SME D Bank จัด 3 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% อุ้ม SME ฝ่าวิกฤตสงคราม
SME D Bank ออก 3 สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ช่วยเอสเอ็มอีรับมือผลกระทบสงคราม หนุนลงทุนพลังงานสะอาด ยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ และเพิ่มโอกาสรายเล็กเข้าถึงทุนโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
KEY
POINTS
- SME D Bank ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง
- เสนอ 3 โครงการสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี คงที่นาน 3 ปีแรก เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุน
- ให้วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด การปรับปรุงประสิทธิภาพ และสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
จากสถาณการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง สถาบันการเงินของรัฐเริ่มจับตาผลกระทบที่อาจลุกลามมาถึงภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีความเปราะบางต่อความผันผวนของต้นทุนและเศรษฐกิจโลก ล่าสุด
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ระบุว่า “ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank” ประเมินผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยผลกระทบทางตรง คือ ต้นทุนพลังงาน ทั้งต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง รวมถึง ต้นทุนปุ๋ย และสินค้าปิโตรเคมีจะปรับเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่ม การปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้ยาก อีกทั้งเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าจากการขาดดุลบัญชี เดินสะพัด และภาครัฐจำเป็นใช้งบประมาณมากขึ้นในการประคับประคองเศรษฐกิจ เดียวกันยังส่งผลกระทบทางอ้อม ทั้งด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการถดถอยจำนวนนักท่องเที่ยวในและต่างชาติลดลง และค่าระวางและประกันภัยสูงขึ้น
ทั้งนี้ ภาคผลิตมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากเรื่องต้นทุนพลังงานปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก และวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนค่าพลังงานแฝงในวัตถุดิบต้นน้ำสูงกว่า 60-70% ขณะที่ภาคบริการยกเว้นธุรกิจโลจิสติกส์จะได้รับผลกระทบทางอ้อม อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจ ด้านการส่งออกสินค้าทดแทนสินค้าที่ต้องหยุดผลิตในพื้นที่ตะวันออกกลาง เช่น สินค้ากลุ่มอาหาร และเกษตรแปรรูปเกิดการตื่นตัวลงทุนในกลุ่ม Green Energy และ Energy Efficiency รวมถึง EV นอกจากนั้นอาจเกิดการย้ายฐานผลิต หรือชาวต่างชาติที่มีฐานะย้ายถิ่นมายังประเทศที่มีความปลอดภัยกว่า เป็นต้น
สำหรับธุรกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านมากที่สุด เนื่องจากมีปัญหาเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสินค้าราคาเกษตรหลายตัวลดลง ภัยธรรมชาติ และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เป็นต้น
นายพิชิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางรอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่มุ่งลดต้นทุนพลังงาน ด้วยการลงทุนใน Energy Efficiency สร้างความแตกต่าง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ กระจายหาตลาดใหม่ และใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน
ทั้งนี้ SME D Bank ได้จัดเตรียมแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือกระบวนการผลิต โดยคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี แบ่งเป็น 3 โครงการหลัก ได้แก่
1. สินเชื่อ SME Green Productivity
- วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท
- สนับสนุนการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ พลังงานสะอาด
- ช่วยลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
2. สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME
- วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท
- สนับสนุนการลงทุนเพื่อ ยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ
- ใช้ปรับปรุงเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือกระบวนการดำเนินงาน
3. สินเชื่อ ปลุกพลัง SME
- วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท
- ช่วยให้ เอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน
- ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
ควบคู่สนับสนุนด้านการพัฒนา ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เติมความรู้ครบวงจร ทั้งด้านเพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ การตลาด และมาตรฐาน เป็นต้น สามารถใช้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี มุ่งเพิ่มทักษะ ยกระดับเพิ่มผลิตภาพ มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน รวมถึง ขยายตลาด สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน


