สหรัฐฯ จับตา 'สารสกัดเห็ดเมา' ช่วยสิงห์อมควันเลิกบุหรี่ใน 6 เดือน
ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า "ไซโลไซบิน" หรือสารออกฤทธิ์ในเห็ดเมา ช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกขาดได้ดีกว่าแผ่นแปะนิโคติน 40% ของผู้เข้าร่วมทดลอง เลิกบุหรี่ได้สำเร็จใน 6 เดือน
KEY
POINTS
- ผู้ที่ได้รับสารไซโลไซบินหรือสารสกัดเห็ดเมา 1 โดสร่วมกับการทำจิตบำบัด สามารถเลิกบุหรี่ได้ถึงร้อยละ 40 ในระยะ 6 เดือน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มที่ใช้แผ่นแปะนิโคตินที่มีอัตราความสำเร็จเพียงร้อยละ 10
- สารสกัดเห็ดเมาไม่ได้มุ่งเป้าลดอาการขาดยา แต่เข้าไปปรับรูปแบบการสื่อสารของระบบประสาทชั่วคราว ช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนมุมมองต่อตนเองและปรับพฤติกรรมได้
- แม้ยังต้องควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย แต่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ และบริษัทยาเริ่มให้ความสนใจผลักดันการใช้สารสกัดเห็ดเมาเข้าสู่กระบวนการรับรองของ FDA เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Network Open เมื่อวันอังคาร เผยให้เห็นศักยภาพของไซโลไซบิน (Psilocybin) หรือ สารสกัดเห็ดเมา มีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกขาดได้ดีกว่าแผ่นแปะนิโคติน ช่วยให้ผู้เข้าร่วมทดลองร้อยละ 40 เลิกบุหรี่ได้สำเร็จในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการรักษาแบบดั้งเดิมถึง 4 เท่า
ทีมนักวิจัยได้ทำการทดลองแบบสุ่ม (Randomized trial) ในกลุ่มตัวอย่างผู้สูบบุหรี่ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และมีสุขภาพจิตปกติ จำนวน 82 คน เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างการใช้แผ่นแปะนิโคตินต่อเนื่อง 8-10 สัปดาห์ กับการให้สารสกัดเห็ดเมาในปริมาณโดสที่สูงเพียง 1 ครั้ง โดยทั้งสองกลุ่มจะได้รับการบำบัดด้วยการพูดคุย (Talk therapy) ควบคู่ไปด้วยเป็นระยะเวลา 13 สัปดาห์
ผลการติดตามในเดือนที่ 6 พบว่า ผู้เข้าร่วมทดลองกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเห็ดเมากว่าร้อยละ 40 สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ เทียบกับกลุ่มที่ใช้แผ่นแปะนิโคตินซึ่งมีผู้ทำสำเร็จเพียงร้อยละ 10
นอกจากนี้ กลุ่มที่ได้รับสารสกัดเห็ดเมายังมีแนวโน้มงดสูบบุหรี่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มากกว่ากลุ่มแผ่นแปะถึง 3 เท่า และมีโอกาสเลิกนิโคตินระยะยาวได้มากกว่าถึง 6 เท่า
ทำไมเลิกบุหรี่ยาก วิธีการรักษาแบบเดิมไม่ได้ผล?
ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ในปี 2022 มีผู้สูบบุหรี่ชาวอเมริกันกว่าครึ่งพยายามเลิกบุหรี่ แต่อัตราความสำเร็จมีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น
การรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น การใช้ยา การบำบัดทดแทนนิโคติน หรือการให้คำปรึกษา มักไม่ได้ผลในระยะยาวหลังผ่านพ้น 6 เดือนแรก เนื่องจากนิโคตินเป็นสารกระตุ้นที่เข้าไปสั่งการสารเคมีในสมองให้ผู้สูบรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้การหักดิบเป็นเรื่องยาก
อย่างไรก็ตาม แมทธิว จอห์นสัน (Matthew Johnson) หัวหน้านักวิจัยและศาสตราจารย์ด้านเภสัชวิทยาเชิงพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ อธิบายว่า สารสกัดเห็ดเมามีกลไกการทำงานที่ต่างออกไป สารตัวนี้ไม่ได้เข้าไปจัดการกับอาการขาดยาหรือเปลี่ยนแปลงการทำงานของนิโคตินในร่างกายโดยตรง แต่เข้าไปส่งผลต่อระบบจิตวิทยา เปลี่ยนแปลงการรับรู้ที่มีต่อตนเอง และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
"ในทางชีววิทยา สารกลุ่มไซคีเดลิก (Psychedelics) จะเข้าไปปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารในสมองชั่วคราว และอาจช่วยกระตุ้นความยืดหยุ่นของระบบประสาท (Neuroplasticity) ซึ่งเป็นความสามารถของสมองในการสร้างจุดเชื่อมต่อใหม่ๆ" ศาสตราจารย์จอห์นสันกล่าวเสริม
"ในช่วงที่สารออกฤทธิ์ สมองจะสื่อสารกับตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง"
เลิกบุหรี่จากสารสกัดเห็ดเมาปลอดภัยแค่ไหน
ศ.ดร.จอห์นสัน ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้เข้าร่วมทดลองส่วนใหญ่อยู่ในภาวะสิ้นหวังและพยายามมาแล้วทุกวิถีทางเพื่อเลิกบุหรี่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองนี้ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม แม้สารสกัดจากเห็ดเมาจะไม่ทำให้เกิดการเสพติดทางร่างกาย แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการนำไปใช้ในทางที่ผิดและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ในการทดลองนี้ ผู้เข้าร่วมต้องอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ตลอด 5-6 ชั่วโมงที่สารออกฤทธิ์ แม้จะไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง แต่ผู้เข้าร่วมบางรายมีภาวะความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราว หรือมีอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรง
แม้การศึกษานี้จะเป็นเพียงงานวิจัยขนาดเล็กที่ต่อยอดมาจากโครงการนำร่องก่อนหน้านี้ของจอห์นสัน แต่ ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่าการบำบัดด้วยสารสกัดจากเห็ดเมาสมควรได้รับการทดลองทางคลินิกในระดับที่ใหญ่และหลากหลายมากขึ้น
ที่ผ่านมาการสนับสนุนทุนวิจัยในด้านนี้ของสหรัฐฯ ยังค่อนข้างจำกัด แต่ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่พยายามลบภาพจำเชิงลบของสารกลุ่มนี้และเดินหน้าขอการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เพื่อนำมาใช้ทางการแพทย์
ภาคการเมืองเองก็เริ่มให้ความสนใจเช่นกัน โดยนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (Robert F. Kennedy Jr.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาด้วยกลุ่มยาไซคีเดลิกสำหรับทหารผ่านศึกที่มีภาวะ PTSD และระบุว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการผลักดันให้การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถใช้ได้จริงในคลินิกภายในปีนี้
ศ.ดร.จอห์นสัน ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างมีความรับผิดชอบเป็นสิ่งจำเป็นในการระดมทุนเพื่อการทดลองขนาดใหญ่สำหรับขออนุมัติจาก FDA แม้นักวิชาการบางส่วนจะกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ แต่เขามองว่าการเข้ามาของภาคอุตสาหกรรมจะช่วยเร่งให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด
"วิธีนี้มีศักยภาพที่จะช่วยเหลือผู้คนได้นับล้าน แต่เราต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและปฏิบัติตามขั้นตอนของ FDA อย่างเคร่งครัด"


