ความจริงที่คนไทยยังไม่รู้เกี่ยวกับ "ความดัน" และ “ไตเรื้อรัง” ภัยเงียบที่กว่าจะรู้ก็อาจสาย!
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากไตวาย แต่เป็น “โรคหัวใจและหลอดเลือด" ขณะที่ 45% ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว แม้เทคโนโลยีการแพทย์ในวันนี้จะสามารถช่วยให้ประชาชนตรวจรู้เร็ว ป้องกันได้ก่อนสายเกินไปแล้ว
KEY
POINTS
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากภาวะไตวาย แต่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนที่ไตจะวาย
- ผลสำรวจผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในไทยพบว่า 45% มีภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคไตในระยะเริ่มต้น โดยที่หลายรายยังไม่แสดงอาการ แม้ว่าปัจจุบันจะสามารถตรวจคัดกรองได้ แต่คนไทยยังรู้เรื่องนี้น้อยมาก
- ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำลายไต และเมื่อไตเสื่อมก็จะยิ่งทำให้ความดันสูงขึ้น กลายเป็นวงจรที่เร่งให้ทั้งสองโรครุนแรงขึ้น
หากถามคนทั่วไปว่า "โรคไตเรื้อรังน่ากลัวตรงไหน?" คำตอบที่ได้มักจะเป็น "กลัวฟอกไต" แต่ความจริงที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพยายามสื่อสารมาหลายปีกลับตรงข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากไตวาย แต่พวกเขาเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนที่ไตจะวายด้วยซ้ำ!
เนื่องในวันไตโลก (World Kidney Day) วันที่ 12 มีนาคม 2569 สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) เปิดเผยข้อมูลจากโครงการ CheCKD Now ซึ่งเป็นการสำรวจผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในโรงพยาบาลรัฐ 9 แห่งทั่วประเทศไทย รวม 2,500 ราย และพบข้อมูลใหม่ที่น่าตกใจ เพราะกว่า 45% ของกลุ่มตัวอย่างมีภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของการทำลายไต ทั้งที่หลายรายควบคุมความดันโลหิตได้ดีและยังไม่มีอาการใดๆ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? และ “โรคไต” ใกล้ตัวกว่าที่เราคิดอย่างไร
“โรคไตเรื้อรัง” ภัยเงียบที่กว่าจะรู้โรคก็รุนแรงเสียแล้ว
"คนไข้ส่วนใหญ่เวลามาสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคไต เขาจะมาด้วยอาการปวดบั้นเอว ปัสสาวะขุ่น หรือปัสสาวะแดง"
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย อธิบาย
"แต่นั่นคือระยะที่โรคไปไกลแล้ว ในความเป็นจริง โรคไตเรื้อรังในระยะต้นๆ นั้นเงียบมาก ไม่มีอาการเลย"
ข้อมูลจากการสำรวจประชากรล่าสุดระบุว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณ 3.9% มีภาวะโรคไตเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ 3 ขึ้นไป หรือคิดเป็นหลายล้านคนทั่วประเทศ และในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 80 ปี ตัวเลขนี้กระโดดไปถึงเกือบ 37-38% นั่นแปลว่าผู้สูงอายุเกือบ 4 ใน 10 คนมีไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว
นายแพทย์อภิชาต อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคไตเรื้อรัง แบ่งออกเป็น 5 ระยะตามระดับการทำงานของไต วัดจากค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) ระยะที่ 1-2 มักไม่มีอาการใดๆ ระยะที่ 3-4 การทำงานของไตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และระยะที่ 5 คือระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เครื่องฟอกไต ล้างไตทางหน้าท้อง หรือปลูกถ่ายไต
ปัญหาคือ กว่าจะเริ่มมีอาการชัดเจน เช่น บวม เหนื่อย คลื่นไส้ หรือปัสสาวะเป็นฟองผิดปกติ มักหมายความว่าเข้าสู่ระยะท้ายแล้ว
ความจริงที่น่าตกใจ “ไตวาย” แต่ตายด้วยโรคหลอดเลือดและหัวใจ
หนึ่งในข้อมูลที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำมากที่สุดในวันแถลงข่าวครั้งนี้ คือความเข้าใจผิดพื้นฐานที่ผู้ป่วยโรคไตมักมี นั่นคือคิดว่าอันตรายสูงสุดของโรคไตเรื้อรังคือ “การฟอกไต” ซึ่งปัจจุบันแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขไทยรองรับค่าใช้จ่ายด้านนี้ ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ระบบฟอกไตฟรีผ่านสิทธิบัตรทองและประกันสังคมหรือเบิกตรง โดยพบว่ามีเพียง 20% เท่านั้นที่จ่ายเอง
แต่กลับหลงลืมว่านอกจาก “ค่าใช้จ่ายทางการรักษา” ที่ไม่เป็นภาระ ปัญหาด้านคุณภาพชีวิตจากการฟอกไตเป็นภาระอย่างมาก รวมไปถึง “ความจริง” ที่ว่า “ไตวาย ตายเร็ว”
"ข้อมูลทุกประเทศยืนยันว่าคนไข้โรคไตส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตเพราะโรคไต แต่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อน ดังนั้น ถ้าเราจะรักษาโรคไต เราไม่ได้หวังเพียงป้องกันการฟอกเลือด แต่เราหวังลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหลัก” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อภิชาต กล่าว
โรคไตเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในหลายด้านพร้อมกัน ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต), เส้นเลือดหัวใจอุดตัน, ภาวะหัวใจล้มเหลว, ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และโรคหลอดเลือดส่วนปลายที่อาจนำไปสู่การตัดอวัยวะ
ข้อมูลที่น่าตระหนักยิ่งกว่าคือ ตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังที่ล่าช้าออกไปเพียง 1 ปี สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวายได้สูงถึง 63% และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดขั้นร้ายแรงอีก 8% นี่คือเหตุผลที่หลายฝ่ายย้ำว่า "ทุกวันที่ล่าช้าในการตรวจพบ มีราคาที่ต้องจ่าย"
"คนเป็นโรคไตเรื้อรัง มักไม่ได้ตายเพราะไตวาย แต่ตายเพราะหัวใจและหลอดเลือดก่อน บางครั้งยังไม่ทันถึงระยะฟอกไตเลยด้วยซ้ำ” นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยเตือน
“ความดันโลหิตสูง" อีกหนึ่งต้นตอนอกจาก “เบาหวาน” ที่มองข้ามไม่ได้
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างโรคความดันโลหิตสูงกับโรคไต ซึ่งเชื่อมโยงกันเพราะ ความดันโลหิตสูงทำให้ไตเสื่อม และเมื่อไตเสื่อม ความดันโลหิตก็จะยิ่งสูงขึ้นอีก กลายเป็นวัฏจักรอันตรายที่เร่งให้ทั้งสองโรคทวีความรุนแรงพร้อมกัน
พ.อ.ศ.นพ.บัญชา สถิระพจน์ หัวหน้าแผนกโรคไต กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อธิบายกลไกทางการแพทย์ว่า เมื่อความดันโลหิตสูง แรงกระแทกที่เพิ่มขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้หลอดเลือดขนาดใหญ่ กลาง และเล็กทุกขนาดเสื่อมสภาพลงพร้อมกัน
นอกจากหลอดเลือดแล้ว หน่วยกรองขนาดเล็กในไตที่เรียกว่า "โกลเมอรูลัส" ซึ่งมีอยู่หลายหมื่นถึงหลายแสนหน่วยในไตทั้งสองข้าง ก็เสื่อมสภาพตาม เพราะแรงดันที่สูงเกินไปทำให้หน่วยกรองเหล่านี้กรองโมเลกุลขนาดใหญ่ที่ควรอยู่ในเลือดออกมาด้วย ได้แก่ โปรตีนอัลบูมิน ที่ปกติไม่ควรออกมาในปัสสาวะ
"เมื่อไข่ขาว (อัลบูมิน) รั่วออกมาในปัสสาวะ มันไม่ใช่แค่สัญญาณของไตบาดเจ็บ แต่บอกว่าหลอดเลือดทั้งร่างกายกำลังบาดเจ็บ" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอธิบาย
"นั่นหมายความว่า คนที่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะจะมีโอกาสเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดสมองแตก และโรคหัวใจอื่นๆ มากขึ้นด้วย"
ทั้งนี้ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าสถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงในไทยน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ข้อมูลล่าสุดพบว่าประชากรผู้ใหญ่ไทยประมาณ 30% หรือราว 16 ล้านคน เป็นโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นจาก 25% เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ที่น่าวิตกกว่าคือ ประมาณครึ่งหนึ่งยังไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็น และในจำนวนที่รู้ตัวแล้ว มีเพียง 25% เท่านั้นที่ควบคุมความดันได้ในระดับที่ดี เทียบกับประเทศแคนาดาที่ทำได้ถึงเกือบ 70%
"ประชากรผู้ใหญ่ 4 คนมีความดันสูง 1 คน ฉะนั้น ความดันโลหิตสูงคือ Silent Killer หรือ ฆาตกรเงียบ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีอาการเลย บางคนความดัน 200 ยังรู้สึกสบายดี พร้อมออกไปวิ่งก็มี”
ผลสำรวจ CheCKD Now 45% มีภัยซ่อนอยู่โดยไม่รู้
โครงการ CheCKD Now คือการศึกษาภาคสนามที่ทำให้ตัวเลขน่าตกใจเหล่านี้กลายเป็นความเป็นจริงที่จับต้องได้ โดยสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยร่วมกับเบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในโรงพยาบาลรัฐ 9 แห่งทั่วประเทศ รวม 2,500 ราย
รศ.พญ.วีรนุช รอบสันติสุข กรรมการบริหารสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ทำวิจัย เปิดเผยว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุเกิน 60 ปี มีประวัติโรคความดันโลหิตสูงมาแล้วเฉลี่ยประมาณ 7 ปี และวันที่เก็บข้อมูล ความดันโลหิตส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี แต่ผลการตรวจปัสสาวะกลับพบว่า 45% มีภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Microalbuminuria) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของการทำลายไต
ในกลุ่มที่มีทั้งความดันโลหิตสูงและเบาหวานร่วมกัน ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 60% และที่น่าสังเกตมากคือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังสุขภาพดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด ไม่ได้เป็นอัมพาต ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ แต่กลับพบความเสี่ยงของไตซ่อนอยู่!
"คนที่กินยาอยู่ เดินไปเดินมาบนโลกนี้ ความดันดีเฉยๆ ยังมีภาวะไตเสื่อมซ่อนอยู่ถึง 45%" แพทย์หญิงวีรนุชสรุปผลการศึกษา
"นี่คือเหตุผลว่าทำไมการตรวจปัสสาวะเพื่อคัดกรองภาวะไตเสื่อมตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก"
ข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างยังสะท้อนปัญหาเชิงระบบที่น่าเป็นห่วง แม้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์น้อย แต่เกินครึ่งยังกินเค็ม ทานผักผลไม้น้อย และไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นตัวเร่งทำลายไตและหัวใจพร้อมกัน
ตรวจรู้เร็ว ป้องกันได้จริง ไมโครอัลบูมินคืออะไร
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้องการให้ประชาชนเข้าใจคือ "ไมโครอัลบูมิน" (Microalbumin) คืออะไร และทำไมการตรวจหาสารนี้ในปัสสาวะจึงสำคัญมาก?
เมื่อไตเริ่มเสื่อมจากความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน สิ่งแรกที่จะเริ่มรั่วออกมาในปัสสาวะคือโปรตีนโมเลกุลเล็กๆ ที่เรียกว่า "ไมโครอัลบูมิน" ซึ่งการตรวจปัสสาวะทั่วไปในการตรวจสุขภาพประจำปีมักตรวจไม่พบ เพราะตรวจได้เฉพาะโปรตีนโมเลกุลใหญ่ที่รั่วออกมาในปริมาณมากแล้ว กว่าจะตรวจพบได้ด้วยวิธีทั่วไป ความเสียหายของไตดำเนินไปมากแล้ว
"ถ้าเจอในระยะไมโครอัลบูมิน เรายังมีความมั่นใจว่าสามารถชะลอไม่ให้ไตเสื่อมได้”
"แต่ถ้ารอจนกระทั่งตรวจเจอโปรตีนในปัสสาวะด้วยวิธีทั่วไป นั่นหมายความว่าไปไกลแล้ว”
ในการตรวจหาโรคไตเรื้อรังนั้น แพทย์จะใช้สองวิธีหลักควบคู่กัน วิธีแรกคือการตรวจเลือดเพื่อวัดค่า eGFR (อัตราการกรองของไต) ซึ่งจะบ่งชี้ว่าไตอยู่ในระยะใดใน 5 ระยะ หากค่า eGFR ต่ำกว่า 15 ซีซีต่อนาที แสดงว่าเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว วิธีที่สองคือการตรวจปัสสาวะหาไมโครอัลบูมิน ซึ่งจะตรวจพบความผิดปกติได้เร็วกว่า โดยอาจตรวจพบได้แม้ค่า eGFR ยังปกติ
ปัจจุบันมีแถบตรวจปัสสาวะสำหรับไมโครอัลบูมินที่ใช้งานง่ายคล้ายชุดตรวจโควิด-19 ที่ผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และพบว่ามีความแม่นยำใกล้เคียงกับการตรวจในห้องปฏิบัติการ ข่าวดีคือในอนาคตอันใกล้ ชุดตรวจนี้อาจหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการ “คัดกรอง” นี้ได้ด้วยตัวเองเบื้องต้น
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะในระยะเริ่มต้น ปัจจุบันมียาบางชนิดที่ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้โดยเฉพาะ ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะยาในกลุ่มที่มีผลป้องกันไตและหัวใจไปพร้อมกัน
หากรู้เร็วและดูแลอย่างเหมาะสม การศึกษาทางคลินิกพบว่า ในผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตและน้ำตาลได้ดี อัตราการเสื่อมของไตต่อปีสามารถลดลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง เช่น จากที่ไตเคยเสื่อมปีละ 3 หน่วย เหลือเพียง 1.5 หน่วยต่อปี ซึ่งยืดระยะเวลาก่อนถึงระยะฟอกไตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ต้องประกอบกับการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท (สำหรับผู้ป่วยทั่วไป), การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงปกติที่สุดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน, การควบคุมน้ำหนักตัว, การลดเกลือ/โซเดียม, การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, การทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น และการหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดที่เป็นพิษต่อไต หรือ NSAIDs
ใครควรตรวจ และตรวจเมื่อไหร่
กลุ่มที่ควรรีบตรวจคัดกรองโรคไตโดยเร็ว ประกอบด้วย ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต, ผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี, ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน, ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ และผู้ที่เป็นโรคภูมิต้านทานตัวเอง เช่น โรคพุ่มพวง (SLE)
สำหรับผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดเลย แพทย์แนะนำให้เริ่มตรวจสุขภาพไตเป็นประจำตั้งแต่อายุ 60 ปี เทียบเคียงกับการตรวจวัดไขมันและความดันโลหิต อย่างน้อยปีละครั้ง แต่หากมีปัจจัยเสี่ยง ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุน้อยกว่านี้ หรือทันทีที่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง
"ตอนนี้ความดันสูงในคนอายุน้อยเพิ่มมากขึ้น ถึงขนาดมีงานวิจัยพบในเด็กมัธยม-ประถมที่น้ำหนักเกินแล้วด้วย" นายแพทย์อภิชาตระบุ
"ถ้าเราไม่ดูแลกันตั้งแต่เด็ก อีกหน่อยจะป่วยด้วยโรคเหล่านี้มากขึ้น"
มีการเปิดเผยว่าปัจจัยเสี่ยงที่มักถูกมองข้ามอย่างหนึ่งคือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือไดโคลฟีแนค ซึ่งนิยมซื้อกินเองเวลาปวดเมื่อยตามตัว ออฟฟิซซินโดรม หรือปวดหลังจากการออกกำลังกาย การกินยาเหล่านี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะค่อยๆ ทำลายไตอย่างเงียบๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ แพทย์ยังเตือนเรื่องการใช้ยาสมุนไพรที่อ้างสรรพคุณป้องกันหรือรักษาโรคไต เนื่องจากสมุนไพรหนึ่งชนิดประกอบด้วยสารเคมีหลายร้อยชนิด ซึ่งส่วนที่เป็นโทษต่อไตอาจมีอยู่โดยไม่รู้
ภาระทางเศรษฐกิจที่หนักกว่าที่คิด
นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพ โรคไตเรื้อรังยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจมหาศาลต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุขของประเทศ ข้อมูลระบุว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคไตเรื้อรังในประเทศไทยสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
พ.อ. ศ. นพ.บัญชา สถิระพจน์ อธิบายว่า สำหรับผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะฟอกไต ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเฉพาะค่าฟอกเลือด (ไม่รวมค่ายา) อยู่ที่ประมาณ 18,000-24,000 บาท เพราะต้องฟอกสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือประมาณ 12 ครั้งต่อเดือน ครั้งละ 1,500-2,000 บาท และยังมีค่าเดินทาง ค่ายา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจำนวนมาก
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับการฟอกไตหรือล้างไตทางหน้าท้องเกือบ 200,000 คน และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยประมาณ 40% ใช้สิทธิ์บัตรทอง (30 บาทรักษาทุกโรค) ซึ่งหมายความว่าภาครัฐแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นี้
"ค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์เพิ่มขึ้นปีละ 10% แต่เศรษฐกิจของเราโตแค่ 1-2%”
"ถ้าเราป้องกันไม่ได้ ระบบสาธารณสุขของเราจะรับภาระนี้ไม่ไหว"
ที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเงินคือผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยที่ฟอกไตไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างอิสระ ต้องวนเวียนกับโรงพยาบาลสัปดาห์ละหลายครั้ง และโอกาสการปลูกถ่ายไตก็น้อยมาก เพราะผู้บริจาคไตมีน้อยกว่าผู้ต้องการมาก ปัจจุบันมีผู้ได้รับการปลูกถ่ายไตเพียงประมาณ 1,000 รายเท่านั้น!
ความท้าทายเชิงระบบ ปัญหาที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องตรวจ
แม้แนวทางการป้องกันจะชัดเจน แต่ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่การนำไปปฏิบัติในระดับระบบ การแถลงข่าวครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังรอการแก้ไข
ประการแรก คือ ปัญหา "ไม่อยากเชื่อ" ที่พบบ่อยในผู้ป่วย แม้จะตรวจพบว่าความดันโลหิตสูง แต่หลายคนปฏิเสธและไม่ยอมรับการรักษา เพราะไม่มีอาการใดๆ จึงคิดว่าไม่ได้เป็น
ประการที่สอง คือ การเข้าถึงการตรวจไมโครอัลบูมินที่ยังไม่ทั่วถึง โรงพยาบาลในต่างจังหวัดและโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งยังไม่มีห้องแล็บสำหรับตรวจ
ประการที่สาม คือ ปัญหาเชิงนโยบาย เช่น ประเทศไทยมีการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประมาณ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ (2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) ถึงสองเท่า ขณะที่หลายประเทศได้นำระบบติดฉลากอาหารด้วยสีเขียว-เหลือง-แดงมาแจ้งระดับเกลือให้ผู้บริโภค ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการนี้อย่างเป็นรูปธรรม
"สำหรับการเก็บภาษีโซเดียม มองว่าอาจไม่ได้ผล เพราะปริมาณโซเดียมยังเท่าเดิม แต่ราคาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการผลักภาระไปสู่ผู้บริโภค"
นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงความท้าทายเชิงระบบอื่นๆ เช่น การออกแบบเมืองที่คนสามารถหาซื้อผักและผลไม้กินได้ง่าย หรือ เมืองที่คนสามารถออกกำลังกายได้บ่อย โดยที่ไม่ต้องเจอกับฝุ่น PM2.5 ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นโรคไตตามมา
….
ท้ายสุดนี้ ท่ามกลางความท้าทายเชิงระบบ สิ่งที่ประชาชนทำได้ด้วยตัวเองในทันที คือ
รณรงค์ให้ทุกคน "รู้ค่าความดันของตัวเอง" วัดความดันโลหิตทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล หรือซื้อเครื่องวัดความดันไว้ที่บ้าน โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรวัดอย่างน้อยปีละครั้ง ค่าที่ควรจำคือ ถ้าความดันตัวบนเกิน 130 มิลลิเมตรปรอทสม่ำเสมอ ควรปรึกษาแพทย์
ตรวจสุขภาพประจำปีแบบครบถ้วน ขอตรวจไตด้วยทุกครั้ง ทั้งการตรวจเลือดเพื่อดูค่า eGFR และการตรวจปัสสาวะหาโปรตีน หากมีปัจจัยเสี่ยง ขอให้แพทย์ตรวจไมโครอัลบูมินโดยเฉพาะ
ลดเค็ม เพิ่มผัก ออกกำลังกาย สามเรื่องนี้เชื่อมโยงกันทั้งการป้องกันความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไต การลดเค็มลงครึ่งหนึ่งจากปัจจุบันจะช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ระวังยาแก้ปวด หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค) เป็นประจำ หากจำเป็นต้องใช้เป็นระยะยาว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามการทำงานของไต
ถ้าตรวจเองพบสัญญาณ รีบพบแพทย์ ถ้าตรวจด้วยชุดตรวจที่บ้านแล้วพบผลผิดปกติ อย่าเพิกเฉย ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันและวางแผนการดูแลรักษาต่อไป.


