posttoday
TDRI เตือนปี 2573 “ขยะโซลาร์เซลล์” พุ่ง 7 หมื่นตัน วิกฤตใหม่พลังงานสะอาด

TDRI เตือนปี 2573 “ขยะโซลาร์เซลล์” พุ่ง 7 หมื่นตัน วิกฤตใหม่พลังงานสะอาด

11 มิถุนายน 2569

ขยะโซลาร์เซลล์โลกพุ่งต่อเนื่อง คาดแตะ 4 ล้านตันในปี 2573 ขณะที่ TDRI เตือนไทยอาจมีซากแผงสะสม 7 หมื่นตัน หากไร้มาตรการรองรับอาจกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

KEY

POINTS

  • TDRI คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจะเผชิญกับปริมาณขยะจากแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานสูงถึง 70,000 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์
  • ขยะโซลาร์เซลล์ถือเป็นความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากแผงบางประเภทมีส่วนประกอบของโลหะหนัก เช่น ตะกั่วและพลวง ซึ่งอาจรั่วไหลปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำหากกำจัดด้วยวิธีฝังกลบหรือเผาทำลายที่ไม่เหมาะสม
  • ประเทศไทยยังขาดระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยยังไม่มีฐานข้อมูลการติดตั้งที่ครอบคลุม ขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิลในระดับอุตสาหกรรม และกฎระเบียบที่ใช้ยังคงล้าหลัง
  • TDRI เสนอให้ภาครัฐเร่งวางมาตรการรองรับ โดยการสร้างฐานข้อมูล ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมรีไซเคิล และผลักดันหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) เพื่อจัดการซากผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน

พลังงานสะอาดที่กำลังสร้างโจทย์ใหม่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทั้งในภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของพลังงานแสงอาทิตย์ กลับมีอีกหนึ่งประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น นั่นคือ “ขยะโซลาร์เซลล์” หรือซากแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่หากไม่มีระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม

 

ล่าสุดดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจผ่านรายการ "ฐาน Talk" ว่า ภายในปี 2573 ประเทศไทยอาจมีปริมาณขยะจากแผงโซลาร์เซลล์สูงถึง 70,000 ตัน และเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งวางมาตรการรองรับตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ปัญหาจะขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในอนาคต

 

TDRI เตือนปี 2573 “ขยะโซลาร์เซลล์” พุ่ง 7 หมื่นตัน วิกฤตใหม่พลังงานสะอาด

 

ขยะโซลาร์เซลล์ ระเบิดเวลาที่กำลังเดินหน้า

 

การเติบโตของตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ ทั้งการส่งเสริม Solar Rooftop ภาคประชาชน มาตรการลดหย่อนภาษี และการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน

 

แม้แผงโซลาร์เซลล์จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 20-30 ปี แต่เมื่อครบอายุการใช้งานแล้ว แผงเหล่านี้จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่งที่ต้องได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี

 

TDRI ประเมินว่า ภายในปี 2573 ประเทศไทยจะมีปริมาณขยะโซลาร์เซลล์สะสมประมาณ 70,000 ตัน และตัวเลขดังกล่าวอาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการติดตั้งในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

 

นอกจากนี้ การศึกษาของ TDRI ยังชี้ว่าปริมาณขยะโซลาร์เซลล์สะสมของประเทศอาจเพิ่มขึ้นเป็น 431,000–728,000 ตันภายในปี 2593 หากไม่มีมาตรการจัดการที่มีประสิทธิภาพรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์

 

ปัญหาใหญ่ของไทย คือ “ไม่มีฐานข้อมูลที่ชัดเจน”

 

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ TDRI ระบุ คือ ประเทศไทยยังไม่มีฐานข้อมูลการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนที่ครบถ้วน

 

ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐสามารถติดตามข้อมูลของโครงการขนาดใหญ่ เช่น โซลาร์ฟาร์มหรือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ค่อนข้างชัดเจน แต่สำหรับการติดตั้งบนหลังคาบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือฟาร์มเกษตรกรรมจำนวนมาก ยังไม่มีระบบฐานข้อมูลที่สามารถระบุจำนวนแผง อายุการใช้งาน หรือช่วงเวลาที่จะกลายเป็นขยะได้อย่างแม่นยำ

 

การขาดข้อมูลดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนลงทุนของภาคเอกชน เพราะผู้ประกอบการรีไซเคิลไม่สามารถประเมินปริมาณวัตถุดิบที่จะเข้าสู่ระบบในอนาคตได้ จึงเกิดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจลงทุนสร้างโรงงานรีไซเคิลขนาดใหญ่

 

TDRI เตือนปี 2573 “ขยะโซลาร์เซลล์” พุ่ง 7 หมื่นตัน วิกฤตใหม่พลังงานสะอาด

 

ขยะโซลาร์เซลล์มีอะไรอยู่ข้างใน

 
แม้หลายคนจะมองว่าแผงโซลาร์เซลล์เป็นอุปกรณ์สะอาด แต่ในความเป็นจริง ภายในแผงประกอบด้วยวัสดุหลายประเภทที่ต้องได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง
 
 
วัสดุหลักประกอบด้วยกระจกประมาณ 50-80% อะลูมิเนียม 12-19% ซิลิกอน 3-4% รวมถึงโลหะมีค่าอย่างเงินและทองแดง ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ผ่านกระบวนการรีไซเคิล
 
 
อย่างไรก็ตาม แผงโซลาร์เซลล์บางประเภทอาจมีส่วนประกอบของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว พลวง และสังกะสี หากถูกกำจัดด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม เช่น การฝังกลบหรือการเผา อาจเกิดการปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว 
 
 
TDRI คาดการณ์ว่า ภายในปี 2583 ประเทศไทยอาจมีโลหะหนักสะสมจากขยะโซลาร์เซลล์ เช่น ตะกั่ว 3.0–17.2 ตัน และพลวง 6.9–40.0 ตัน หากไม่มีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพรองรับ

 

เมื่อพลังงานสะอาดอาจกลายเป็นภาระคาร์บอน

 
อีกประเด็นสำคัญที่นักวิจัยให้ความสนใจ คือ ผลกระทบด้านคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตของแผงโซลาร์เซลล์
 
 
แม้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงการใช้งาน แต่หากไม่มีระบบจัดการซากเมื่อหมดอายุการใช้งานอย่างถูกต้อง ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับอาจลดลงอย่างมาก
 
 
TDRI ระบุว่า การกำจัดซากโซลาร์เซลล์ด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ของโครงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศเผชิญความท้าทายมากขึ้น 

 

TDRI เตือนปี 2573 “ขยะโซลาร์เซลล์” พุ่ง 7 หมื่นตัน วิกฤตใหม่พลังงานสะอาด

 

ประเทศไทยยังขาดระบบรีไซเคิลที่ครบวงจร

 

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ในระดับอุตสาหกรรมที่รองรับปริมาณขยะจำนวนมากในอนาคต

 

ขณะที่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ได้กำหนดให้แผงโซลาร์เซลล์อยู่ภายใต้ระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมีการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบของผู้ผลิตอย่างชัดเจน


ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า เทคโนโลยีรีไซเคิลสมัยใหม่สามารถนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ได้ถึง 85-95% ของน้ำหนักแผงทั้งหมด ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด 

 

กฎระเบียบไทยยังยึดแนวทางจัดการแบบเดิม

 

อีกหนึ่งประเด็นที่นักวิชาการและภาคสิ่งแวดล้อมแสดงความกังวล คือ แนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ของประเทศไทยยังล้าหลังกว่าหลายประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนไปไกลแล้ว

 

ปัจจุบันแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดซากแผงโซลาร์เซลล์ของประเทศไทยยังอ้างอิงหลักเกณฑ์เดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 โดยกำหนดวิธีจัดการหลักเพียง 3 แนวทาง ได้แก่ การฝังกลบ การเผาทำลาย และการส่งออกไปกำจัดหรือรีไซเคิลในต่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกออกแบบมาสำหรับการจัดการกากอุตสาหกรรมทั่วไปในยุคที่เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ยังไม่ได้แพร่หลายเช่นปัจจุบัน

 

นักวิชาการจาก TDRI มองว่า แนวทางดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับปริมาณขยะโซลาร์เซลล์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคของ Solar Rooftop และพลังงานหมุนเวียนในระดับครัวเรือน ซึ่งจะทำให้มีแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุจำนวนมากทยอยเข้าสู่ระบบจัดการของเสียในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

 

ความน่ากังวลอยู่ที่การฝังกลบ ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่หากแผงโซลาร์เซลล์เกิดการแตกหักหรือเสื่อมสภาพระหว่างการขนส่งและการกำจัด อาจทำให้สารปนเปื้อนและโลหะหนักภายในแผงรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะ ตะกั่ว (Lead) พลวง (Antimony) และสังกะสี (Zinc) ที่พบในส่วนประกอบของแผงบางประเภท

 

สารเหล่านี้สามารถปนเปื้อนลงสู่ดิน น้ำใต้ดิน และแหล่งน้ำธรรมชาติได้ในระยะยาว หากไม่มีระบบป้องกันและติดตามที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ภาคการเกษตร ตลอดจนสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

 

ขณะเดียวกัน การเผาทำลายก็ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและสูญเสียวัสดุที่ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เช่น กระจก อะลูมิเนียม ซิลิกอน และโลหะมีค่า ซึ่งสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ได้ผ่านระบบรีไซเคิลสมัยใหม่

 

EPR ทางออกที่หลายประเทศเลือกใช้

 

ด้วยเหตุนี้ TDRI จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงกฎหมายและแนวทางกำกับดูแล โดยเปลี่ยนจากแนวคิด "กำจัดของเสีย" ไปสู่แนวคิด "จัดการทรัพยากรหมุนเวียน" ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ การจัดทำฐานข้อมูลซากแผงทั่วประเทศ และการผลักดันหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) หรือการให้ผู้ผลิตรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต เพื่อรองรับปริมาณขยะโซลาร์เซลล์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลังปี 2573

 

แนวคิดดังกล่าวกำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าต้องรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การจำหน่าย การรับคืน ไปจนถึงการกำจัดหรือรีไซเคิลเมื่อหมดอายุการใช้งาน

 

ระบบนี้ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตออกแบบสินค้าให้รีไซเคิลง่ายขึ้น และลดภาระของภาครัฐในการจัดการขยะอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์

 

สำหรับกรณีโซลาร์เซลล์ TDRI เสนอให้มีการรวมต้นทุนการจัดการซากไว้ในราคาสินค้าตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้มีงบประมาณรองรับการกำจัดเมื่อถึงเวลา โดยไม่ผลักภาระไปยังประชาชนในอนาคต

 

TDRI เตือนปี 2573 “ขยะโซลาร์เซลล์” พุ่ง 7 หมื่นตัน วิกฤตใหม่พลังงานสะอาด

 

โอกาสใหม่ของ “เหมืองในเมือง”

 

แม้ขยะโซลาร์เซลล์จะเป็นความท้าทาย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจแนวคิด “Urban Mining” หรือการทำเหมืองในเมือง กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการสกัดวัสดุมีค่าจากผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งานกลับมาใช้ใหม่

 

แผงโซลาร์เซลล์ประกอบด้วยวัสดุที่มีมูลค่าสูง เช่น อะลูมิเนียม ซิลิกอน เงิน และทองแดง ซึ่งสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อีกครั้ง ช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของประเทศ 

 

เร่งวางแผนวันนี้ ก่อนวิกฤตจะมาถึง

 

การเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ แต่การส่งเสริมการติดตั้งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการวางแผนจัดการซากอุปกรณ์ตั้งแต่ต้นทาง

 

คำเตือนของ TDRI สะท้อนให้เห็นว่า “ขยะโซลาร์เซลล์” กำลังเป็นความท้าทายใหม่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากภาครัฐไม่เร่งสร้างฐานข้อมูลการติดตั้ง พัฒนากฎหมายเฉพาะ ส่งเสริมการลงทุนด้านรีไซเคิล และผลักดันระบบ EPR อย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับขยะโซลาร์เซลล์นับหมื่นตันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ในทางกลับกัน หากสามารถวางระบบบริหารจัดการได้อย่างครบวงจร ขยะโซลาร์เซลล์อาจไม่ใช่เพียงภาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นแหล่งทรัพยากรใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศในระยะยาวได้อย่างแท้จริง 

 

ข้อมูลล่าสุดปี 2568–2569 เกี่ยวกับขยะโซลาร์เซลล์โลก

 

1. โลกมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์เกือบ 3 เทราวัตต์แล้ว!

รายงาน Snapshot of Global PV Markets 2026 ของ IEA-PVPS ระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 โลกมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์สะสมประมาณ 2,974 กิกะวัตต์ (เกือบ 3 เทราวัตต์) และในปี 2568 เพียงปีเดียว มีการติดตั้งใหม่ถึง 698 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้หมายความว่า อีก 20-30 ปีข้างหน้า โลกจะต้องเผชิญกับปริมาณแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุจำนวนมหาศาล

 
2. IRENA ปรับประมาณการขยะโซลาร์เซลล์โลกเพิ่มขึ้นมาก

ข้อมูลล่าสุดของ IRENA ภายใต้ฉากทัศน์ Net-Zero 1.5°C ระบุว่า

ปี 2021 ขยะโซลาร์เซลล์สะสมทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 0.2 ล้านตัน

ปี 2030 จะเพิ่มเป็นประมาณ 4 ล้านตัน

ปี 2040 เพิ่มเป็นประมาณ 50 ล้านตัน

ปี 2050 เพิ่มเป็นมากกว่า 200 ล้านตัน ทั่วโลก

ตัวเลขนี้สูงกว่าประมาณการในรายงานปี 2016 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั่วโลกเติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

 

3. ขยะโซลาร์เซลล์กำลังกลายเป็นความท้าทายระดับโลก

รายงานของ IEA-PVPS ปี 2568 เรื่อง Status of PV Module Recycling in IEA PVPS Countries ระบุว่า หลายประเทศเริ่มเร่งสร้างระบบรีไซเคิลและออกกฎหมายรองรับ เพราะปริมาณแผงที่หมดอายุจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงทศวรรษ 2030 และ 2040 โดยเฉพาะในยุโรป จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่เริ่มติดตั้งโซลาร์ในวงกว้างก่อนประเทศอื่น ๆ

 

นักวิจัยยังพบว่า ภายใต้เป้าหมายลดโลกร้อนที่เข้มข้นขึ้น ปริมาณขยะโซลาร์เซลล์ทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นอีก 8-19% เมื่อเทียบกับกรณีฐาน เนื่องจากมีการติดตั้งแผงจำนวนมากขึ้นทั่วโลก

 

4. ข่าวดี! เทคโนโลยีรีไซเคิลก้าวหน้าอย่างมากในปี 2569

รายงานล่าสุดของ IEA-PVPS (เมษายน 2569) พบว่าเทคโนโลยีรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น

  • สามารถกู้คืนซิลิคอนได้สูงถึง 95-98%
  • กู้คืนทองแดงได้ 95-99%
  • กู้คืนเงินได้ประมาณ 90-92%
  • กู้คืนวัสดุกึ่งตัวนำของแผง Thin-film ได้มากกว่า 90%

 

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ขยะโซลาร์เซลล์ไม่ได้เป็นเพียงภาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็น "แหล่งวัตถุดิบทุติยภูมิ" ที่มีมูลค่าสูงในอนาคต

 

5. มูลค่าทางเศรษฐกิจของขยะโซลาร์เซลล์

IRENA ประเมินว่า หากมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ภายในปี 2050 โลกจะสามารถนำวัตถุดิบกลับคืนจากแผงโซลาร์เซลล์ได้มากกว่า 17.7 ล้านตัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท

วัสดุสำคัญที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ได้แก่

  • กระจก
  • อะลูมิเนียม
  • ซิลิคอน
  • ทองแดง
  • เงิน
  • โลหะหายากบางชนิด
 
ข้อมูลชุดนี้อ้างอิงจากแหล่งล่าสุดปี 2568–2569 ของ International Energy Agency Photovoltaic Power Systems Programme (IEA-PVPS) และ International Renewable Energy Agency (IRENA) ซึ่งเป็นองค์กรสากลที่ได้รับการยอมรับสูงด้านพลังงานหมุนเวียนและการจัดการขยะโซลาร์เซลล์ทั่วโลก

 

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ / TDRI

 

ข่าวล่าสุด

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต "ศุภชัย" รุกป่าดงพะทาย

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต "ศุภชัย" รุกป่าดงพะทาย