสินค้าอัตโนมัติ ASRS รวมถึงการประมวลผลข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่งสินค้าอย่างแม่นยำ
ทั้งนี้ คาดว่าเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่นี้จะก่อให้เกิดเงินลงทุนในพื้นที่ประมาณ 1,350 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานราว 350 อัตรา อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์สมัยใหม่จากภาคเอกชนสู่ประเทศไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับระบบบริการโลจิสติกส์อัจฉริยะของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่ง สกพอ. ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเข้าร่วมเป็นพื้นที่อีอีซีเพิ่มเติม โดยผลการศึกษาพบว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซีและกรุงเทพมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานการศึกษาระบุว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของอีอีซีอยู่ประมาณร้อยละ 25 อีกทั้งยังมีจุดแข็งด้านการเป็นเมืองสมุนไพร ซึ่งสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพครบวงจรในอนาคตได้ ขณะเดียวกัน ผังเมืองและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมยังสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้อีกจำนวนมาก รวมถึงมีทรัพยากรน้ำและกำลังแรงงานที่เพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังเสนอให้เร่งดำเนินมาตรการสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมภายในระยะเวลา 1–2 ปี โดยเฉพาะการจัดการขยะชุมชนผ่านโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะแบบครบวงจร การบริหารจัดการน้ำเสีย และการวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมในพื้นที่
ในส่วนของมติที่ประชุม กพอ. ได้เห็นชอบในหลักการให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม พร้อมมอบหมายให้ สกพอ. นำข้อคิดเห็นและข้อสังเกตจากคณะกรรมการไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ กพอ. อีกครั้ง เพื่อประกอบการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในภาพรวม โดยปัจจุบัน สกพอ. ได้ผลักดันให้เกิดการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้วรวมทั้งสิ้น 46 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มี 7 แห่งที่อยู่ระหว่างรอเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการพัฒนาระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร หรือ EEC OSS ที่สามารถให้บริการได้แล้วมากกว่า 50 รายการ ครอบคลุมทั้งการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ การขอรับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน และการขออนุมัติอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องรวม 7 ฉบับ เช่น การขุดดินและถมดิน การก่อสร้างอาคาร รวมถึงการอนุญาตด้านสาธารณสุข
นอกจากนี้ สกพอ. ยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคควบคู่กับการพัฒนากำลังคน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงผลประโยชน์จากการลงทุนสู่พื้นที่และชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาอีอีซีเกิดการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกมิติต่อไป
FACT:
“เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสมาร์ทโลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา)” เป็นโครงการใหม่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EECO) ที่มุ่งพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบิน การขนส่ง และธุรกิจโลจิสติกส์สมัยใหม่ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติขั้นสูงในการบริหารจัดการสินค้าและห่วงโซ่อุปทาน
พื้นที่โครงการตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3) หลักกิโลเมตรที่ 72 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพื้นที่รวมประมาณ 29 ไร่ หรือราว 29.41 ไร่ ครอบคลุมที่ดิน 4 โฉนด ซึ่งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์สำคัญของ EEC ใกล้กรุงเทพมหานคร สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือแหลมฉบัง และโครงข่ายมอเตอร์เวย์ ทำให้สามารถเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดหลักของโครงการ คือ การพัฒนา “International Distribution Center : IDC” หรือศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศ ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารคลังสินค้าและการขนส่ง เช่น ระบบ 5G ระบบติดตาม GPS หุ่นยนต์ AGV (Automated Guided Vehicle) ระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ ASRS (Automated Storage and Retrieval System) รวมถึงการใช้ AI วิเคราะห์และบริหารข้อมูลด้านโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า
โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ EEC ที่ต้องการผลักดันประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการลงทุนของภูมิภาค” ผ่านการพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษรูปแบบใหม่ ซึ่งภายใต้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 รัฐสามารถกำหนดพื้นที่เฉพาะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมมอบสิทธิประโยชน์และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ทั้งด้านภาษี การอนุญาตก่อสร้าง และการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน
รายงานการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ของโครงการ ซึ่งเผยแพร่โดย EECO ระบุว่า โครงการสมาร์ทโลจิสติกส์แห่งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของประเทศ รองรับความต้องการของผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออกที่ต้องการระบบบริหารสินค้าที่มีความรวดเร็วและแม่นยำสูง โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเงินลงทุนประมาณ 1,350 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานราว 350 อัตรา รวมถึงเป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์อัจฉริยะให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต







