posttoday
“วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เกี่ยว “วิกฤตสุขภาพ” เทียบเท่าโควิด-19

“วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เกี่ยว “วิกฤตสุขภาพ” เทียบเท่าโควิด-19

18 พฤษภาคม 2569

โลกกำลังกดดัน WHO ให้ประเด็น “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเทียบเท่าโควิด-19

KEY

POINTS

  • วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังก่อให้เกิดวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าโควิด-19 ทำให้เกิดแรงกดดันให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
  • ผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพรวมถึงการแพร่ระบาดของโรคจากสัตว์สู่คน เช่น ไข้เลือดออก, ปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้น และคลื่นความร้อนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น
  • แม้จะมีข้อมูลชี้ชัดถึงความเสียหายต่อชีวิตและเศรษฐกิจมหาศาล แต่การรับมือระดับโลกยังคงเป็นเพียงแผนปฏิบัติการที่ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และยังไม่ถูกประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ

เดือนมกราคม 2020 WHO ประกาศว่าการระบาดของโควิด-19 เป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ หรือ PHEIC (Public Health Emergency of International Concern)

 

การประกาศดังกล่าวสำคัญ!

เพราะถือเป็น ‘สัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด’

 

เป็นสัญญาณที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องทุ่มงบประมาณและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา แบ่งปันข้อมูลและเทคโนโลยี ในบางกรณีนักวิทยาศาสตร์จะสามารถเร่งพัฒนาวัคซีนได้เร็วขึ้น และ WHO สามารถออกคำแนะนำระหว่างประเทศภายใต้ IHR ซึ่งมักส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ปรับมาตรการตาม เช่น มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออก แนวทางกักตัว หรือข้อแนะนำด้านการขนส่งสินค้าและการค้าข้ามพรมแดน เป็นต้น!

 

และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น เด่นชัดที่สุดคือในช่วง โควิด-19

แต่วันนี้ มี “โรค” อีกรูปแบบหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คน ทำลายเศรษฐกิจรุนแรงในระยะยาว และกำลังเลวร้ายลงทุกปีโดยที่ไม่มีวัคซีนมาฉีด นั่นคือ “โรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

จนกลายเป็นคำถามที่วงการสาธารณสุขโลกกำลังถกเถียงกันอย่างเร่งด่วน รวมถึงกดดัน WHO ในหลายปีให้หลัง ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ WHO จะประกาศให้ภัยนี้อยู่ในระดับเดียวกับโควิด-19?

 

แรงกดดันจากวงวิชาการและภาคประชาสังคม

 

จุดเริ่มต้นที่ชัดเจนที่สุดของแรงกดดันนี้คือเดือนตุลาคม 2023 เมื่อบรรณาธิการวารสารด้านสุขภาพกว่า 250 รายทั่วโลกออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้ WHO ประกาศว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็น "ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก" โดยระบุว่าวิกฤตนี้ "รุนแรงถึงขั้นต้องได้รับการประกาศและต้องการความร่วมมือกันในระดับนานาชาติ"

 

เสียงจากวงวิชาการไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น บทความในวารสาร BMC Public Health ระบุตรงๆ ว่า แม้WHO จะประกาศซ้ำๆ ว่า "วิกฤตสภาพภูมิอากาศคือวิกฤตสุขภาพ" แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ยังไม่ได้รับการจัดเป็น PHEIC “ทั้งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพระดับโลกอย่างร้ายแรงและก่อให้เกิดความสูญเสียกับมนุษย์แม้จะป้องกันได้"

 

 

แล้ว “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เกี่ยวข้องกับ “วิกฤตสุขภาพ” อย่างไร?

 

ความเกี่ยวข้องถูกอธิบายด้วยแนวคิด “One Health” ซึ่ง WHO และ FAO รับรองเป็นกรอบนโยบายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งมองว่า สุขภาพของมนุษย์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่คิด และการดูแลสุขภาพของมนุษย์ต้องเริ่มจากการดูแลสิ่งแวดล้อมและสัตว์ด้วย!

ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ส่งผลให้พาหะนำโรค เช่น ยุง หนู และเห็บ สามารถขยายพันธุ์และย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ที่เคยหนาวเย็นได้ง่ายขึ้น .. มนุษย์จะได้เห็นโรคที่มักจะเกิดขึ้นในเขตร้อนเกิดขึ้นในเขตหนาว อีกทั้งไวรัสโบราณที่พบยากหรือไม่ได้เห็นมานาน จะกลับมาระบาดอีกครั้ง จากการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัวในแถบอาร์กติก

 

“วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เกี่ยว “วิกฤตสุขภาพ” เทียบเท่าโควิด-19

 

 

หรือ สภาวะโลกร้อนทำให้เกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศโดยตรง เช่น ฝุ่น PM2.5 และฤดูละอองเกสรที่ยาวนานจากอากาศที่อุ่นขึ้น ก๊าซ CO2 มากขึ้นจะกระตุ้นให้พืชผลิตละออกเกสรมากขึ้น ทำให้อัตราผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และหอบหืดสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีประเด็น “คลื่นความร้อน” ที่ทำให้เกิดโรคลมแดด รวมไปถึงมีผลต่อไตของมนุษย์ เนื่องจากอากาศร้อนจัดและขาดน้ำเป็นเวลานาน  ฯลฯ

 

“วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เกี่ยว “วิกฤตสุขภาพ” เทียบเท่าโควิด-19

 

 

ความเสียหายที่เกิดขึ้น!

 

หากดูตัวเลขในปี 2024 ภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 320,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่อยู่ราว 236,000 ล้านดอลลาร์ และนับเป็นปีที่มีความเสียหายสูงเป็นอันดับ 5 ของโลกนับตั้งแต่ปี 1980 ตามข้อมูลของบริษัทประกันภัยระดับโลก Munich Re

 

แต่ตัวเลขที่น่าตกใจกว่าอยู่ที่ด้านสุขภาพ รายงาน Lancet Countdown ปี 2025 ซึ่งจัดทำร่วมกับ WHO พบว่า

 

อัตราการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนพุ่งขึ้น 23%

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 สู่ระดับ 546,000 รายต่อปี

 

มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศเนื่องจากควันไฟป่า

ถึง 154,000 รายในปี 2024 เพียงปีเดียว

 

และตัวชี้วัด 12 จาก 20 ตัวที่ติดตามภัยคุกคามต่อสุขภาพ

จากสภาพภูมิอากาศแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

World Economic Forum คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจคร่าชีวิตเพิ่มอีก 14.5 ล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ 12.5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยน้ำท่วมเพียงอย่างเดียวอาจคร่าชีวิตถึง 8.5 ล้านคน

 

 

“วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เกี่ยว “วิกฤตสุขภาพ” เทียบเท่าโควิด-19

 

หันมองประเทศไทย “สูญเสียแค่ไหนแล้ว”

 

สำหรับคนไทย ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศมีตลอดปีและรุนแรงเพิ่มขึ้น

 

ยกตัวอย่างเช่น ประเด็น “มลพิษทางอากาศ”  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 UNICEF เปิดเผยว่ากรุงเทพฯ กำลังต่อสู้กับระดับมลพิษทางอากาศระดับอันตราย จนต้องปิดโรงเรียนก่อปัญหาด้านสาธารณสุข .. โดยมลพิษทางอากาศเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมากกว่า 100 รายต่อวันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

 

ในขณะที่ปัจจุบันพบว่าความผิดปกติของสภาพภูมิอากาศ เช่น เอลนีโญและฤดูฝนที่ยาวนานขึ้น เหมาะสมต้องการมีอยู่ของยุงที่เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก  โดยพบว่า ไทยประสบการระบาดในปี 2023 สูงถึงกว่า 136,655 ราย เพิ่มขึ้นกว่า 300% จากปี 2022

 

 

 

ทำไมถึงยังไม่เคยถูกประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉิน?

 

กลไก PHEIC ภายใต้ International Health Regulations (IHR) WHO จะประกาศ PHEIC ได้ก็ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นเข้าเกณฑ์สามข้อพร้อมกัน ได้แก่

  1. เป็นเหตุการณ์ผิดปกติ
  2. มีความเสี่ยงต่อสุขภาพสาธารณะในประเทศอื่น มีการระบาดไปยังประเทศอื่น
  3. ต้องการการตอบสนองระดับนานาชาติ คือ ประเทศใดประเทศหนึ่งรับมือคนเดียวไม่ได้

 

ตรงนี้คือหัวใจของปัญหา เพราะ PHEIC ถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อโรคระบาดเป็นหลัก 

 

อย่างไรก็ตาม WHO ไม่ได้นิ่งเฉย ในการประชุม World Health Assembly ครั้งที่ 77 ปี 2024 ที่ประชุมผ่านมติสำคัญว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสาธารณสุขโลก พร้อมอนุมัติกลยุทธ์มูลค่า 11,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศ

ต่อมาใน WHA78 เดือนพฤษภาคม 2025 รัฐสมาชิกรับรอง Global Action Plan on Climate Change and Health 2025–2028 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีแผนปฏิบัติการระดับโลกในประเด็นนี้ โดยยกระดับการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นเป็นวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ลำดับแรกในแผนงานของ WHO

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 30  หรือ COP30 ในเมืองเบเลง ประเทศบราซิล เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ WHO ประกาศในการประชุมว่า

 

"วิกฤตสภาพภูมิอากาศคือวิกฤตสุขภาพ ไม่ใช่ในอนาคตอันไกล แต่คือตอนนี้และที่นี่"

 

พร้อมเปิดตัว Belém Health Action Plan ซึ่งเป็นกรอบนโยบายด้านสุขภาพแรกในประวัติศาสตร์ของ COP ที่มุ่งสร้างระบบสุขภาพที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุน 300 ล้านดอลลาร์จากองค์กรการกุศล 35 แห่ง อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวเป็นเพียงความร่วมมือสมัครใจ ไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย

 

อย่างไรก็ดี การประชุม WHA79 ที่เพิ่งเปิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 กลับไม่มีวาระอย่างเป็นทางการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่อย่างใด มีแต่การพูดถึงในเวทีระดับย่อยของงานเท่านั้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เร่งด่วนจน คณะกรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพประจำภาคพื้นยุโรป ยื่นรายงานที่เกี่ยวข้องกับการประกาศ PHEIC ในประเด็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ต่อคณะรัฐมนตรียุโรปในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.) ก่อนการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) จะเริ่มขึ้นในวันนี้! 

 

 

อนาคตจะรุนแรงขึ้นแค่ไหน?

 

ตัวเลขชี้ชัดว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจของภัยพิบัติเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจาก 132,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2018 เป็น 242,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ในสหรัฐฯ มหาวิทยาลัย Chicago คาดการณ์ว่ามีโอกาสมากกว่า 90% ที่ความเสียหายจากภัยพิบัติระหว่างปี 2026–2030 จะเกิน 500,000 ล้านดอลลาร์

ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2025 อุณหภูมิโลกอยู่สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมต่อเนื่องเกิน 12 เดือนติดต่อกัน ความสามารถในการแพร่กระจายของไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น 49% จากทศวรรษ 1950 และโรงพยาบาล 1 ใน 12 แห่งทั่วโลกอาจเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศด้วย

 

“วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เกี่ยว “วิกฤตสุขภาพ” เทียบเท่าโควิด-19

 

ข่าวล่าสุด

ArXiv เว็บเผยแพร่งานวิจัยลงดาบ ใช้ AI เขียนงานวิจัยอาจโดนแบน 1 ปี

ArXiv เว็บเผยแพร่งานวิจัยลงดาบ ใช้ AI เขียนงานวิจัยอาจโดนแบน 1 ปี