posttoday

มองเห็นความเป็น “มนุษย์” กับ “สิทธิลาดูแลพ่อแม่ในวาระสุดท้าย”

08 เมษายน 2569

เพราะการบอกลาคือช่วงเวลาหนึ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต .. มหิดลเปิดสิทธิลาดูแลครอบครัวระยะสุดท้าย 30 วัน สวัสดิการที่เยียวยาหัวใจคนทำงานได้คงความเป็น "มนุษย์"

ณ ขณะที่เรากำลังทำงานอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น

โดยเฉพาะกับคนในวัยเกือบ 40 .. เราจะพบว่ามีเรื่องที่เรามักเก็บเงียบไว้ในมุมหนึ่งเพียงลำพัง

 

“ความกังวลต่อคนสำคัญในครอบครัว” ไม่ว่าพ่อแม่ที่อาจจะอยู่ต่างจังหวัด หรือกำลังเจ็บป่วยออดแอด หรือมากกว่านั้นคือพ่อแม่ของใครหลายคนที่กำลังเดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ที่ไม่รู้ว่าจะจากลากันไปเมื่อไหร่

น่าเศร้าที่ “การทำงาน” ให้สิทธิกับการต้อนรับสมาชิกใหม่ อย่าง สิทธิลาคลอด แต่กลับไม่ค่อยมีพื้นที่ให้เราได้ทำหน้าที่ "บอกลา" คนที่เรารักอย่างที่ใจต้องการ

 

….

 

ประกาศล่าสุดจากมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งอนุญาตให้พนักงานลาเพื่อดูแลบุคคลในครอบครัวในระยะสุดท้ายได้ต่อเนื่อง 30 วัน โดยยังได้รับเงินเดือน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของระเบียบการลา หรือ “สิทธิแรงงาน”  แต่มันคือการ "คืนความเป็นมนุษย์" ให้กับคนทำงาน

 

เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่แค่เป็น “ลูกจ้าง” แต่เป็น “ลูก” ของใครบางคนด้วยเช่นกัน!

 

 

มองเห็นความเป็น “มนุษย์” กับ “สิทธิลาดูแลพ่อแม่ในวาระสุดท้าย”

 

นโยบายที่เกิดขึ้นนี้ มีการนิยามถึงคำว่า “ระยะสุดท้าย” โดยระบุถึง การดูแลบุพการี บุตร และคู่สมรส ที่เจ็บป่วยในระยะสุดท้ายหรืออยู่ในช่วงประคับประคอง การกำหนดนิยามเช่นนี้ช่วยให้สิทธิ "การลาเพื่อดูแล" มีความชัดเจนขึ้นในทางปฏิบัติ โดยอาศัยการยืนยันจากทีมแพทย์ประคับประคอง และต้องมีใบรับรองแพทย์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองสิทธิ

จุดเด่นของนโยบายนี้นอกจากอนุญาตให้ลาแล้ว คือ การได้รับเงินเดือนตามปกติ ซึ่งเป็นการลดความกังวลด้านค่าใช้จ่าย ที่มักเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้พนักงานสามารถทำหน้าที่ดูแลบุคคลในครอบครัวได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานะทางการเงินในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

 

 

ทำไมต้อง 30 วัน? เมื่อเวลาคุณภาพคือยาวิเศษ

 

แม้จะไม่สามารถพยากรณ์วันเสียชีวิตที่แน่นอนได้ แต่โดยทั่วไปช่วงระยะท้ายที่อาการเริ่มทรุดลงอย่างชัดเจน มักกินเวลาเป็นช่วงสัปดาห์ การที่องค์กรกำหนดสิทธิลาต่อเนื่องสูงสุด 30 วัน จึงถือเป็นช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการดูแลในช่วงสำคัญ ช่วยให้ญาติสามารถบริหารจัดการเวลาในช่วงวิกฤตได้อย่างเหมาะสม

ในทางการแพทย์ประคับประคอง (Palliative Care) ช่วงเวลาที่อาการของผู้ป่วยเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนมักจะอยู่ในหลักสัปดาห์  ตัวเลข 30 วัน จึงเป็นการออกแบบนโยบายที่เข้าใจความจริงของชีวิตมากที่สุด เพราะมันครอบคลุมช่วงเวลาวิกฤตที่ญาติควรได้อยู่เคียงข้าง ได้จับมือ และได้เอ่ยคำบอกลาที่ค้างคาใจ มันคือ "เวลาคุณภาพ" ที่หาซื้อจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

 

 

ส่องต่างประเทศ นี่คือ สิทธิขั้นพื้นฐาน

 

ในต่างประเทศ สิทธินี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความเมตตาเท่านั้น แต่เป็น "สิทธิพื้นฐาน" ที่พลเมืองควรได้รับ อาทิ

  • แคนาดา มองไกลไปกว่านั้นด้วยการให้สิทธิลานานถึง 26 สัปดาห์ โดยมีกองทุนประกันสังคมเข้ามาช่วยพยุงรายได้ เพราะเขาเชื่อว่าการดูแลคนรักในวาระท้ายเป็นภารกิจของชาติ
  • ยุโรป หลายประเทศเริ่มปรับกฎหมายให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมองว่าการสนับสนุนให้คนได้ตายดีที่บ้าน ท่ามกลางครอบครัว คือหัวใจสำคัญของสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

 

เมื่อมองกลับมาที่ไทย โมเดลของมหิดลถือว่าก้าวหน้าและเข้าใจหัวใจคนทำงานมาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชียที่สิทธินี้ยังเป็นเพียงวันลาไม่กี่วันต่อปี!

 

 

"การไม่ได้บอกลา" บาดแผลที่ไม่มีวันหาย

 

ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับการลาไปดูแล?

งานวิจัยด้านจิตวิทยาและสาธารณสุขหลายฉบับชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้อยู่เคียงข้างหรือทำหน้าที่ดูแลในวาระสุดท้าย มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับ "ภาวะโศกเศร้าเรื้อรัง"ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำหน้าที่จะกลายเป็นปมในใจที่กัดกินคุณภาพชีวิตและการทำงานในระยะยาว

ในทางกลับกัน การได้อยู่ดูแลจนวินาทีสุดท้าย คือการสร้าง "กำลังใจ" ที่ดีที่สุด ช่วยให้ผู้ที่ยังอยู่ก้าวข้ามความสูญเสียไปได้อย่างเข้มแข็งและกลับมาทำงานด้วยพลังใจที่เต็มเปี่ยม

 

นอกจากนี้ มีหลายครั้งที่ญาติไม่สามารถไปอยู่ข้างเตียงได้ในทันที จึงนำไปสู่การ “ยื้อชีวิต” ในห้อง ICU รวมไปถึงการที่ญาติรู้สึกว่ายังไม่ได้ดูแลอย่างเต็มที่ในช่วงที่ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ จึงรู้สึกผิด และพยายามที่จะ “ยื้อชีวิต” เช่นกัน

ซึ่งการยื้อชีวิตนั้นหลายครั้งต้องจบด้วยการนอนติดเตียง และอยู่ได้ด้วยเครื่องมือต่างๆ อันหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม และเศรษฐกิจของคนที่ยังอยู่ต้องค่อยๆ เลือนหายไป

 

ในทางการแพทย์ “การดูแลแบบประคับประคองระยะสุดท้าย” จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ซึ่งไม่ได้หมายถึง “การยอมแพ้ในทางรักษา” แต่คือการเปิดโอกาสให้ญาติมีเวลาดูแลที่บ้าน เคลียร์ใจ และทำช่วงเวลาสุดท้ายให้ดีที่สุด และให้ผู้ป่วยและคนที่ยังอยู่ จากลากันไปด้วยความพร้อม ความเข้าใจและไม่ติดค้าง

การส่งเสริมให้คนสามารถลาไปอยู่ข้างคนที่รักได้ 30 วันจึงไม่ได้เป็นเพียงการลดภาระทรัพยากรทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็นเท่านั้น แต่คือการส่งเสริม “การตายดี" ที่ผู้ป่วยได้จากไปท่ามกลางเสียงพูดคุยและสัมผัสจากคนที่รักที่สุด

 

 

ประกาศของมหิดลครั้งนี้ ถือเป็นปรากฎการณ์ และตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรไม่ได้เห็นผู้ที่ทำงานเป็นเพียงฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนงาน แต่เห็นว่าเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ มีพ่อแม่ที่ต้องดูแล และมีวาระที่ต้องจากลา และในวันที่ลำบากที่สุด องค์กรพร้อมจะอยู่เคียงข้าง

สิทธินี้อาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมหากใครอยากได้ประโยชน์ที่เด่นชัด 

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ นโยบายนี้เป็น "การลงทุนและรักษาความเป็นมนุษย์" ให้สามารถคงอยู่บนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความยากลำบากต่อไป.

 

ข่าวล่าสุด

NOOD’S หมี่คลุก “อาเล็ก-ธีรเดช” เปิด 6 เดือน ยอดขายพันกล่องต่อวัน