
DELTA ฆ่าไม่ตาย..ตัวจริง! เกาะคลื่น AI มาแรง ทิ้งคู่แข่งขาดลอยในสมรภูมิอิเล็กทรอนิกส์ไทย
ในวันที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับโลก "ยานยนต์ยุคเก่า" แต่ DELTA เลือกวิ่งเข้าหาหัวใจของ AI และ Data Center กลายเป็นหุ้นที่ทั้งตลาดต้องจับตา รายได้โตตามกระแสโลก ลูกค้าเป็นบิ๊กเทคระดับ Meta–Amazon–Microsoft นี่คือเหตุผลที่ DELTA ถูกยกให้เป็นหุ้น "ฆ่าไม่ตาย" แห่งยุคเทคโนโลยี
KEY
POINTS
- ในวันที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับโลก "ยานยนต์ยุคเก่า" แต่ DELTA เลือกวิ่งเข้าหาหัวใจของ AI และ Data Center
- กลายเป็นหุ้นที่ทั้งตลาดต้องจับตา รายได้โตตามกระแสโลก ลูกค้าเป็นบิ๊กเทคระดับ Meta–Amazon–Microsoft
- นี่คือเหตุผลที่ DELTA ถูกยกให้เป็นหุ้น "ฆ่าไม่ตาย" แห่งยุคเทคโนโลยี
ท่ามกลางมหากาพย์การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีโลก อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในไทยเปรียบเสมือนสมรภูมิที่มีผู้เล่นหลายราย
แต่หากจะพูดถึง "พระเอก" ที่โดดเด่นและถูกกล่าวขานว่า "ฆ่าไม่ตาย" ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของ "บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA" มักจะลอยลำขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
นี่คือเรื่องราวการเดินทางของ "DELTA" ท่ามกลางคู่แข่งและเหตุผลเบื้องหลังความแข็งแกร่งที่ยากจะสั่นคลอน
เมื่อ DELTA เลือกทางเดินที่ต่างจากเพื่อน
ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ในไทย เช่น "บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA" และ "บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE" ฝังรากอยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) ซึ่งเป็นกลุ่มดั้งเดิม (Traditional Electronics) มายาวนาน
แต่ "DELTA" กลับเบนเข็มเข้าสู่หัวใจของยุคสมัยใหม่อย่าง AI และ Data Center อย่างเต็มตัว
"ธนพล จิรธนกิจ" นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เผยมุมมองการเติบโตของธุรกิจในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคในงาน Earnings Call ว่า DELTA เป็นบริษัทเดียวในไทยที่มี Exposure กับ AI สูงที่สุด ประมาณ 50-55% ของรายได้มาจากกลุ่ม AI และ Data Center
สินค้าหลัก คือ Switching Power Supply และโซลูชันด้านความเย็น (Cooling) ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในดาต้าเซ็นเตอร์ของกลุ่ม Hyper-scalers คาดว่ายอดขายของ DELTA ในส่วนดาต้าเซ็นเตอร์จะโตถึง 50-60% ในปีนี้
DELTA vs HANA & KCE
HANA และ KCE มีรายได้จากกลุ่มรถยนต์ (Automotive) เป็นหลัก ประมาณ 75% ของยอดขาย โดยในปี 2569 ยอดผลิตรถยนต์ทั่วโลกมีแนวโน้มไม่เติบโตนัก
- HANA มีสัดส่วนรายได้จาก AI เพียง 5% ปัญหาหลักคือ ผลขาดทุนจากการลงทุนในเกาหลี ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี แต่มีอัพไซด์จากการเป็นพันธมิตรกับ Startup ชื่อ Phonic เพื่อผลิตระบบทำความเย็นบนชิปโดยตรง
- KCE ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) สำหรับรถยนต์ แม้ปีนี้จะเผชิญต้นทุนทองแดงที่สูงขึ้น แต่บริษัทเริ่มปรับราคาขายกับลูกค้าได้มากขึ้น ช่วยพยุงอัตรากำไร
แต่ DELTA กลับมีสัดส่วนรายได้จาก AI และ Data Center ถึง 50-55% ทำให้ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบเดิม DELTA กลับวิ่งไปตามแรงส่งของกระแส AI ที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด
DELTA vs CCET
แม้ "บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET" จะเป็นผู้เล่นที่น่าสนใจในธีม "China Plus One" ที่หลายบริษัทอเมริกาและแบรนด์ดังย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมาไทย
CCET รับจ้างประกอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ปรินเตอร์ และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage) โดยมีลูกค้าหลักคือ HP, Canon และ Western Digital
แต่ DELTA มีความได้เปรียบในเชิง "Value Added" ที่สูงกว่า เพราะไม่ได้เป็นเพียงผู้รับจ้างประกอบ แต่เป็นเจ้าของโซลูชันด้านพลังงานและความเย็นที่มีความซับซ้อน
เจาะลึก DELTA ฆ่าไม่ตาย... ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
คำถามที่นักลงทุนมักสงสัยคือ ทำไม DELTA ถึงดูเหมือนจะทนทานต่อแรงเสียดทานและกลับมาโดดเด่นได้เสมอ ?
คำตอบซ่อนอยู่ในโครงสร้างธุรกิจและวิสัยทัศน์ที่วางไว้ล่วงหน้า
- หัวใจของ Data Center
เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI การประมวลผลผ่าน GPU เช่นของ Nvidia ต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาลและเกิดความร้อนสูงมาก ผลิตภัณฑ์หลักของ DELTA คือ Switching Power Supply และ โซลูชันการทำความเย็น (Cooling)
เปรียบเสมือนหัวใจที่ส่งพลังงานและปอดที่ช่วยระบายความร้อนให้กับ Server เหล่านั้น ยิ่ง AI โต DELTA ยิ่งได้ประโยชน์โดยตรง
- เกาะติด "ยักษ์ใหญ่"
DELTA ไม่ได้ขายของให้ใครก็ได้ แต่ขายให้กับกลุ่มที่รวยที่สุดในโลก อย่าง Hyper-scalers ได้แก่ Meta, Amazon, Microsoft และ Google ซึ่งบริษัทเหล่านี้ประกาศชัดเจนว่าจะทุ่มงบลงทุน (CAPEX) ในโครงสร้างพื้นฐาน AI เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในปีนี้
การมีลูกค้าที่ "เงินหนา" และ "ต้องซื้อ" ทำให้รายได้ของ DELTA มีความยืดหยุ่นสูงกว่าบริษัทที่พึ่งพากำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วไป
- สถานะ "เจ้าตลาด" ที่ไร้คู่แข่งในไทย
ในไทย DELTA คือบริษัทเดียวที่มี Exposure กับ AI อย่างมีนัยยะสำคัญ บริษัทอื่นอาจมีเพียง 5% เช่น HANA ความเป็นหนึ่งเดียวนี้ทำให้ DELTA กลายเป็นตัวเลือกแรกและอาจเป็นตัวเลือกเดียวของนักลงทุนที่ต้องการเกาะกระแสเทคโนโลยีระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย จนทำให้ Market Cap ของ DELTA ใหญ่ที่สุดในตลาด
- กลไกราคาและสภาพคล่อง
ความ "ฆ่าไม่ตาย" ในเชิงราคาหุ้นยังมาจากปัจจัยเรื่อง Free Float หรือสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ค่อนข้างน้อย เมื่อหุ้นมีจำนวนหมุนเวียนไม่มาก แต่มีความต้องการสูงจากกองทุนและนักลงทุนที่ต้องมีหุ้นตัวนี้ไว้ในพอร์ต โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในดัชนี SET50 ทำให้ราคาหุ้นมีแรงพยุงที่แข็งแกร่งแม้ในวันที่ตลาดผันผวน
แต่โอกาสที่ DELTA จะหลุดดัชนี SET50 และ SET100 นั้น "ธนพล" ยอมรับว่าหากหุ้น DELTA ติด Cash Balance อีกครั้งในเดือน พ.ค.นี้ อาจทำให้ตกเกณฑ์สำคัญในการคำนวณดัชนี ซึ่งจะส่งผลให้กองทุน Passive ต้องขายหุ้นออกมา
ที่ผ่าน DELTA ติดเกณฑ์มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 (ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance) วันที่ 16 - 30 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ถือเป็นการติดรอบการคำนวณทั้งสิ้น 3 เดือน
และหากในเดือน พ.ค.นี้ DELTA ติดเกณฑ์ Trading Alert Lists หรือถูกขึ้นมาตรการกำกับการซื้อขาย (Cash Balance) อีกครั้งแม้เพียง 1 วัน จะครบเงื่อนไขที่ตลาดหลักทรัพย์ฯพิจารณาเรื่องความผันผวนสูง ส่งผลให้หลุดออกจากดัชนี SET50 และ SET100 ในรอบครึ่งปีหลัง(ก.ค.-ธ.ค.69)
ความแข็งแกร่งท่ามกลางความระมัดระวัง
แม้ DELTA จะดูเหมือนมี "เกราะทองคำ" แต่แหล่งข้อมูลยังเตือนถึงจุดที่ต้องระวัง คือ Valuation (มูลค่าหุ้น) ที่ปัจจุบันเทรด P/E สูงถึง 100 เท่า อิงปี 2026 ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันที่เฉลี่ยเพียง 26 เท่า และสูงกว่าสถิติในอดีตของตัวเองที่เคยสูงสุดประมาณ 80 เท่า ที่สำคัญวัฏจักรการลงทุน AI ที่อาจเริ่มชะลอตัวในปี 2570
อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของ "Story" และ "Fundamental" ณ ปัจจุบัน DELTA ได้พิสูจน์แล้วว่าการเลือกอยู่ในจุดที่ถูกต้องของห่วงโซ่อุปทานโลก (Right Place, Right Time) คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขายังคงเป็นผู้ชนะที่ "ฆ่าไม่ตาย" ในสมรภูมิอิเล็กทรอนิกส์ไทย.
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น DELTA ปิดการซื้อขายวันนี้ (6 พ.ค.69) อยู่ที่ 323 บาท เพิ่มขึ้น 13 บาท คิดเป็น +4.19% มูลค่าการซื้อขาย 7,028.98 ล้านบาท ราคาขึ้นสูงสุด 324 บาท และลดลงต่ำสุด 312 บาท
หุ้น KCE ปิดที่ 33 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท คิดเป็น +2.33% มูลค่าการซื้อขาย 1,235.51 ล้านบาท
หุ้น HANA ปิดที่ 34.75 บาท ลดลง -0.50 บาท คิดเป็น -1.42% มูลค่าการซื้อขาย 1,745.52 ล้านบาท
หุ้น CCET ปิดที่ 6.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท คิดเป็น +0.81% มูลค่าการซื้อขาย 744.26 ล้านบาท.







