posttoday

SME D Bank จัด 3 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% อุ้ม SME ฝ่าวิกฤตสงคราม

09 มีนาคม 2569

SME D Bank ออก 3 สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ช่วยเอสเอ็มอีรับมือผลกระทบสงคราม หนุนลงทุนพลังงานสะอาด ยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ และเพิ่มโอกาสรายเล็กเข้าถึงทุนโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

KEY

POINTS

  • SME D Bank ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง
  • เสนอ 3 โครงการสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี คงที่นาน 3 ปีแรก เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุน
  • ให้วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด การปรับปรุงประสิทธิภาพ และสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

จากสถาณการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง สถาบันการเงินของรัฐเริ่มจับตาผลกระทบที่อาจลุกลามมาถึงภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีความเปราะบางต่อความผันผวนของต้นทุนและเศรษฐกิจโลก ล่าสุด

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  ระบุว่า “ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank”  ประเมินผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยผลกระทบทางตรง คือ ต้นทุนพลังงาน ทั้งต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง รวมถึง ต้นทุนปุ๋ย และสินค้าปิโตรเคมีจะปรับเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่ม การปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้ยาก อีกทั้งเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าจากการขาดดุลบัญชี เดินสะพัด และภาครัฐจำเป็นใช้งบประมาณมากขึ้นในการประคับประคองเศรษฐกิจ เดียวกันยังส่งผลกระทบทางอ้อม ทั้งด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการถดถอยจำนวนนักท่องเที่ยวในและต่างชาติลดลง และค่าระวางและประกันภัยสูงขึ้น   

SME D Bank จัด 3 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% อุ้ม SME ฝ่าวิกฤตสงคราม

ทั้งนี้ ภาคผลิตมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากเรื่องต้นทุนพลังงานปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก และวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนค่าพลังงานแฝงในวัตถุดิบต้นน้ำสูงกว่า 60-70% ขณะที่ภาคบริการยกเว้นธุรกิจโลจิสติกส์จะได้รับผลกระทบทางอ้อม อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจ ด้านการส่งออกสินค้าทดแทนสินค้าที่ต้องหยุดผลิตในพื้นที่ตะวันออกกลาง เช่น สินค้ากลุ่มอาหาร และเกษตรแปรรูปเกิดการตื่นตัวลงทุนในกลุ่ม Green Energy และ Energy Efficiency รวมถึง EV  นอกจากนั้นอาจเกิดการย้ายฐานผลิต หรือชาวต่างชาติที่มีฐานะย้ายถิ่นมายังประเทศที่มีความปลอดภัยกว่า เป็นต้น

สำหรับธุรกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านมากที่สุด  เนื่องจากมีปัญหาเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสินค้าราคาเกษตรหลายตัวลดลง ภัยธรรมชาติ และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เป็นต้น

นายพิชิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางรอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่มุ่งลดต้นทุนพลังงาน ด้วยการลงทุนใน Energy Efficiency สร้างความแตกต่าง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ กระจายหาตลาดใหม่ และใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน

ทั้งนี้ SME D Bank ได้จัดเตรียมแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือกระบวนการผลิต โดยคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี แบ่งเป็น 3 โครงการหลัก ได้แก่

1. สินเชื่อ SME Green Productivity

  • วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท
  • สนับสนุนการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ พลังงานสะอาด
  • ช่วยลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

2. สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME

  • วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท
  • สนับสนุนการลงทุนเพื่อ ยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ
  • ใช้ปรับปรุงเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือกระบวนการดำเนินงาน

3. สินเชื่อ ปลุกพลัง SME

  • วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท
  • ช่วยให้ เอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน
  • ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน 

ควบคู่สนับสนุนด้านการพัฒนา ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เติมความรู้ครบวงจร ทั้งด้านเพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ การตลาด และมาตรฐาน เป็นต้น สามารถใช้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี มุ่งเพิ่มทักษะ ยกระดับเพิ่มผลิตภาพ มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน  รวมถึง ขยายตลาด สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

โลกวิกฤติฉุดงบการตลาดหดครั้งแรก สมาคมการตลาดฯ แนะ 4 กลยุทธ์ฝ่าความไม่แน่นอน