posttoday

อาหารของมนุษย์หลากหลายน้อยลง เสี่ยงต่อ "การสูญพันธุ์" ของคนได้?

19 มีนาคม 2569

หาคำตอบ เมื่อความหลากหลายของอาหาร กลายเป็นประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตอย่าง "มนุษย์" ! แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป

KEY

POINTS

  • มนุษย์พึ่งพาพืชอาหารหลักเพียง 3 ชนิด (ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด) ซึ่งเป็นผลจากระบบการผลิตที่เน้นราคาถูก ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพและสายพันธุ์พืชลดลงอย่างรุนแรง
  • การขยายพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อผลิตอาหารราคาถูกเป็นสาเหตุหลักของการทำลายป่าไม้และถิ่นที่อยู่ของสัตว์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคระบาดจากสัตว์สู่คน และทำลายระบบนิเวศที่จำเป็นต่อมนุษย์
  • แม้ยังไม่ถึงขั้นสูญพันธุ์ แต่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกำลังคุกคามความสามารถในการผลิตอาหารของมนุษย์ในอนาคต ทำให้เสี่ยงต่อวิกฤตอาหารและโรคระบาดมากขึ้น

มีพืชที่มนุษย์กินได้อยู่บนโลกนี้กว่า 300,000 ชนิด แต่อาหารที่กินล้วนมาจากพืชแค่ 3 ชนิดเป็นหลัก คือ ข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของแคลอรีที่มนุษย์ทั้งโลกบริโภคในแต่ละวัน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะจากรายงานของ Chatham House (The Royal Institute of International Affairs) เป็นสถาบันวิจัยนโยบายที่ตั้งอยู่ในลอนดอน  รายงานว่า มันคือผลลัพธ์ของระบบอาหารโลกที่ถูกออกแบบมาเพื่อ ราคาถูก  และราคาถูกนั้นกำลังแลกมาด้วยสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เพราะ

 

"อัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ 10 ล้านปีที่ผ่านมานับร้อยเท่า"

 

 

 

โลกกำลังสูญเสียอะไรบ้าง จากอาหารไม่กี่ชนิด

 

ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา ประชากรของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์เลื้อยคลานทั่วโลก ลดลงไปเฉลี่ยแล้วถึง 68% ตัวเลขนี้ไม่ใช่การคาดการณ์ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าขณะนี้มีสิ่งมีชีวิตราว 1 ล้านชนิดเผชิญกับความเสี่ยงสูญพันธุ์ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ในจำนวน 28,000 ชนิดที่ IUCN หรือสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ได้จัดไว้ในรายการสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์นั้น มีถึง 24,000 ชนิด หรือกว่า 85% ระบุว่ามีภัยคุกคามโดยตรงจากเกษตรกรรม นั่นคือ อาหารในจานของมนุษย์เอง!

 

รายงานของ Chatham House อธิบายกลไกที่ทำให้ปัญหานี้ยากจะแก้ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า "กระบวนทัศน์อาหารราคาถูก" ที่อธิบายว่าเมื่อเทคโนโลยีและการแข่งขันทางการค้าทำให้มนุษย์ผลิตอาหารได้มากขึ้นในราคาที่ถูกลง ผู้บริโภคก็ซื้อมากขึ้น กินมากขึ้น และทิ้งมากขึ้น

 

ขณะเดียวกันราคาที่ถูกลงกดดันเกษตรกรให้ขยายพื้นที่และเพิ่มการใช้สารเคมี ดินเสื่อมโทรม ระบบนิเวศพัง ต้องใช้ปัจจัยการผลิตมากขึ้นอีก และวงจรก็วนซ้ำ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ได้เห็นป่าที่ถูกเผา แม่น้ำที่ถูกปนเปื้อน แมลงที่สูญหาย สิ่งมีชีวิตนับล้านที่ไม่มีที่อยู่อาศัยอีกต่อไป ที่สำคัญคือต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ถูกนับรวมในราคาอาหารที่เราจ่าย สิ่งที่รวมอยู่ในราคาเป็นแค่กำไรสู่ผู้ประกอบการ ที่เม็ดเงินเล็กน้อยมากถึงจะกลับไปดูแลโลก ส่วนใหญ่ต้นทุนแฝงที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมถูกผลักไปให้ธรรมชาติรักษาตัวเอง หรือคนรุ่นหลังแบกรับแทน

 

Chatham House รายงานตัวเลขที่น่าตกใจว่า ระหว่างปี 1980 - 2000 เพียงแค่ 20 ปี ป่าเขตร้อนในลาตินอเมริกาสูญหายไป 42 ล้านเฮกตาร์ เพื่อเปลี่ยนเป็นทุ่งเลี้ยงวัว ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูญเสียป่าไปอีก 6 ล้านเฮกตาร์เพื่อสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ถูกรุกล้ำมากขึ้นจนเกือบไม่มีที่อยู่อาศัยแล้ว

 

เมื่อธรรมชาติล้มป่วย มนุษย์ก็ไม่รอด

 

COVID-19 เป็นบทเรียนที่โหดร้ายที่สุด แต่รายงาน Chatham House บอกว่ามันไม่ใช่เหตุการณ์ที่คาดไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เตือนมาหลายทศวรรษ

โรค COVID-19 เป็น "zoonotic disease" หรือโรคที่ข้ามสายพันธุ์จากสัตว์สู่มนุษย์ เป็นผลโดยตรงของการที่มนุษย์บุกรุกเข้าไปในถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าผ่านการขยายพื้นที่เกษตรกรรม เมื่อป่าถูกทำลาย สัตว์ที่เคยอยู่ห่างกันถูกบีบให้อยู่ใกล้กันมากขึ้น ใกล้มนุษย์มากขึ้น เชื้อโรคที่เคยแยกกันอยู่ก็มีโอกาสกระโดดข้ามสายพันธุ์ และยังมีคำเตือนว่า COVID-19 ไม่ใช่ครั้งแรก และหากเราไม่เปลี่ยนวิธีผลิตอาหาร มันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

 

นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดในรายงานคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า "teleconnection" หรือผลกระทบที่เชื่อมโยงข้ามทวีป เมื่อกินน้ำมันพืชราคาถูกในยุโรป มันอาจเชื่อมโยงโดยตรงกับป่าพรุที่ถูกเผาในบอร์เนียว เมื่อประเทศหนึ่งพยายามทำเกษตรอย่างยั่งยืนมากขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผู้ซื้อก็ไหลไปหาซัพพลายเออร์ที่ถูกกว่าซึ่งมักอยู่ในประเทศที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมหย่อนกว่า

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคืองานศึกษาที่พบว่า หากสหภาพยุโรปเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็น 20% ของพื้นที่ทั้งหมด  มนุษย์จะควานหาพื้นที่นอก EU อีกกว่า 10 ล้านเฮกตาร์เพื่อชดเชย การแก้ปัญหาในที่หนึ่งจึงอาจสร้างปัญหาในอีกที่หนึ่ง หากไม่แก้ที่ต้นเหตุจริงๆ

 

 

แมลงกำลังหายไป และนั่นคือปัญหาของเราทุกคน

 

ปัจจุบันประชากรแมลงกำลังลดลงอย่างน่าตกใจทั่วโลก สาเหตุหลักเรียงตามลำดับคือ การสูญเสียถิ่นอาศัยจากการขยายพื้นที่เกษตร มลพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี การรุกรานของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าแมลงถึง 40% จะสูญพันธุ์ภายในไม่กี่ทศวรรษ

มูลค่าของการผสมเกสรโดยแมลงต่อการผลิตอาหารโลกอยู่ที่ประมาณ 577,000 ล้านยูโรต่อปี ตัวเลขนี้ไม่รวมบริการทางระบบนิเวศอื่นๆ เช่น การย่อยสลายของเสีย การรักษาคุณภาพดิน และการกรองน้ำ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ธรรมชาติทำให้เราฟรีๆ และกำลังจะหยุดทำ

 

นอกจากการสูญเสียสิ่งมีชีวิตในป่า ความหลากหลายกำลังหายไปจากในแปลงเกษตรเองด้วย สายพันธุ์พืชและสัตว์ที่มนุษย์เคยใช้เป็นอาหารมาหลายพันปีกำลังลดน้อยลงหรือสูญหายไป

 

การสูญเสียนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความหลากหลาย แต่คือการสูญเสีย "ทางเลือก" ที่มนุษย์จะต้องการในอนาคต ลองคิดว่าถ้าโรคระบาดใหม่โจมตีพืชผล สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อมนุษย์ต้องการสายพันธุ์ที่ทนร้อนหรือทนแล้งได้ดีกว่า ความหลากหลายทางพันธุกรรมคือ "หลักประกัน" และ "ตัวช่วย" สำคัญของระบบอาหารโลก แต่มนุษย์กำลังจะไม่มีสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป! 

 

 

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง

 

รายงาน Chatham House ระบุทางออกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องรอเทคโนโลยีใหม่ ไม่ต้องรอนวัตกรรมที่ยังไม่มีอยู่

  • ข้อแรกและสำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะการลดการกินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ตัวเลขนั้นชัดเจนว่าพื้นที่ 78% ของที่ดินเกษตรโลกให้แคลอรีแก่มนุษย์เพียง 18% ถ้าเราเปลี่ยนสัดส่วนการบริโภคสักเพียงเล็กน้อย พื้นที่มหาศาลก็จะสามารถคืนสู่ธรรมชาติได้

งานวิจัยหนึ่งพบว่า หากชาวอเมริกันเปลี่ยนจากเนื้อวัวมาเป็นถั่วเพียงอย่างเดียว จะปลดปล่อยพื้นที่เกษตร 42% ของสหรัฐฯ คืนสู่ธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 42-74% ของเป้าหมายที่สหรัฐฯ ตั้งไว้สำหรับปี 2020

 

  • ข้อที่สองคือ การสงวนและฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ ธรรมชาติที่ไม่ถูกรบกวนคือสิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ต้องอาศัยการลดความต้องการอาหารก่อน มิเช่นนั้นแรงกดดันทางเศรษฐกิจจะทำให้ทุกพื้นที่ที่สงวนไว้ถูกบุกรุกในที่สุด

 

  • ข้อที่สามคือ การปฏิรูปวิธีทำเกษตรกรรม จากเกษตรเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาสารเคมีสู่เกษตรนิเวศ วนเกษตร และระบบที่ส่งเสริมความหลากหลายในแปลงปลูก เกษตรกรรมในรูปแบบใหม่เหล่านี้ให้ผลผลิตน้อยกว่าในระยะสั้น แต่สร้างความยั่งยืนในระยะยาว

 

 

แล้วมนุษย์จะสูญพันธุ์ไหม

 

คำถามนี้อาจฟังดูเกินจริง แต่รายงาน Chatham House ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่หนทางที่นำไปสู่วิกฤตนั้นมีอยู่จริง และมนุษย์กำลังอยู่บนหนทางนั้นอยู่

รายงานใช้คำที่หนักแน่นว่า การทำลายระบบนิเวศและถิ่นอาศัยต่อไปจะ "คุกคามความสามารถในการดำรงอยู่ของประชากรมนุษย์" นั่นหมายความว่าไม่ใช่การสูญพันธุ์ทันที แต่เป็นโลกที่ผลิตอาหารได้น้อยลง โรคระบาดเกิดบ่อยขึ้น ระบบนิเวศที่เคยปกป้องเราพังทลาย และความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรทวีขึ้น

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ความเสียหายบางอย่างย้อนกลับไม่ได้ เมื่อสายพันธุ์สูญพันธุ์ไปแล้วมันไม่กลับมา เมื่อระบบนิเวศพังถึงจุดวิกฤต มันอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้เองอีกต่อไป!

 

อ้างอิง 

www.chathamhouse.org

ข่าวล่าสุด

OpenAI เปิดตัว GPT-5.4 mini และ nano โมเดลรุ่นจิ๋วแต่แจ๋ว