posttoday

สภาผู้บริโภค ชี้ปัญหาคลินิกเสริมความงามเป็น “วิกฤตเชิงระบบ” จี้รัฐอุดช่องโหว่มาตรฐานกำกับดูแล

09 มีนาคม 2569

รองเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค แนะประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนเข้ารับบริการคลินิกเสริมความงาม พร้อมเรียกร้องหน่วยงานรัฐ ออกมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน

รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวถึงภาพรวมของปัญหา "คลินิกเสริมความงาม" ว่า ปัจจุบันมีผู้บริโภคร้องเรียนเกี่ยวกับคลินิกเสริมความงามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการชักชวนทดลองบริการฟรีก่อนนำไปสู่การขายคอร์สราคาแพง รวมถึงปัญหาการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และการให้บริการโดยผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

 

ทั้งนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภค แนะผู้บริโภคสามารถปกป้องตัวเองได้ หากรู้จักตั้งคำถามและตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ  โดยสิ่งที่ควรทำ ได้แก่

 

1. ระวังกลยุทธ์ "ทดลองฟรี" ในห้างสรรพสินค้า

รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือพนักงานดักชวนในห้างสรรพสินค้า เสนอให้ทดลองบริการฟรี แต่เมื่อเข้าไปในคลินิกแล้ว จะถูกชักชวนให้ซื้อคอร์สราคาแพง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากไม่ได้มีปัญหาจริงๆ ควรหลีกเลี่ยงการเดินเข้าคลินิกด้วยวิธีดังกล่าว

 

2. ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ว่าผ่าน อย. หรือไม่

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในคลินิกเสริมความงาม ไม่ว่าจะเป็นโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือไหมทุกประเภท ถือเป็นวัสดุการแพทย์ที่ต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. ผู้บริโภคมีสิทธิ์ขอดูทะเบียน อย. ของผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ก่อนตัดสินใจเสมอ

 

3. ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

การทำหัตถการทางการแพทย์ต้องกระทำโดยแพทย์หรือผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น ตาม พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม ผู้ที่ไม่ใช่แพทย์แต่ทำการรักษา ถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย หากพบว่าผู้ให้บริการไม่มีใบอนุญาต ควรหยุดรับบริการทันที

 

4. อย่าปล่อยให้ "งานวิจัย" จากคลินิกลวงตา

ผู้ให้บริการบางรายอ้าง "งานวิจัย" เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ผู้บริโภคควรทราบว่า งานวิจัยบางอย่างไม่เท่ากับงานวิจัยที่ผ่านการทดสอบอย่างเป็นระบบ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากมีการอ้างอิงงานวิจัย สามารถนำชื่อสถาบันหรือ DOI ของงานวิจัยนั้นไปสืบค้นเพิ่มเติม หรือใช้เครื่องมือ AI ช่วยตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ว่างานวิจัยดังกล่าวมาจากสถาบันที่น่าเชื่อถือหรือไม่

 

5. ระวังการซื้อผลิตภัณฑ์ออนไลน์

ผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ขายทางออนไลน์หลายรายการยังไม่ผ่านการรับรองจาก อย. และอาจอันตรายกว่าที่ฉลากระบุ ควรซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีเลขทะเบียน อย. ที่ตรวจสอบได้เท่านั้น

 

6. เก็บหลักฐานการใช้บริการทุกครั้ง

ไม่ว่าจะซื้อคอร์สหรือรับบริการใดก็ตาม ควรเก็บใบเสร็จ สัญญา หรือหลักฐานการชำระเงินไว้เสมอ เพราะเอกสารเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญในการเรียกร้องสิทธิ์ หากเกิดปัญหาในภายหลัง

 

เรียกร้องต่อองค์กรรัฐกำหนดมาตรฐานกำกับดูแลอุดช่องโหว่ระบบ

 

ทั้งนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภค มองว่าปัญหาคลินิกเสริมความงามไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตเชิงระบบที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจากหน่วยงานรัฐหลายแห่ง

 

โดยเรียกร้องให้ แพทยสภา ออกมาตรฐานให้ชัดเจนว่าแพทย์ประเภทใดทำหัตถการใดได้บ้างในคลินิกเสริมความงาม เนื่องจาก ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าหัตถการแต่ละอย่างต้องกระทำโดยแพทย์เฉพาะทางระดับใด เช่น การฉีดโบท็อกซ์กับการผ่าตัดเสริมความงาม ต้องการความเชี่ยวชาญต่างกันอย่างไร แพทยสภาควรออกแนวทางที่ชัดเจนและเผยแพร่สู่สาธารณะ รวมถึงมีอำนาจลงโทษผู้ที่ไม่ใช่แพทย์แต่มาทำการรักษาตาม พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม ด้วย

 

ส่วน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ควรเพิ่มความถี่การตรวจสอบคลินิก เนื่องจากสบส. มีหน้าที่ควบคุมกำกับคลินิกในฐานะสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล แต่ยังขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับคลินิกเสริมความงามโดยเฉพาะ รวมถึงควรเพิ่มความถี่การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในคลินิก และตรวจว่ามีการแขวนป้ายแพทย์โดยไม่มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงหรือไม่

 

ด้าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ควรเร่งตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในคลินิก โดยการเพิ่มมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในคลินิกเสริมความงาม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นำเข้าที่อ้างว่ามีสรรพคุณสูงแต่ราคาแพงผิดสมเหตุผล และควรมีการสุ่มตรวจสินค้าในคลินิกเป็นประจำ

 

อีกส่วนที่สำคัญคือ ห้างสรรพสินค้า ต้องร่วมรับผิดชอบ เนื่องจาก สภาองค์กรของผู้บริโภค พบเจอคดีเกี่ยวกับเสริมความงามในห้างสรรพสินค้าเข้ามาร้องเรียนเป็นจำนวนมาก จึงมองว่าเมื่อพนักงานขายของคลินิกชักชวนลูกค้าภายในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ห้างมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย สภาองค์กรผู้บริโภคเรียกร้องให้ห้างสรรพสินค้ามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลธุรกิจที่เช่าพื้นที่ และไม่ปล่อยให้มีการขายเชิงรุกโดยไม่มีมาตรฐาน

 

นอกจากนี้ นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค ยังเรียกร้องไปถึง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ควรปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยสคบ. ได้มีการประกาศว่าด้วยธุรกิจเสริมความงาม เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าควรเพิ่มสิทธิให้ผู้บริโภคขอคืนเงินตามสัดส่วนการใช้งาน เช่น หากซื้อ 10 ครั้งและยังไม่ได้ใช้ 9 ครั้ง ก็ควรขอคืนเงินค่า 9 ครั้งนั้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความเสียหายทางกายภาพก่อนด้วย

 

 

สภาผู้บริโภค ชี้ปัญหาคลินิกเสริมความงามเป็น “วิกฤตเชิงระบบ” จี้รัฐอุดช่องโหว่มาตรฐานกำกับดูแล

 

ข่าวล่าสุด

ตลท. มั่นใจพื้นฐานไทยแกร่ง พร้อมงัดมาตรการพิเศษรับศึกตะวันออกกลาง