posttoday

Road To "ATMPs" อย.ยืนยัน-หนุนประเทศไทย "ไม่ตกขบวน" แน่นอน

09 มีนาคม 2569

เลขาธิการ อย. เผยเส้นทางระบบกำกับ ATMPs ครบวงจรพร้อมดันไทยสู่ Medical Hub ไทยตั้งเป้าขึ้นทะเบียนยา ATMPs รักษามะเร็งฝีมือคนไทยตัวแรกปีนี้!

KEY

POINTS

  • อย. กำลังวางระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) อย่างครบวงจร พร้อมเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ไทยสามารถผลิตและขึ้นทะเบียนยาได้เองตามมาตรฐานสากล และลดการพึ่งพายานำเข้าราคาแพง
  • ประเทศไทยกำลังสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ ATMPs ผ่านความร่วมมือระหว่างโรงเรียนแพทย์และภาคเอกชน โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นต้นแบบสถานที่ผลิตเพื่อการวิจัยที่ได้รับการรับรองแห่งแรก และมีกลไก "Sandbox" เพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับผู้ป่วยจริง
  • มีการตั้งเป้าหมายว่าผลิตภัณฑ์ ATMPs เชิงพาณิชย์ที่ผลิตโดยคนไทยตัวแรกจะสามารถออกสู่ตลาดได้ภายในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub)

ในวันที่โลกกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของ "ยา" แบบเก่า สู่ "ยามีชีวิต" หรือ ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products ) ที่เรียกย่อๆ ว่า ATMPs ประเทศไทยจากที่เคยแค่เป็นผู้ "สั่งซื้อ" ยาใหม่และผลิตซ้ำ "ยาทั่วไป" ที่หมดลิขสิทธิ กว่าประชาชนจะสามารถใช้ยาที่มีราคาถูกลงได้ก็ใช้เวลา 20 ปี! วันนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้เล่นตัวสำรองข้างสนามอีกต่อไป  หากแต่กำลังเดินหน้าวางระบบกำกับดูแลอย่างจริงจัง ทั้งในแง่นโยบาย กฎระเบียบ และการสนับสนุนภาคการวิจัย เพื่อให้ประเทศสามารถผลิต ขึ้นทะเบียน และนำ ATMPs ไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากลโดยงดการพึ่งยาน้ำเข้าซึ่งมีราคาเข็มละหลายสิบล้านบาท!

 

โพสต์ทูเดย์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งรับผิดชอบดูแลระบบกำกับ ATMPs ของไทยโดยตรง เพื่อฉายภาพรวมว่า ณ วันนี้ไทยอยู่จุดไหน มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว และอะไรกำลังจะมา

 

Road To "ATMPs"  อย.ยืนยัน-หนุนประเทศไทย "ไม่ตกขบวน" แน่นอน

 

ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ระบบกำกับที่ครอบคลุม

 

ATMPs ย่อมาจาก Advanced Therapy Medicinal Products หรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง ซึ่งครอบคลุมทั้งการบำบัดด้วยเซลล์ (Cell Therapy) การบำบัดด้วยยีน (Gene Therapy) วิศวกรรมเนื้อเยื่อ (Tissue Engineering) และผลิตภัณฑ์ผสม (Combined ATMPs) ประเด็นที่น่าสนใจคือ อย. ไทยไม่ได้มองแค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่วางระบบกำกับดูแลแบบครบวงจร

 

"ปัจจุบัน อย. ได้วางระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดูทั้งเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล คือใช้แล้วปลอดภัย แต่ก็ต้องได้ผลด้วย และคุ้มค่ากับเงินที่ผู้ป่วยเสียไป" เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริมระบุ

 

โดยกล่าวว่า ระบบนี้แบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก ส่วนแรก คือ การกำกับดูแลตัวผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้ในมนุษย์ ส่วนที่สอง คือ การกำกับดูแลการผลิตในห้องปฏิบัติการและสถานพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงโรงเรียนแพทย์ เพื่อควบคุมมาตรฐานการผลิตให้เป็นไปตามหลัก Good Manufacturing Practice (GMP) และส่วนที่สาม คือ การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ที่จะออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ซึ่งต้องผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นยาจาก อย. ก่อน

 

Sandbox และ Ecosystem ใครอยู่ในเกมบ้าง?

 

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการก่อร่างสร้าง Ecosystem ของ ATMPs ในประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นหลายภาคส่วน ทั้งโรงเรียนแพทย์ บริษัทเอกชน และโรงพยาบาล

 

ในฝั่งโรงเรียนแพทย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า มีหลายมหาวิทยาลัยที่กระโดดเข้ามาสู่วงจรนี้อย่างเต็มตัวในฐานะผู้วิจัย ยกตัวอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานวิธีการผลิตที่ดีในการศึกษาวิจัยทางคลินิก (GMP for Clinical Research) เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นสถานที่ผลิตสำหรับการวิจัย ATMPs แห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ขณะที่ศิริราช รามาธิบดี และหน่วยงานในมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งก็อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตสถานที่ผลิตเพื่อการวิจัยเช่นกัน

 

"จุฬาฯ เป็นต้นแบบในการทำให้หน่วยอื่น ๆ ได้มาเรียนรู้ว่ากรณีของการทำสถานที่ที่จะผลิต ATMPs เพื่อการวิจัยนั้นควรจะต้องทำแบบไหน เหมือนเรามีของจริงให้ดู ไม่ต้องไปดูต่างประเทศ ก็เห็นเลยว่าทำได้จริงในประเทศไทย"

 

ในฝั่งเอกชน ปัจจุบันมีบริษัทประมาณ 10 แห่งที่ได้รับใบอนุญาตผลิตไว้แล้ว และอยู่ระหว่างพัฒนาสถานที่ผลิตให้ได้มาตรฐาน GMP เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคต

 

แต่กลไกที่น่าจับตาที่สุดในขณะนี้คือ "Sandbox" ซึ่งเป็นกลไกที่เปิดให้โรงเรียนแพทย์ที่ผลิต ATMPs ได้มาตรฐานสามารถจับมือกับโรงพยาบาล เพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับผู้ป่วยจริงในลักษณะการศึกษาวิจัย อาทิความร่วมมือระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับโรงพยาบาลวชิรภูเก็ต และสถานรักษาพยาบาลสังกัดกรมควบคุมโรคที่บางรัก

 

"แซนด์บ็อกซ์ในขณะนี้เป็นความร่วมมือของโรงเรียนแพทย์ที่มีอาจารย์เชี่ยวชาญด้านนี้ผลิตผลิตภัณฑ์แล้วเอาไปใช้ในผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่จับมือกัน ตอนนี้กำลังมีโรงพยาบาลทั้งสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลเอกชนเข้ามาจับมือกับหน่วยวิจัยและผลิตเพื่อทำงานร่วมกันอยู่"

 

 

ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตและกระจายยาวิจัยประเภทเซลล์บำบัด GMDP ตามมาตรฐาน PIC/S เป็น มาตรฐานการผลิตและกระจายยา ตามแนวทางของ Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme (PIC/S) ซึ่งเป็นเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลยาระดับนานาชาติ เพื่อให้กระบวนการผลิตยาเป็นไปตามหลัก Good Manufacturing Practice (GMP) และ Good Distribution Practice (GDP) ในระดับเดียวกับมาตรฐานสากล

 

จุฬาฯ รับหนังสือรับรองมาตรฐาน GMDP/PIC/S

 

 

ATMPs ไม่ใช่ยาทั่วไป มาตรฐานและความซับซ้อนที่ต้องเข้าใจ

 

หนึ่งในข้อเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในแวดวงสาธารณสุขคือการมองว่า ATMPs เป็นยาประเภทหนึ่งที่ผ่านการทดสอบแบบเดิม ๆ เลขาธิการอย. อธิบายชัดเจนว่า เนื่องจาก ATMPs เกี่ยวข้องกับเซลล์และยีน ขั้นตอนการอนุมัติจึงแตกต่างจากยาเคมีอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการผลิตสำหรับคนไข้เฉพาะราย ไม่ได้ผลิตเชิงโรงงานอย่างยาทั่วไป การจะดูความปลอดภัยและประสิทธิภาพจึงต้องดูครอบคลุมทั้งสถานที่ผลิต และกระบวนการผลิตด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ยาที่ผลิตมาหลังจากนี้จะมีประสิทธิผลและความปลอดภัยเหมือนกัน

 

"ATMPs เป็นยาชั้นสูง เพราะฉะนั้นการนำมาใช้ในผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องผ่านการศึกษาวิจัยในมนุษย์ และต้องมีการเก็บข้อมูล ส่วนตัวผลิตภัณฑ์ที่จะทำออกมาเพื่อเชิงพาณิชย์ องค์ความรู้ในการผลิตของผู้ผลิตต้องดีเยี่ยม และสถานที่ต้องสามารถควบคุมมาตรฐานสากลให้ได้"

 

สิ่งที่ซับซ้อนอีกประการหนึ่งคือ การดูแลผลิตภัณฑ์จากโรงงานถึงมือผู้ป่วย เนื่องจากเซลล์และยีนมีลักษณะที่แตกต่างจากยาเคมีโดยพื้นฐาน จึงต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ ภาชนะบรรจุ และขั้นตอนก่อนฉีดอย่างเข้มงวด

 

"วิธีการควบคุมกำกับในการนำยาจากมือสถานที่ผลิตไปยังคนฉีด เป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น ควบคุมอุณหภูมิเท่าไร ต้องอยู่ในภาชนะแบบไหน และเวลาเปิดก่อนฉีดต้องทำอย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อถึงมือผู้ป่วย ผลิตภัณฑ์ยังคงความปลอดภัยและใช้งานได้อยู่"

 

 

ปี 2569  นับถอยหลังสู่ยา ATMP เชิงพาณิชย์ตัวแรก

 

เลขาธิการอย. เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งของไทยกำลังทำการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 2 (Phase 2) อยู่ และตั้งเป้าว่าภายในปี 2569 จะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ ATMPs ในเชิงพาณิชย์ออกมาได้ และเป็นตัวแรกที่เป็นฝีมือคนไทย!

บริษัทดังกล่าวมุ่งเน้นในด้าน Gene Therapy สำหรับโรคมะเร็ง ซึ่งผ่าน Phase 1 เรียบร้อยแล้ว และกำลังดำเนินการใน Phase 2 อยู่ในขณะนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างเอกชนกับโรงเรียนแพทย์ เนื่องจากการเก็บเคส ศึกษาวิจัยต้องอาศัยความร่วมมือกับโรงพยาบาล  ขณะเดียวกัน การวิจัยในมนุษย์ก็เริ่มต้นขึ้นแล้วอีกหลายที่ อย่างที่จุฬาฯ รามาธิบดี และศิริราช ทั้งนี้เพื่อเก็บข้อมูลประกอบการขึ้นทะเบียนหรือผลิตในเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ในส่วนของราคา เลขาธิการ อย. เปิดเผยว่า ยอมรับว่ามี ATMPs ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. ไปแล้วหนึ่งรายการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศนั้น แต่มีราคาสูงถึงประมาณ 60 กว่าล้านบาทต่อเข็ม เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่และผลิตขึ้นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย แต่หากไทยสามารถผลิตเองในประเทศได้และก้าวไปสู่การผลิต Mass Volume ในอนาคต ต้นทุนก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

เลขาธิการอย. กล่าวว่าปัจจุบัน ATMPs ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ Personalized หรือทำขึ้นมาสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงมาก แต่ อย. มองไปไกลกว่านั้น

 

"อนาคตมันอาจจะเป็นแบบ Off-the-Shelf ก็ได้ คือเหมือนยาทั่วไปที่ไม่ต้องเอาเซลล์จากคนนี้มา ถ้าทำเป็น Mass Volume ต้นทุนก็จะถูกลง เพราะวิทยาการเทคโนโลยีพัฒนาไปเรื่อย ๆ"

 

 

Road To "ATMPs"  อย.ยืนยัน-หนุนประเทศไทย "ไม่ตกขบวน" แน่นอน

 

อีกทั้งมองว่า ในภาพใหญ่ระดับเศรษฐกิจ  ATMPs เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ไทยก้าวสู่การเป็น Medical Hub อย่างแท้จริง เพราะประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว หากสามารถเพิ่มเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงเข้าไปได้ ก็จะดึงผู้ป่วยต่างชาติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นให้มาที่ประเทศไทย

 

"ATMPs เป็นความหวังของประเทศ เพราะถ้าเราทำได้ก็ลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และเป็นการรักษาที่มีความแม่นยำ เพราะดูในเรื่องของคนไข้แต่ละรายเพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ถึงแม้ว่าในจุดเริ่มต้นอาจมีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่ถ้าเราทำสำเร็จในบางโรค มันจะช่วยผู้ป่วยได้อย่างมหาศาล"

 

ทั้งนี้ ในแง่ภูมิภาค ไทยยังมีโอกาสเดินหน้านำเวียดนามและมาเลเซียซึ่งกำลังพยายามอยู่เช่นกัน โดย เลขาธิการอย. ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ และภาคเอกชน กำลังพยายามกันเต็มที่เพื่อผลักดันไทยให้เป็น Medical Hub ด้าน ATMPs อย่างจริงจัง

....

 

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา

 

 

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงคำวิจารณ์ที่มักได้ยินในวงการว่า "ผ่านด่าน อย. ยากเย็นแสนเข็น" เลขาธิการ อย. กล่าวว่า

 

"ไม่จริงหรอก อย. ทำงานตามมาตรฐานสากล เวลาที่เราอนุมัติผลิตภัณฑ์เป็นไปตามสากล เมื่อเทียบกับ FDA ต่างประเทศ เราไม่ได้ช้ากว่าเขา นโยบายของ อย. เราเองตอนนี้เราเข้าไปดูตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยแต่แรก เพื่อให้เขาดำเนินการไม่ผิดทาง บางทีหลายครั้งที่ทำไปโดยไม่รู้ก่อน ก็ทำผิดมา แล้วค่อยกลับมาแก้ เพราะฉะนั้น อย. ตอนนี้พยายามเข้าไปจับมือช่วยกับทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นทาง"

 

ยิ่งไปกว่านั้น อย. ยังประกาศบทบาทที่ก้าวข้ามการเป็น "ผู้กำกับ" อย่างชัดเจน โดยพร้อมทำหน้าที่เป็น "ผู้ช่วยเหลือ" ให้กับผู้ที่ต้องการเข้ามาในวงการ ATMPs ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนแพทย์ ภาคเอกชน หรือนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการจับมือกับคนไทย

 

"อย. พยายามจะทำหน้าที่นอกเหนือการเป็น Regulator ในการเป็น Facilitator เป็น Supporter ถ้าใครสนใจและคิดว่าจะให้ อย. ช่วยในเรื่องนี้ เราก็พร้อมที่จะไปช่วย"

 

......

 

ภาพรวมทั้งหมดที่ได้จากการสนทนาครั้งนี้คือ ประเทศไทยไม่ได้ "ตกขบวน" ในยุค ATMPs แต่กำลังวิ่งตามด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในระดับนโยบาย การวิจัย และการลงทุน คำถามที่เหลืออยู่คือ จะวิ่งได้เร็วพอที่จะก้าวนำคู่แข่งในภูมิภาคได้หรือไม่ และจะสามารถแปลงความหวังเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ป่วยชาวไทยสามารถเข้าถึงได้จริงในราคาที่ยุติธรรมได้เมื่อใด

อีกทั้ง จะสามารถกำกับดูแลเซลล์เถื่อนนอกระบบ ที่ไม่ได้รับการยอมรับจาก อย. ซึ่งทำมาก่อนหน้านี้ให้อยู่กับร่องกับรอยหรือไม่ ซึ่งจากนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมา กล่าวเป็นนัยว่า ในขณะนี้ต้องดึงเรื่องผิดเข้าสู่บนพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานทางวิชาการทั้งหมด ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไป.

 

ข่าวล่าสุด

"อรรถพล" ยันไทยน้ำมันไม่ขาด ทุ่มวันละ 700 ล้าน ตรึงดีเซล 29.94 บาท