posttoday

“เวียนนา” เมืองที่ชี้ว่า Wellness City ต้องเริ่มที่โครงสร้างเมือง ไม่ใช่ “สปา”

27 เมษายน 2569

Wellness City ไม่ใช่เมืองที่มีโรงพยาบาลดีที่สุด แต่คือเมืองที่ทำให้คน “ไม่ต้องป่วยตั้งแต่แรก”

Wellness City ไม่ใช่เมืองที่มีโรงพยาบาลดีที่สุด แต่คือเมืองที่ทำให้คน “ไม่ต้องป่วยตั้งแต่แรก”

 

นี่คือบทสรุปที่ข้อเขียนชิ้นนี้ต้องการจะสื่อ เพราะอะไร?

 

ลองนึกภาพดู เช้าวันจันทร์ในกรุงเวียนนา ชายวัยสี่สิบปีคนหนึ่งออกจากบ้านพักที่ออกแบบโดยสถาปนิกรางวัลระดับชาติ ค่าเช่าไม่ถึงหนึ่งในสามของค่าเช่าในลอนดอน เขาขี่จักรยานไปสถานีรถไฟใต้ดิน เปิดตั๋วปีที่จ่ายเงินไปเพียง 365 ยูโร  หรือวันละ 1 ยูโร (ราว 38 บาท) แล้วเดินทางข้ามเมืองไปถึงที่ทำงานในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

 

เขาไม่ได้ออกกำลังกาย เขาไม่ได้ดื่มสมูทตี้ผัก-ผลไม้ราคาแพง และเขาไม่ได้จ่ายค่าสปาครั้งละหลายพัน แต่โดยไม่รู้ตัว ระบบเมืองกำลังดูแลสุขภาพเขาอยู่ตลอดเวลา!

 

นั่นคือแก่นของสิ่งที่เรียกว่า Wellness City เมืองที่ออกแบบให้ผู้คนมีสุขภาพดีโดยอัตโนมัติ ที่ช่วยยืดการเจ็บป่วยของผู้คนให้ป่วยน้อย หรือไม่ต้องป่วยตั้งแต่แรก หรือไม่ป่วยเร็วกว่าที่ควร ... ไม่ใช่เมืองที่มีโรงพยาบาลราคาแพงหรือสปาระดับห้าดาวมากที่สุด

 

 

นั่นคือ Wellness City ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ออกแบบขึ้น

 

 

แม้กรุงเวียนนาไม่ได้คว้ารางวัล “Wellness City” โดยตรง แต่ครองอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกหลายครั้งจากการจัดอันดับของ Economist Intelligence Unit ซึ่งประเมินทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตโดยรวม

 

สิ่งสำคัญคือ กรุงเวียนนามีอายุคาดเฉลี่ยของประชากรราว 81 ปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยยุโรปเล็กน้อย และมีอัตราการเสียชีวิตจากสาเหตุที่ “ป้องกันได้” ต่ำกว่าหลายประเทศ

 

 

บ้านคือจุดเริ่มต้นสำคัญ

 

เคล็ดลับของเวียนนาคือสิ่งที่เรียกว่า Social Housing ชาวเวียนนากว่า 3 ใน 5 คนอาศัยอยู่ในบ้านพักที่รัฐดูแลและสนับสนุน แต่รูปแบบบ้านพักของคนเวียนนาเป็น “บ้านที่มีคุณภาพ” ซึ่งจ้างสถาปนิกชื่อดังออกแบบ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ภายใต้ค่าเช่าที่ถูกกว่าลอนดอนหรือปารีสเกือบสามเท่า

 

เมื่อค่าที่พักไม่ดูดเงินเดือนไปกว่าครึ่ง ความเครียดทางการเงินก็หายไป สุขภาพจิตดีขึ้นโดยอัตโนมัติ!

 

“เวียนนา” เมืองที่ชี้ว่า Wellness City ต้องเริ่มที่โครงสร้างเมือง ไม่ใช่ “สปา”

 

การเดินทางที่ “ดี” กับผู้ใช้

 

1 ยูโรต่อวัน (ราว 38 บาท) นั่นคือต้นทุนการเดินทางของคนเวียนนาหากซื้อตั๋วปีสำหรับขนส่งสาธารณะทุกประเภท ถูกมาก!

 

นอกจากเรื่องราคา แต่ขนส่งของเวียนนายังตรงเวลา หรือแม้แต่ระยะห่างระหว่างสถานีแต่ละแห่งก็สามารถเดินได้ และมีเลนจักรยานที่ปลอดภัยทั่วเมือง

 

ผลที่ตามมาคือมีเพียง 1 ใน 3 ของประชากรเท่านั้นที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว นั่นหมายความว่าคนเวียนนาเดินและขี่จักรยานมากกว่าคนเมืองอื่นโดยธรรมชาติ กลายเป็นว่าไม่ต้องไปเสียเงินออกกำลังกายที่ฟิตเนส มลพิษลดลง และความเครียดจากการจราจรแทบไม่มี

 

 

พื้นที่สีเขียวที่ “ใช้งานได้จริง"

 

สวนสาธารณะในเวียนนาไม่ใช่เอาไว้แค่ถ่ายรูปโชว์ในโซเชียล แต่เป็น พื้นที่กิจกรรมที่ใช้งานจริงทุกวัน ริมแม่น้ำดานูบมีสวนขนาดใหญ่ที่คนวิ่งออกกำลังกาย ปิกนิก และจัดกิจกรรมชุมชน

 

นอกจากนี ประโยชน์ของพื้นที่สีเขียวเหล่านี้ยังช่วยลดอุณหภูมิเมืองในฤดูร้อนได้จริง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยในโลกที่ร้อนขึ้นทุกปี

 

ทั้งนี้ เวียนนาวางเป้าหมายเป็น Carbon Neutral ภายในปี 2040 ด้วย ซึ่งสะท้อนว่าความคิดเรื่อง Wellness ที่นี่ครอบคลุมไปถึงอากาศที่หายใจทุกวันด้วย

 

 

แผนที่จะดัน Metropolis of Health ในปี 2030

 

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดอีกอย่างคือ เวียนนาวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ

ตั้งแต่ปี 2019 เวียนนาประกาศยุทธศาสตร์ "Vienna 2030  Economy & Innovation" โดยกำหนด 6 ด้านที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลก และหนึ่งในนั้นคือ "Vienna as a Metropolis of Health"หรือ เมืองหลวงแห่งสุขภาพ

 

แต่สิ่งที่ทำให้แผนนี้ต่างออกไปจากแผนทั่วไปคือ มันไม่ได้พูดถึงโรงพยาบาลใหม่เป็นหลัก แต่พูดถึงการสร้าง Ecosystem ของนวัตกรรมสุขภาพ ที่เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และประชาชนเข้าด้วยกัน

 

โครงการหลักที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือ Future Health Lab ซึ่งเปิดตัวในปี 2023 ณ ย่าน CAPE 10 ใกล้สถานีรถไฟกลางกรุงเวียนนา .. CAPE 10 ไม่ใช่แค่ "อาคารสำนักงาน" แต่เป็น ศูนย์สุขภาพและนวัตกรรมสังคม ที่ให้บริการทางการแพทย์แก่ทุกคน รวมถึงผู้ไม่มีประกันสุขภาพด้วย  โดยมีผู้รับผิดชอบทุกฝ่ายมารวมกัน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข, กองทุนประกันสุขภาพออสเตรีย, บริษัทเอกชนอย่าง AstraZeneca และ Cisco, สตาร์ทอัพ, ผู้ป่วย และนักวิจัย โดยมีคอนเซปต์ที่เรียกว่า "Health Missions" คือการกำหนดโจทย์สุขภาพที่เป็นปัญหาระดับชาติ  เช่น การดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หรือโรคปอด แล้วระดมทุกฝ่ายมาแก้ร่วมกัน

 

“เวียนนา” เมืองที่ชี้ว่า Wellness City ต้องเริ่มที่โครงสร้างเมือง ไม่ใช่ “สปา”

 

นอกจากนี้ยังมี Health Hub Vienna ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง Startup, บริษัทยา, มหาวิทยาลัย, และโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน ภายใต้หลักการ Open Innovation ให้ทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาโซลูชันที่ถึงมือผู้ป่วยได้เร็วขึ้น

 

สิ่งที่ทำให้โมเดลเวียนนาน่าสนใจคือ ทุกโครงการมีหัวใจร่วมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Future Health Lab, CAPE 10 หรือ Health Hub Vienna ล้วนตั้งอยู่บนแนวคิดว่า

 

"นวัตกรรมสุขภาพที่แท้จริงต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่คนมีเงิน"

 

 

ภูเก็ต Longevity City ฝันที่ต้องดันให้ไปต่อ

 

ข้ามมาดูฝั่งไทยบ้าง  "ภูเก็ต" กำลังทำสิ่งที่น่าสนใจมาก และน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ ในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่กำลัง พยายามก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง

 

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายภูมิกิตต์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนและตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต ให้สัมภาษณ์ โพสต์ทูเดย์ เมื่อถูกถามว่าภูเก็ตพร้อมแค่ไหนสำหรับการเป็น Longevity City ( อีกคำหนึ่งที่นำมาใช้ในความหมายคล้ายคลึงกับ Wellness City)

 

"ภูเก็ตยังไม่พร้อม  แต่เราอยากจะเป็น"

 

คำตอบนี้สำคัญมาก นายภูมิกิตติ์ชี้ว่าที่ผ่านมา ภูเก็ตออกแบบตัวเองเป็น Wellness Tourism แต่คนที่ได้ประโยชน์จริงๆ กลับเป็นนักท่องเที่ยว ไม่ใช่คนภูเก็ต

 

ตัวเลขที่สะท้อนปัญหานี้ชัดที่สุดคือ คนภูเก็ตมีอัตราป่วยโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ในระดับสูง ทั้งเบาหวาน ความดัน และโรคที่มาจากความเครียดของการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเร็วเกินไป

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภูเก็ตกำลังตั้งเป้าหมายที่ถูกทิศ เพราะแทนที่จะวัดความสำเร็จด้วย "จำนวนนักท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ" ภูเก็ตหันมาวัดด้วย Health Span หรือช่วงเวลาที่คนท้องถิ่นมีสุขภาพดีจริงๆ

 

ตัวเลขปัจจุบันของคนไทยบอกว่า Lifespan เฉลี่ยอยู่ที่ 77.4 ปี แต่ Healthspan อยู่เพียง 67.3 ปี หมายความว่าคนไทยเฉลี่ยต้องใช้ชีวิตในสภาพเจ็บป่วย นานถึง 10 ปีก่อนเสียชีวิต  ภูเก็ตตั้งเป้าว่าจะลดช่องว่างนี้ให้ได้ในระยะ 3-5 ปี

 

หนึ่งในข้อเสนอที่ นายภูมิกิตติ์ พูด คือการผลักดันให้เป็น Sandbox รวมข้อมูลสุขภาพ 100% ปัจจุบัน Health Data ของคนภูเก็ตกระจายอยู่ใน 3 สังกัด  โรงพยาบาลรัฐ, โรงพยาบาลเอกชน, และท้องถิ่น และไม่เคยคุยกัน

 

ภูเก็ตต้องการเป็นจังหวัดแรกของไทยที่รวมข้อมูลเหล่านี้ได้แบบครบวงจร เพื่อให้รู้อัตราการเจ็บป่วยที่แม่นยำ วางแผนป้องกันได้จริง และสร้างมาตรฐานที่เมืองอื่นทำตามได้

 

นายภูมิกิตต์ยังเสนอให้ยกระดับเรื่องนี้เป็น วาระแห่งชาติ โดยให้กระทรวงดีอีและกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันใช้ภูเก็ตเป็นพื้นที่ทดลอง

 

 

บทเรียนที่ไทยควรขโมยจากเวียนนา

 

มีอยู่ 3 บทเรียนหลักจากเวียนนา ที่ไทยสามารถดูได้ เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ไทยในปัจจุบัน

 

1. Wellness ต้องเป็นเรื่องของ "โครงสร้างเมือง" ไม่ใช่ "ผลิตภัณฑ์"

นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด เวียนนาไม่ได้ "ขาย" ความเป็นเมืองสุขภาพ แต่ "ออกแบบและสร้าง"  เข้าไปในระบบเมือง ขนส่งที่ทำให้คนเดินมากขึ้น, บ้านที่ทำให้ไม่เครียดเรื่องค่าเช่า, สวนสาธารณะที่ลดอุณหภูมิเมืองจริงๆ ทั้งหมดนี้เป็น “สินค้าสุขภาพ และ การโปรโมตเมือง Wellness ที่ดีที่สุด"

ไทยกำลังทำตรงข้าม เราสร้างโรงพยาบาลระดับหรู สร้างสปาระดับห้าดาว และโปรโมทการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่ถ้าเมืองยังร้อนระอุ ทางเท้ายังพัง และค่าเช่าบ้านยังแพงขึ้นทุกปีเพราะนักท่องเที่ยว คนท้องถิ่นก็ยังไม่มี Wellness ไม่ว่าจะมีคลินิกหรูขนาดไหน

 

2. แก้ปัญหาคนท้องถิ่นก่อน แล้วนักท่องเที่ยวจะตามมาเอง

นี่คือบทเรียนที่ภูเก็ตกำลังเรียนรู้และพยายามเปลี่ยนทิศทาง นายภูมิกิตต์พูดชัดว่า "ถ้าคนภูเก็ตมีสุขภาพดี นั่นจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนให้มาใช้ชีวิตที่ภูเก็ต" ไม่ใช่แค่มาท่องเที่ยว

 

นี่คือความแตกต่างระหว่างการทำ Wellness Tourism กับการสร้าง Wellness City  อันแรกมุ่งให้บริการคนภายนอก อันหลังมุ่งดูแลคนภายในก่อน แล้วให้คนภายนอกเห็นว่า “เมืองนี้น่าอยู่จริง"

 

เวียนนาเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ไม่มีใครไปเที่ยวเวียนนาเพื่อทำสปา แต่ทุกคนไปแล้วรู้สึกว่าเมืองนี้ "ดีต่อร่างกายและจิตใจ" เพราะโครงสร้างเมืองที่นั่นทำให้เป็นเช่นนั้น

 

 

3. ข้อมูลสุขภาพ “สำคัญ"

การที่ภูเก็ตผลักดันเรื่อง ข้อมูลสุขภาพดิจิทัล ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ การมองเห็นปัญหาที่แท้จริง ถ้าไม่รู้ว่าคนภูเก็ตป่วยด้วยอะไร มากแค่ไหน และเพราะอะไร ก็ไม่มีทางออกแบบนโยบายที่ถูกต้องได้

เวียนนาทำสิ่งนี้มานานแล้ว เขามีฐานข้อมูลสุขภาพพลเมืองที่ครบถ้วน ใช้วิเคราะห์การออกแบบเมือง วางแผนงบประมาณ และติดตามผลโครงการ ถ้าภูเก็ตทำได้แบบเดียวกัน นั่นจะเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปี

 

 

4. เมืองร้อนไม่มีวันเป็นเมืองสุขภาพดี

ข้อมูลจาก World Bank ชี้ว่ากรุงเทพฯ กำลังเผชิญวิกฤต Urban Heat Island  ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นเพียง 1 องศา อาจมีคนเสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้นปีละกว่า 2,300 คน และเสียรายได้ทางเศรษฐกิจกว่าสี่หมื่นล้านบาท

 

ภูเก็ตเองก็มีปัญหาเดียวกัน เมืองชายทะเลที่ร้อนขึ้นทุกปี การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทำให้พื้นที่สีเขียวถูกทดแทนด้วยโรงแรมและรีสอร์ท

 

….

 

 

เวียนนาใช้เวลานานกว่าร้อยปีในการสร้างโครงสร้างเมืองที่ทำให้ผู้คนมีสุขภาพดี มันไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน และไม่ได้เกิดจากโฆษณาชวนเชื่อ แต่เกิดจากการตัดสินใจของผู้นำนโยบายที่ทำมันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มไหน พรรคการเมืองใด เพราะเห็นประโยชน์ของเมืองเป็นสำคัญ

 

ภูเก็ตถามคำถามที่ถูกต้อง "เราจะทำให้คนท้องถิ่นมีสุขภาพดีได้อย่างไร?" แทนที่คำว่า "เราจะดึงนักท่องเที่ยวสุขภาพมาได้อย่างไร?" นั่นเป็นก้าวแรกที่สำคัญ

 

แต่ถ้าจะเดินหน้าต่อ ทั้งภูเก็ตและประเทศไทยโดยรวมต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งที่เวียนนาพิสูจน์มาแล้ว  Wellness City ไม่ใช่เรื่องของการขายของอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบเมือง หากนโยบาย Medical Hub และ Longevity City ยังคิดแค่รายได้จากการท่องเที่ยว แต่ไม่คิดถึงทางเท้า บ้าน รถ และอากาศของคนในเมือง

 

ประเทศไทยจะเป็นได้แค่ "โรงพยาบาลของโลก"

แต่ไม่มีวันเป็น "เมืองหลวงแห่งสุขภาพ" ได้อย่างที่ฝันไว้

ข่าวล่าสุด

ยานยนต์ มี.ค. ฟื้น! ส่งออกหนุนผลิตโต 2.69% ยอดขายพุ่งรับ EV