OR กำไร Q1/69 พีคสุดรอบเกือบ 3 ปี! น้ำมันแพงดันงบเดือด โบรกอัพเกรดเชียร์ซื้อ
"ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR)" กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง! กำไรไตรมาส 1/69 พุ่งแรงสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส ด้าน 4 โบรกเกอร์ประสานเสียงอานิสงส์ราคาน้ำมันทะยาน แรงซื้อตุนน้ำมันดันยอดขายพุ่ง บวกกำไรสต็อกทะลุหมื่นล้าน ด้าน Café Amazon โตไม่หยุด ยอดขายทะลุ 100 ล้านแก้ว หนุนธุรกิจ Lifestyle แข็งแกร่ง แต่ไตรมาส 2/69 แผ่วตามราคาน้ำมันเริ่มคลายแรง ราคาหุ้นร่วงลึกเริ่มน่าสะสม อัพไซด์เปิดกว้าง ลุ้นเด้งรอบใหม่
KEY
POINTS
- "ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR)" กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง! กำไรไตรมาส 1/69 พุ่งแรงสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส
- 4 โบรกเกอร์ประสานเสียงอานิสงส์ราคาน้ำมันทะยาน แรงซื้อตุนน้ำมันดันยอดขายพุ่ง บวกกำไรสต็อกทะลุหมื่นล้าน
- ด้าน Café Amazon โตไม่หยุด ยอดขายทะลุ 100 ล้านแก้ว หนุนธุรกิจ Lifestyle แข็งแกร่ง แต่ไตรมาส 2/69 แผ่วตามราคาน้ำมัน
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น "บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR" ปิดการซื้อขายในช่วงเช้า (27 เม.ย.69) อยู่ที่ 12.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท คิดเป็น +2.52% มูลค่าการซื้อขาย 293.63 ล้านบาท ราคาขึ้นสูงสุด 12.30 บาท และลดลงต่ำสุด 11.90 บาท
OR กำไรปกติไตรมาส 1/69 สูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดกำไรปกติไตรมาส 1/69 ที่ 4,562 ล้านบาท เติบโต 98% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และ 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เพราะได้แรงหนุนจาก
- ปริมาณขายน้ำมันรวมที่คาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 6,644 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และลดลง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หลังความกังวลในการเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศ ส่งผลให้เกิดการเร่งเติมน้ำมัน
- ค่าการตลาดน้ำมันเฉลี่ยที่คาดสูงขึ้นเป็น 1.13 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ตามการรับรู้ผลจากการบันทึกรายการ Stock gain ราว 12,000 ล้านบาท มีสาเหตุจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องสงครามตะวันออกกลาง
- ค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลงเป็น 6,092 ล้านบาท ลดลง -16% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ตามปัจจัยฤดูกาล
- ยอดขายของ Café Amazon ที่คาดสูงขึ้นเป็น 112 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ตามการขยายสาขาและการเข้าเติมน้ำมันที่สูงขึ้น
ทั้งนี้หากกำไรปกติไตรมาส 1/69 ออกมาใกล้เคียงคาด ส่งผลให้กำไรปกติไตรมาส 1/69 จะคิดเป็นสัดส่วน 43% ของกำไรทั้งปี
กำไรปกติโค้ง 2/69 ไม่เด่น
เบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 2/2569 ที่ระดับ 2,000-2,200 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หลังถูกกดดันจาก
- ค่าการตลาดน้ำมันเฉลี่ยที่คาดลดลงจากฐานสูงในช่วงไตรมาส 1/2569 กลับสู่ระดับปกติที่ 0.95 - 1.00 บาทต่อลิตร ตามการรับรู้ผลจากการบันทึกรายการ Stock loss มีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง หลังความกังวลเรื่องสงครามเริ่มคลี่คลาย
- ปริมาณขายน้ำมันรวมที่คาดลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่คาดกำไรปกติสามารถเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ต่อเนื่อง หนุนจากรายได้จากธุรกิจ Café Amazon ที่คาดสูงขึ้น ตามยอดขายที่ทรงตัวได้ในระดับสูง และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้หากมองไปยังช่วงไตรมาส 3-ไตรมาส 4/69 คาดกำไรปกติจะสามารถทรงตัว-เติบโตเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากการขยายสาขาสถานีบริการน้ำมัน และ Café Amazon อย่างต่อเนื่อง และการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น
หุ้นร่วงแรงจนน่า “ซื้อ”
คงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2569 ที่ 15.90 บาท/หุ้น มี Upside 33.6% โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาราว 17% ได้สะท้อนสภาวะตลาดที่มีความเสี่ยงมากขึ้นไปแล้ว
นอกจากนี้ราคาปัจจุบันซื้อขายบน PER26 ที่ระดับ 13.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และร้านกาแฟ ทั้งในและต่างประเทศที่ราว 14.5 เท่า
ทำให้ความน่าสนใจในเชิง Valuation ของ OR เริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ประกอบกับแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 1/2569 ที่ค่อนข้างเด่น ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับคำแนะนำขึ้นจาก “TRADING” เป็น “ซื้อ”
เก็งกำไรไตรมาส 1/69
บล.ลิเบอเรเตอร์ แนะนำ OR (Non-rated) ราคาเป้าหมาย 15.13 บาท คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวแรงจากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) จากปริมาณขายเพิ่ม และมีกำไรสต็อกตามราคาน้ำมันปรับขึ้น โดยแยกตามธุรกิจดังนี้
กลุ่ม Mobility (สถานีบริการ) คาดปริมาณขายน้ำมัน เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) ที่ 6,641 ล้านลิตร กลุ่มค้าปลีกปริมาณขาย เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q)
โดยปริมาณขายกลุ่มค้าปลีกโตแรง จากความกังวลของลูกค้าทำให้มีความต้องการมากกว่าปกติ และคาดว่าจะมีกำไรสต็อกจำนวนราว 12,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแรง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตร ขยับเพิ่มเป็น 1.10 บาทต่อลิตร แต่หากไม่รวมผลของกำไรสต็อกพบว่ากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตร ปรับลง q-q จากที่ไม่สามารถปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง
กลุ่ม Lifestyle (อาหาร และเครื่องดื่ม) ปริมาณขายกาแฟเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดอีกครั้งอยู่ที่ 112 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 3 ล้านแก้ว q-q จากจำนวนคนเข้าร้านเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับการเพิ่มขึ้นของสถานีบริการ อีกทั้งในส่วน EBITDA margin ดีขึ้นตามปริมาณขายเพิ่ม และค่าใช้จ่ายลดลง
กลุ่มต่างประเทศ คาดปริมาณขายน้ำมันลดลง +37% q-q ที่ 510 ล้านลิตร โดยกัมพูชาปริมาณขายยังลดลง 26% q-q จากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและมีปิดสาขาเพิ่ม
เช่นเดียวกับลาวปริมาณขายลดลง 17% q-q แต่ได้ลูกค้าใหม่ในฟิลิปปินส์ทำให้ปริมาณขาย +70% q-q โดยปริมาณขายกาแฟลดลง 15% q-q จากการปิดสาขาในกัมพูชา แต่หาก EBITDA margin ในตปท. ดีขึ้นเนื่องจากสามารถปรับราคาขายได้ตามต้นทุนเพิ่มขึ้น
“แม้ปริมาณขายไตรมาส 2/69 อาจย่อลง แต่เริ่มเห็นอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรดีขึ้น คาดส่งผลให้การดำเนินงานปกติดีขึ้นตาม ส่วนธุรกิจ ตปท. คาดได้ส่วนเพิ่มจากลูกค้าใหม่ ขณะที่กลุ่ม Lifestyle เราคาดหดตัวไม่มาก เราคาดจากแนวโน้มงบไตรมาส 1/69 ที่ทำได้ดี ขณะที่ปัจจัยลบที่เคยกังวลสะท้อนในราคาหุ้นไปแล้ว พอเก็งกำไรงบไตรมาส 1 ได้”
กำไร Q1 ฟื้น แต่ปริมาณขายอาจอ่อนตัว Q2
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า OR จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 2.7 พันล้านบาท ลดลง -39% YoY และ เพิ่มขึ้น 28% QoQ โดยลดลง YoY จากการรับรู้ผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงิน/(hedging loss) ที่เป็นไปได้ แต่สูงขึ้น QoQ ตามค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร (SG&A expense) ที่ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้ เรามีสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้
- ธุรกิจ Mobility น่าที่จะเห็นปริมาณขายน้ำมันในประเทศสูงขึ้น QoQ ในไตรมาส 1/69 หนุนโดยอุปสงค์การเติมน้ำมันก่อนมีการปรับขึ้นราคาขายปลีก ขณะที่ อัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตร (GP/litre) มีแนวโน้มสูงขึ้น YoY และ QoQ
- คาดว่าธุรกิจ Lifestyle น่าที่จะเห็น EBITDA margin ปรับตัวดีขึ้น YoY, QoQ ขณะที่ ธุรกิจ Global จะเห็นปริมาณขายน้ำมันในต่างประเทศที่สูงขึ้น QoQ หนุนโดยปริมาณขายในฟิลิปปินส์
- คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 2/69 มีแนวโน้มอ่อนตัว QoQ ตามแนวโน้มการควบคุมราคาน้ำมันขายปลีก โดยภาครัฐส่งผลให้ GP/litre ต่ำลง ในขณะที่ ปริมาณขายน้ำมันในประเทศน่าจะอ่อนตัว QoQ
คงประมาณการกำไรสุทธิปี 69 ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท และปี 70 ที่ 1.22 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 1.13 หมื่นล้านบาทในปี 68 โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ คือ 1) ปริมาณขายน้ำมันในประเทศจะเติบโตขึ้น 2) รายได้ธุรกิจ Lifestyle จะสูงขึ้น และ 3) GP/litre ที่ทรงตัวสูง
ฝ่ายวิเคราะห์คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายที่ 18.00 บาท อิง 2026E PER ที่ 18.5 เท่า (ประมาณ -1.0SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER 5 ปีย้อนหลัง) ถ้าเป็นไปตามที่เราคาด กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 จะคิดเป็น 22.8% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา
เก็งกำไรสั้นรับงบ Q1
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/69 เพิ่มขึ้น 19.8%qoq มาอยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท หนุนจากธุรกิจ Mobility ที่คาด EBITDA เพิ่มขึ้น 28.1%qoq มาอยู่ราว 3.8 พันล้านบาท จากทั้งปริมาณขายที่เติบโต QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล และประชาชนที่กักตุนน้ำมันมากขึ้นในช่วงส่งคราม
รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย/ลิตรที่คาดอยู่ที่ 1.14 จากเดิม 1.02 บาท/ลิตร จากกำไรสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เดิม (580 ล้านบาท)
- ธุรกิจ Lifestyle คาด EBITDA เพิ่มขึ้น 38.2%qoq มาอยู่ที่2.3 พันล้านบาท กดดัน จากยอดขาย Cafe Amazon ที่เติบโต และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง
- ธุรกิจ Global คาดพลิกกลับเป็นกำไร EBITDA 440 ล้านบาท จากที่เคยขาดทุน 12 ล้านบาท จากปริมาณขายน้ำมันในฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้นจากการประมูลเป็นหลัก
สำหรับรายการพิเศษงวดนี้คาดมีการบันทึกขาดทุน Hedging 2.0 พันล้านบาท (เดิม เป็นกำไร 309.3 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม คาดมีการบันทึกกลับเป็นกำไร Fx 251 ล้าน บาท จากที่เคยขาดทุนรายการดังกล่าววที่ 292.1 ล้านบาท รวมถึงคาดไม่มีค่าใช้จ่าย จากการด้อยค่าเงินลงทุน 343 ล้านบาทดังที่เกิดขึ้นในงวดก่อนหน้า
โดยรวมแล้ว คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/69 คิดเป็นสัดส่วน 22% ของกำไรสุทธิทั้งปี 2569 เบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ไว้ตามเดิมที่ 1.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 2.8%yoy จากทั้งปริมาณขายทั้งธุรกิจ Mobility และ lifestyle ที่คาดยังเห็นการ เติบโตต่อเนื่อง YoY ตามภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ
ช่วงสั้นงวดไตรมาส 2/69 คาดกำไรสุทธิลดลง QoQ กดดันจากจากกลุ่มธุรกิจ Mobility ที่คาดกำไรขึ้นต้นเฉลี่ย/ลิตรจะอ่อนตัว จากทิศทางราคาน้ำมันที่เริ่มมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้มีโอกาสพลิกกลับเป็นสต็อกน้ำมัน กดดันอัตรากำไรขั้นต้น/ลิตรให้ลดลง QoQ อย่างไรก็ตาม คาดธุรกิจ Lifestyle ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล
มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2569 อยู่ที่ 16.5 บาท/หุ้น คาดยังมีปัจจัยหนุนระยะสั้นจากผลประกอบการงวดไตรมาส 1/69 ที่เติบโต QoQ สามารถเข้า trading ช่วงสั้นตามรอบผลประกอบการได้
สำหรับการลงทุนระยะยาว แนะนำรอจังหวะที่สถานการณ์สงครามเริ่มคลี่คลายก่อนแล้วจึงหาจังหวะทยอยสะสม เพื่อคาดหวังกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และ ผลตอบแทนปันผลในระดับที่ดีเฉลี่ยราว 5% ต่อปี.


