
มีลุ้นแค่ไหน? ไทยเตรียมชิงบัลลังก์ WHO ครั้งแรกในประวัติศาสตร์!
ไทยเตรียมชิงบัลลังก์ WHO ครั้งแรกในประวัติศาสตร์! ตำแหน่งที่ไม่ได้มีแค่เรื่องสุขภาพ แต่โยงวัคซีน เศรษฐกิจ และอิทธิพลระดับโลก
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยส่งผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยจะเริ่มกระบวนการสรรหาและเสนอชื่อภายในเดือนกันยายน 2569
- จุดแข็งของไทยคือผลงานด้านสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) การเป็นผู้นำด้านการป้องกัน HIV/AIDS และการติดอันดับสูงในดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพ
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยส่งผู้แทนเข้าสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นครั้งแรก โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สรรหาบุคคลที่เหมาะสม และให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ให้การสนับสนุน ก่อนที่ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน ทั้งสองกระทรวงจะเห็นชอบตั้งคณะกรรมการร่วม ฝ่ายละ 3 คน เพื่อคัดเลือกผู้สมัครตามเกณฑ์สากล
WHO สำคัญแค่ไหน
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า WHO มีบทบาทอย่างไรบนเวทีโลก?
องค์การอนามัยโลกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2491 มีสมาชิก 194 ประเทศ ตั้งสำนักงานใหญ่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ย้ำก่อนว่า WHO ไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรงเหนือนโยบายสาธารณสุขของประเทศสมาชิก การอนุมัติยาหรือวัคซีนให้วางจำหน่ายในประเทศใดประเทศหนึ่งยังคงเป็นอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย (อย.) หรือ FDA ของสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ WHO ไม่ใช่ "อย. โลก" ที่จะอนุมัติการใช้ยาหรือวัคซีนได้
แต่!
สิ่งที่ WHO ทำ สามารถแผ่อิทธิพลอย่างมหาศาลในทางอ้อมนอกเหนือไปจากดูแล "สุขภาพ" ของประชากรโลกแล้วคือ ผลต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะมีอำนาจ ใน 3 รูปแบบ
รูปแบบแรก คือ Guidelines & Norms หรือ การกำหนดแนวทางมาตรฐาน เมื่อ WHO ระบุว่ายาหรือวัคซีนตัวใดควรเป็นส่วนหนึ่งของ "บัญชียาหลัก" ที่ประเทศต่างๆ ใช้อ้างอิงในการจัดทำบัญชียาหลักของตน เปรียบเหมือนสัญญาณไฟเขียวให้รัฐบาลทั่วโลกพิจารณานำยานั้นเข้าสู่ระบบสวัสดิการรัฐหรือประกันภัยสุขภาพ
ในอีกแง่หนึ่ง หมายถึง การการันตีอุปสงค์มหาศาลจากภาครัฐทั่วโลกทันที ตัวอย่างเช่น การที่ WHO จะบรรจุหรือไม่บรรจุยาลดความอ้วนกลุ่ม GLP-1 ในบัญชียาหลัก มีผลโดยตรงต่อตลาดยาที่มีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์
รูปแบบที่สอง คือ WHO Prequalification (PQ) การตรวจรับรองผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้หน่วยงานจัดซื้อระดับนานาชาติอย่าง UNICEF หรือ Global Fund มั่นใจว่ายาหรือวัคซีนนั้นมีคุณภาพมาตรฐาน แม้จะผลิตจากโรงงานในประเทศกำลังพัฒนา ยาที่ผ่าน PQ สามารถเข้าประมูลในตลาดจัดซื้อนานาชาติได้ ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาลสำหรับผู้ผลิตยาสามัญ
รูปแบบที่สาม คือ Emergency Use Listing (EUL) หรือระบบส่งเสริมการใช้ในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นใบเบิกทางที่ทำให้กลไกจัดซื้อระดับโลกอย่าง COVAX สามารถจัดซื้อวัคซีน ยกตัวอย่าง ในช่วงโควิด-19 ซึ่งการรับรองวัคซีนแต่ละประเภทส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าหุ้นและรายได้ของบริษัทยาระดับโลก และต่อการเข้าถึงวัคซีนของประเทศกำลังพัฒนา
ยิ่งไปกว่านั้น การประกาศ "ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ" (PHEIC) ของ ผอ.ใหญ่ WHO มีอิทธิพลอย่างสูงต่อมาตรการจำกัดการเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ทำให้เห็นว่า WHO มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการตัดสินใจของรัฐบาล ตลาด และมาตรการข้ามพรมแดนด้วย
....
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเก้าอี้ ผอ.ใหญ่ WHO จึงเป็นที่หมายตา เพราะมันไม่ใช่แค่ตำแหน่งทางสาธารณสุขเท่านั้น แต่หากมองดีๆ คือตำแหน่งที่มีอิทธิพลต่อการไหลเวียนของเม็ดเงินในอุตสาหกรรมสุขภาพระดับหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ใครเคยนั่งเก้าอี้นี้บ้าง
นับตั้งแต่ก่อตั้ง WHO มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่มาแล้ว 8 คน และที่น่าสังเกตคือตำแหน่งนี้ไม่มีกฎเรื่องการหมุนเวียนภูมิภาคอย่างเป็นทางการ ต่างจากตำแหน่ง Regional Director ที่ต้องมาจากภูมิภาคนั้นๆ
ผู้ดำรงตำแหน่ง อาทิ
- ดร.เทดรอส อดานอม เกเบรเยซุส (เอธิโอเปีย / ภูมิภาคแอฟริกา) พ.ศ. 2560–2570 เป็นคนแรกจากภูมิภาคแอฟริกาที่ดำรงตำแหน่งนี้ และเป็น ผอ.ใหญ่ WHO คนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งจากผู้สมัครหลายคนโดย World Health Assembly ทั้ง 194 ประเทศสมาชิก
- ดร.มาร์กาเร็ต ชาน (จีน / ภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก) พ.ศ. 2550–2560
- ดร.ลี จองอุค (เกาหลีใต้ / ภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก) พ.ศ. 2546–2549 เสียชีวิตระหว่างดำรงตำแหน่ง
- ดร.โกร ฮาร์เลม บรุนด์ทลันด์ (นอร์เวย์ / ภูมิภาคยุโรป) พ.ศ. 2541–2546
จะเห็นได้ว่า ในช่วง 26 ปีที่ผ่านมา เก้าอี้นี้ส่วนใหญ่ตกเป็นของเอเชียและแอฟริกาส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันจากประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการมีเสียงในการกำหนดประเด็นสุขภาพโลก เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาคือประเทศที่ได้รับผลกระทบสูง!
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่เคยมีผู้แทนจากภูมิภาคนี้ดำรงตำแหน่ง ผอ.ใหญ่ WHO มาก่อน แม้ภูมิภาคนี้จะเป็นที่ตั้งของประชากรกว่า 2,000 ล้านคนก็ตาม!
กระบวนการเลือกตั้ง
กระบวนการเลือก ผอ.ใหญ่ WHO รอบนี้เริ่มอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2569 เมื่อ ดร.เทดรอส เปิดรับการเสนอชื่อจากประเทศสมาชิก โดยมีไทม์ไลน์ที่ WHO กำหนดไว้ชัดเจน ดังนี้
- เมษายน–กันยายน 2569 เปิดรับการเสนอชื่อ กำหนดส่งภายใน 24 กันยายน 2569
- ตุลาคม–ธันวาคม 2569 Web Forum และ Candidates' Forum รอบแรก
- มกราคม 2570 คณะกรรมการบริหาร WHO (Executive Board) คัดเลือกผู้เข้ารอบสุดท้ายไม่เกิน 3 คน
- กุมภาพันธ์–มีนาคม 2570 Candidates' Forum รอบสอง
- พฤษภาคม 2570 World Health Assembly ลงคะแนนเลือก ผอ.ใหญ่คนใหม่
- กลางเดือนสิงหาคม 2570 ผอ.ใหญ่คนใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่
เมื่อ ครม. มีมติเมื่อ 28 เมษายน 2569 ประเทศไทยจึงมีเวลาราว 5 เดือนในการสรรหาและยื่นใบสมัครก่อนกำหนดเส้นตาย
เกณฑ์ 9 ด้านและปัจจัยเบื้องหลัง
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าคณะกรรมการร่วม สธ.-กต. จะคัดเลือกผู้สมัครตามเกณฑ์ตามมติ WHA 65.15 ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่
- ภูมิหลังทางวิชาการที่เข้มแข็งในสาขาสุขภาพและประสบการณ์สาธารณสุข
- ประสบการณ์อย่างกว้างขวางด้านสุขภาพระหว่างประเทศ
- ทักษะความเป็นผู้นำที่พิสูจน์ได้
- ทักษะการสื่อสารและการสนับสนุนนโยบาย
- ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร
- ความละเอียดอ่อนต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรม สังคม และการเมือง
- ความมุ่งมั่นต่อพันธกิจของ WHO
- สุขภาพดีตามเกณฑ์ WHO
- ทักษะภาษาทางการอย่างน้อยหนึ่งภาษาของ WHO
นอกจากนี้ ผู้สมัครต้องระบุวิสัยทัศน์และลำดับความสำคัญสำหรับ WHO ด้วย
แต่เกณฑ์ทางการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ นักวิชาการและสื่อต่างประเทศระบุตรงกันว่า กระบวนการเลือก ผอ.ใหญ่ WHO แม้จะนำเสนอว่าโปร่งใส แต่สุดท้ายแต่ละรัฐสมาชิกลงคะแนนลับ ซึ่งเปิดทางให้มีการเจรจาเบื้องหลัง และตำแหน่งนี้มักตกเป็นของผู้ที่มีเครือข่ายทางการเมืองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด
ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องสามารถตอบสนองความต้องการจากภูมิภาคต่างๆ ที่บางทีก็ขัดแย้งกัน นอกจากนี้ โครงสร้างงบประมาณของ WHO ที่พึ่งพาทั้งเงินบำรุงจากประเทศสมาชิก และเงินบริจาคโดยสมัครใจจากประเทศมหาอำนาจและมูลนิธิเอกชน ทำให้การตัดสินใจของ WHO ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองและอิทธิพลของกลุ่มทุนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายที่ ผอ.ใหญ่คนใหม่จะต้องรับมือ
สาธารณสุขไทยในเวทีสาธารณสุขโลก
หากตั้งคำถามว่าไทยมีน้ำหนักเพียงพอในเวทีนี้หรือไม่ อาจสะท้อนได้จากกรณีดังต่อไปนี้
- ผู้ร่วมก่อตั้งวาระสุขภาพโลก Oslo Declaration 2007
ในปี 2550 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายนิตย์ พิบูลสงคราม ร่วมลงนามใน "Oslo Ministerial Declaration" ซึ่งตีพิมพ์ใน The Lancet วารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศของบราซิล ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย นอร์เวย์ เซเนกัล และแอฟริกาใต้ โดยทั้งหมดประกาศร่วมกันว่า "สุขภาพคือหนึ่งในประเด็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญที่สุดแต่ยังถูกละเลย" และผลักดันให้สุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของวาระการอภิปรายสมัชชาสหประชาชาติ
นี่คือหลักฐานที่ทำให้เห็นว่า ไทยเป็นหนึ่งใน ผู้ร่วมกำหนดทิศทาง ของวาระสุขภาพโลกในยุคที่ผ่านมา
- หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “บัตรทอง” โมเดลที่โลกยกย่อง
ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย หรือ บัตรทอง ที่เริ่มใช้ในปี 2545 ได้รับการยืนยันจาก WHO ว่าเป็นตัวอย่างระดับโลกของการใช้ความมุ่งมั่นทางการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน และโครงสร้างการเงินที่เชื่อมโยงกัน จนสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชากรทั้งประเทศได้
ธนาคารโลกก็ระบุในรายงานการประเมินงบประมาณสาธารณะของไทยว่า ความสำเร็จในการบรรลุ UHC ผ่านระบบประกันสุขภาพสาธารณะสามระบบของไทยนั้น "น่าทึ่งและได้รับการยอมรับระดับโลก"
ไม่เพียงเท่านั้น ไทยยังใช้ประสบการณ์นี้ถ่ายทอดให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ผ่านความร่วมมือ South-South ร่วมกับญี่ปุ่น เพื่อช่วยประเทศรายได้น้อยและปานกลางก้าวสู่ UHC
- ต้นแบบโลกด้าน HIV/AIDS
ไทยได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะผู้นำระดับโลกด้านการป้องกันและรักษา HIV/AIDS โดยมีหลักฐานจากหลายองค์กร
วารสาร BMC Health Services Research ระบุว่าไทยได้รับ "การยอมรับในระดับโลก" จากนวัตกรรมนโยบาย HIV/AIDS และ UNAIDS กล่าวชมเชยไทยอย่างเป็นทางการว่าเป็น "ผู้นำในการตอบสนองต่อโรคเอดส์โลก" โดย Winnie Byanyima ผู้อำนวยการบริหาร UNAIDS และรองเลขาธิการสหประชาชาติ ยกย่องความสำเร็จของไทยในการสร้างความยั่งยืนของชุมชนในการตอบสนองต่อโรคเอดส์ และกล่าวว่า UNAIDS ได้เชิญผู้นำและแพทย์ไทยที่ทำงานกับชุมชนและผู้ป่วย HIV ไปแบ่งปันความรู้กับโลก
ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2559 ไทยกลายเป็น ประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการรับรองว่าประสบความสำเร็จในการกำจัดการถ่ายทอดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูก ซึ่งเป็นก้าวสำคัญตามเป้าหมาย SDGs
- ไทยในระดับ Top 10 ดัชนีสาธารณสุขโลก
ในด้านดัชนีระบบสุขภาพโลก ไทยติดอันดับที่ 5 ของโลกในดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (Global Health Security Index) ปี 2564 และอยู่อันดับ 1 ในเอเชีย รวมถึงในปี 2568 ฐานข้อมูล Numbeo ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคุณภาพชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดให้ไทยอยู่ใน Top 10 ของโลกด้านคุณภาพระบบสาธารณสุข ขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ที่อันดับ 38!
- บุคลากรไทยที่ทำหน้าที่ระดับนานาชาติ
ในระดับบุคคล บุคลากรไทยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับโลก เช่น
นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขด้านการต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งประธานร่วม (Co-Chair) ของกองทุนโลกเพื่อเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย (Global Fund), คณะกรรมการบริหาร WHO (WHO Executive Board), คณะกรรมการบริหาร WHO SEARO, ประธาน Asia Pacific Action Alliance on Human Resources for Health (AAAH) และประธาน Asia Pacific Observatory on Health Systems and Policies (APO) และในปี 2566 ยังได้รับรางวัล "วีรบุรุษสาธารณสุข" (Heroes of Public Health) จาก WHO SEARO
ในปี 2562 ดร.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร นักวิจัยด้านนโยบายสุขภาพ ได้รับรางวัล WHO Director-General's Health Leaders Award จากมือ ดร.เทดรอสโดยตรง ในเวที World Health Assembly ณ กรุงเจนีวา ซึ่งเป็นการยืนยันการยอมรับงานวิชาการด้านนโยบายสุขภาพของไทยในระดับนานาชาติ
และยังมีบุคลารสาธารณสุขของไทยอีกหลายท่าน ที่มีบทบาทสำคัญบนเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงในช่วงโควิด-19 วารสาร Journal of Global Health ชมเชยระบบการดูแลสุขภาพและความหนาแน่นบุคลากรสุขภาพของไทยว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานเกณฑ์ขั้นต่ำที่ WHO กำหนด ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 ด้วย.







