posttoday

ส่องระบบขนส่งสาธารณะเมืองไทย - คนต่างจังหวัดมีทางเลือกแค่ไหน สู้น้ำมันแพง!

03 เมษายน 2569

"น้ำมันแพงแต่ต่างจังหวัดไร้ทางเลือก! เจาะลึกขนส่งไทย 77 จว. มีระบบแค่ 15 เมือง บทเรียนโลกสู่การพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน"

ท่ามกลางเสียงบ่น ความต้องการ และบทวิเคราะห์ต่างๆ  ข่าวหนึ่งที่เกิดขึ้นและนำมาสู่คำถามสำคัญต่อมา นั่นคือ ข่าวเทศบาลนครเชียงราย ประกาศเดินรถ EV Bus (รถเมล์ไฟฟ้า) ให้บริการฟรีแก่ประชาชนในเขตเทศบาล เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน

ข่าวนี้ทำให้ โพสต์ทูเดย์ ต้องกลับไปค้นและรวบรวมข้อมูลว่า “ระบบขนส่งสาธารณะ” สำหรับ “คนต่างจังหวัด” มีมากน้อยเพียงใด และพวกเขามีทางเลือกอะไรบ้าง? ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่รัดตัวเข้ามาทุกที!

 

 

กรุงเทพฯ vs ต่างจังหวัด

 

หากลองมองภาพรวมของประเทศไทย การขึ้นราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อประชากรในประเด็น “การเดินทาง” ที่แตกต่างกัน

 

สำหรับผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  แม้ค่าครองชีพจะสูง แต่โครงสร้างพื้นฐานมอบ "ทางเลือก" ให้คนในกทม.มากกว่า เมื่อน้ำมันแตะลิตรละ 40-50 บาท คนทำงานออฟฟิศสามารถเลือกจอดรถยนต์ส่วนตัวไว้ที่บ้าน แล้วหันไปใช้รถไฟฟ้า (BTS/MRT) หรือรถเมล์ ขสมก. ได้ทันที แม้จะมีความลำบากเรื่องความหนาแน่นหรือค่าโดยสารที่ไม่ได้ถูกนัก แต่ "ความเป็นไปได้" ในการเดินทางโดยไม่ใช้น้ำมันนั้นมีอยู่จริง

 

ในทางกลับกัน เมื่อหันไปที่ “คนต่างจังหวัด” ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือจรดใต้ ความจริงที่น่าเศร้าคือประชาชน "ไม่มีทางเลือก" ต่อเรื่องระบบขนส่งสาธารณะในเมือง เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง “คนต่างจังหวัด” ไม่มีทางเลือกอื่นเลย นอกจากต้องแบกรับภาระค่าน้ำมันเพราะความจำเป็นในการใช้ชีวิต

 

จากข้อมูลที่รวบรวมมาพบว่า 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย มีแค่ไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีระบบขนส่งในเมือง ซึ่งจะนับระบบขนส่งที่มีตารางเวลา เส้นทาง และอัตราค่าบริการกำหนดชัดเจน ไม่ใช้รถดัดแปลง อยู่ที่ราว 15 เมืองเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น

 

1. เชียงใหม่ (RTC Chiang Mai Smart Bus / EV Bus)

เป็นรถบัสปรับอากาศและรถเมล์ไฟฟ้า (EV) ที่มีระบบ GPS เช็คตำแหน่งรถผ่านแอปพลิเคชันได้ (เช่น แอปฯ ViaBus)

มีเลขสายชัดเจน เชื่อมต่อจุดสำคัญอย่าง สนามบินเชียงใหม่, ย่านนิมมานฯ, และสถานีขนส่งอาเขต ถือเป็นหนึ่งในระบบที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ มากที่สุดในแง่ของเทคโนโลยี

 

Phuket Smart Bus

 

2. ภูเก็ต (Phuket Smart Bus)

รถบัสปรับอากาศที่วิ่งเลียบชายหาดและเชื่อมต่อสนามบิน  มีตารางเวลาที่ค่อนข้างแน่นอน และใช้ระบบชำระเงินผ่านบัตรเติมเงินหรือ QR Code เน่นเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวรอบเกาะ

 

3. ขอนแก่น (Khon Kaen City Bus)

รถเมล์ปรับอากาศ 24 ชั่วโมง (ในบางเส้นทาง) ที่โดดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยี มี Free Wi-Fi บนรถ และระบบเช็คตำแหน่งรถแบบ Real-time ถือเป็นต้นแบบของการจัดการขนส่งโดยภาคเอกชนและท้องถิ่นในภูมิภาค

 

ขอนแก่น ซิตี้บัส

 

4. เชียงราย (EV Bus เทศบาลนครเชียงราย)

รถเมล์ไฟฟ้าที่บริหารจัดการโดยเทศบาล เน้นวิ่งในเขตตัวเมืองเพื่อเชื่อมต่อสถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว มีตารางเวลาและจุดจอดที่แน่นอน (และมักมีนโยบายให้บริการฟรีในบางช่วงเวลาเพื่อส่งเสริมสวัสดิการ)

 

5. ชลบุรี - พัทยา (Pattaya City Bus)

 แม้พัทยาจะขึ้นชื่อเรื่องรถสองแถว (บาทบัส) แต่มีการพยายามนำรถบัสไฟฟ้าเข้ามาวิ่งในเส้นทางหลักเพื่อความเป็นระเบียบมากขึ้น

 

 

นอกจากนั้น จะเป็นระบบ “รถสองแถว” ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังหลักของการเดินทางในต่างจังหวัด อย่างไรก็ตามรถสองแถวนั้นมักจะต้อง “รอจนคนเต็ม” ถึงจะรถออก ไม่ค่อยมีตารางเวลาที่แน่นอน บางครั้งก็เจอว่าไม่มีรถเนื่องจากคนน้อย วิ่งไม่คุ้มค่าน้ำมัน

สิ่งเหล่านี้ยิ่งผลักให้ “คนต่างจังหวัด” ต้องรีบเร่งมีรถส่วนตัวเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง และเมื่อค่าน้ำมันเพิ่มมากขึ้น พวกเขาก็ต้องแบกรับอย่างไม่มีเงื่อนไข!

 

บริการรถสองแถวในต่างจังหวัดซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป

 

สาเหตุ ที่ระบบขนส่งสาธารณะกระจุกตัวเพียงไม่กี่ที่ ก็ต้องยอมรับว่า ปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างเมืองที่กระจัดกระจาย การวางเส้นทางรถขนส่งสายเดียวนั้นเป็นเรื่องที่คุ้มทุนได้ยากมาก  อย่างต่อมาคือความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดำเนินการไปก็ขาดทุน งบประมาณท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีศักยภาพทางการเงินมากพอที่จะพัฒนาระบบเหล่านี้

และที่สำคัญคือ “วัฒนธรรมการใช้รถส่วนตัว” ซึ่งฝังรากลึกมาหลายศตวรรษ 

 

 

 

ประชาชนจะหลุดพ้นอย่างไรต่อ “กับดักราคาน้ำมัน”

 

ในวงเสวนา ROUND TABLE “ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ เมื่อวานนี้ (2 เมษายน 2569) ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

มีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาต่อภาครัฐอยู่มากมาย ทั้งมองในมิติของ “ราคา” เพื่อแบ่งเบาภาระประชาชน รวมไปถึงมิติ "ความยั่งยืน" ทั้งการใช้ “พลังงานทางเลือก” อย่างเอทานอลหรือไบโอดีเซล รวมไปถึงโซลาร์เซลล์ ภายใต้ประโยคที่สำคัญว่า 

 

“ประเทศไทยไม่เคยคิดถึงความมั่นคงทางพลังงานเลยในอดีต”

 

อันที่จริงแล้ว นอกจากมิติของ “พลังงานทางเลือก” ที่ต้องเดินหน้าไป ...

สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “พฤติกรรมของประชาชน” ที่ติด “กับดักราคาน้ำมัน”

 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยเคยมีการรณรงค์ เรื่อง “นั่งรถไปทำงานคันเดียวกัน” ทางเดียวกันไปทำงานด้วยกัน เพื่อประหยัดพลังงาน หรือ การเกิดขึ้นของรถไฟฟ้าต่างๆ ในกทม. ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของผู้บริโภคจากเดิมที่เคยต้องซื้อรถ เติมน้ำมัน มาใช้รถไฟฟ้าแทน

 

 

เมื่อรวบรวมตัวอย่างกรณีสำคัญๆ ทั่วโลก จะพบเคสที่น่าสนใจในการออกแบบ ระบบขนส่งสาธารณะในชุมชนต่างๆ  อาทิเช่น  

 

ญี่ปุ่น เมื่อประสบปัญหาการขาดแคลนขนส่งสาธารณะในชนบทอย่างหนักหลังจากบริษัทรถบัสเอกชนทยอยถอนตัวออกจากเส้นทางชนบทที่ไม่ทำกำไร รัฐบาลญี่ปุ่นออก พ.ร.บ. ฟื้นฟูขนส่งสาธารณะ ปี 2007 ที่ให้อำนาจเทศบาลท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการออกแบบและจัดหาขนส่งชุมชนของตัวเอง

ผลลัพธ์คือ "คอมมูนิตี้บัส" หรือรถบัสชุมชนขนาดเล็กที่วิ่งตามตารางเวลาชัดเจน บางเส้นทางใช้คนขับอาสาสมัครจากชุมชน บางเส้นทางออกแบบร่วมกับธุรกิจท้องถิ่นที่ต้องการให้ลูกค้าเดินทางเข้าถึงได้

ปัจจุบันมีกว่า 914 เทศบาลทั่วญี่ปุ่นที่มีระบบคอมมูนิตี้บัสเป็นของตัวเอง 

 

คอมมูนิตี้บัส ในประเทศญี่ปุ่น

 

หรือ ในแถบชนบทของยุโรป โดยเฉพาะออสเตรียตะวันออก และฟินแลนด์ ชุมชนหลายแห่งแก้ปัญหาขนส่งด้วยระบบที่เรียกว่า Demand Responsive Transport หรือรถบัสที่ไม่มีตารางเวลาตายตัว แต่ผู้โดยสารโทรหรือจองผ่านแอปล่วงหน้า แล้วรถจะมารับตามจุดที่นัดไว้

บางพื้นที่ใช้รถมินิบัสที่ขับโดยอาสาสมัครจากชุมชน ค่าโดยสารต่ำมากหรือฟรีสำหรับผู้สูงอายุ ระบบเหล่านี้ไม่ได้ทำกำไร แต่ชุมชนมองว่าเป็นสาธารณูปโภคที่จำเป็นต้องแบกรับร่วมกัน เช่นเดียวกับที่ชุมชนร่วมกันดูแลถนนหรือสายน้ำ

 

ชีวาบัสของโคลอมเบีย

 

ในโคลอมเบียก็เช่นกัน ในปี 1908 วิศวกรและช่างซ่อมชาวโคลอมเบียสองคนนำโครงรถบรรทุกจากสหรัฐฯ มาดัดแปลงตัวถังด้วยไม้และโลหะ เพื่อขนส่งชาวบ้านและสินค้าระหว่างหมู่บ้านในเทือกเขาแอนดีสที่รถธรรมดาเข้าไม่ถึง นั่นคือจุดกำเนิดของ "ชีวา" รถบัสสีสดใส ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทางเขาชัน ถนนลูกรัง และสภาพภูมิประเทศที่ขรุขระ

ชีวาไม่ได้แค่ขนคน แต่ขนทุกอย่างตั้งแต่กาแฟถุงใหญ่ กล้วย หมู ไปจนถึงแก๊สหุงต้ม บนหลังคาและในช่องเก็บของ ตารางเวลาของชีวามักผูกกับจังหวะชีวิตของชุมชน เช่น ออกจากหมู่บ้านตีหกเพื่อพาแรงงานไปไร่ เที่ยงกลับมาส่ง บ่ายสี่ออกอีกรอบ และคืนวันหยุดมีเที่ยวพิเศษสำหรับคนที่ไปซื้อของในเมือง

ชีวาอยู่รอดมาได้มากกว่าร้อยปีโดยไม่ต้องพึ่งการอุดหนุนจากรัฐ เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อชีวิตจริงของชุมชนนั้นๆ อย่างแท้จริง และจนถึงทุกวันนี้ ชีวาสามารถอยู่รอดมาได้กว่า 100 ปี!

 

 

จะเห็นได้ว่าการจะเปลี่ยน "พฤติกรรมการเดินทางของผู้คน" ให้มีทางเลือกหลุดจาก “กับดักน้ำมัน” ได้นั้น “เมือง” ต้องพร้อมให้ประชาชนเปลี่ยน! ชุมชนต้องเปลี่ยนด้วย และรัฐต้องเข้ามาขยายนโยบายเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม

 

 

….

 

วิกฤตน้ำมันแพงในรอบนี้ โพสต์ทูเดย์ อยากชวนชี้ให้เห็นบทเรียนที่ลึกกว่าเรื่องราคา

ว่า ประชาชนต้องการทางเลือก และถึงเวลาแล้วที่ประเทศควรสร้างระบบที่ทำให้คนไทยทุกคนพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ว่าราคาน้ำมันโลกจะอยู่ที่เท่าไหร่ก็ตาม

เพราะ "การเดินทาง" ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คนที่มีเงินจ่ายค่าน้ำมันเท่านั้น และการเดินทางคือ "โอกาสในชีวิต" ของคนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ใน กทม. หรือต่างจังหวัดก็ตาม.

ข่าวล่าสุด

แมคโดนัลด์ดึง The Powerpuff Girls แจกกล่องสุ่มกระเป๋าใจฟู 99 บาท