“สภาผู้บริโภค” ชี้ เหยื่อ “ไหมทองคำไม่ผ่าน อย.” เรียกค่าเสียหายได้สูงสุด 5 เท่า
“สภาผู้บริโภค” ชี้ เหยื่อ “ไหมทองคำไม่ผ่าน อย.” เรียกค่าเสียหายได้สูงสุด 5 เท่า แนะหากมีผู้เสียหายอยากสร้างบรรทัดฐานใหม่ อาจเลือกสู้คดีในศาลเพื่อให้ได้คำพิพากษาที่มีผลป้องปรามกรณีอื่น
เปิดข้อมูลล่าสุด! สภาองค์กรผู้บริโภคแนะผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อการใช้บริการคลินิกเสริมความงาม โดยเฉพาะบางรายที่มีการใช้บางส่วนของผลิตภัณฑ์ "ไหมทองคำ" ที่ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีสิทธิ์อะไรบ้าง? ดำเนินการอย่างไรได้บ้างในทางกฎหมาย? และควรจะต้องมีการป้องกันอย่างไรทั้งจากตัวเองและระบบ!
ไหมทองคำ ผ่าน อย. เป็นเรื่องสำคัญ!
รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค (สภาองค์กรของผู้บริโภค) ให้ข้อมูลว่า ไหมทองคำ คือขั้นตอนหนึ่งในวงการเสริมความงาม ที่นำเส้นไหมซึ่งมีส่วนผสมของทองคำร้อยเข้าไปใต้ผิวหนัง โดยมีการอ้างสรรพคุณว่าช่วยกระชับ ยกกระชับผิว และชะลอความแก่ ซึ่งแตกต่างจากไหมละลายทั่วไปที่ใช้ในวงการแพทย์มานานแล้ว ตรงที่ไหมทองคำไม่ละลาย หมายความว่าเมื่อร้อยเข้าร่างกายแล้ว สิ่งแปลกปลอมนั้นจะคงอยู่ในร่างกายตลอดไป
นอกจากนี้ ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสภาองค์กรผู้บริโภคชี้ตรงกันว่า จนถึงปัจจุบัน งานวิจัยทางวิชาการยังไม่รับรองประสิทธิภาพของไหมทองคำในระดับที่ชัดเจน พบเพียงงานวิจัยจากบางแห่งเท่านั้น ขณะที่ความเสี่ยงจากการใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบ การเกิดพังผืดใต้ผิวหนัง หรืออาการบวมเป็นหนอง ล้วนเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้จริง
ทั้งนี้ นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า ที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือ การที่บางคลินิกนำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ อย. มาใช้กับผู้บริโภค โดยอ้างว่าผ่านการรับรองแล้ว ซึ่งถือเป็นการโฆษณาที่เป็นเท็จ และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้รับบริการในระยะยาวอย่างประเมินค่าไม่ได้
เสียงจากผู้บริโภค 3 กรณีร้องเรียนที่สภาองค์กรผู้บริโภคได้รับ
รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการร้อยไหมรวมไปถึงการร้อยไหมทองคำอย่างน้อย 3 กรณี แม้ตัวเลขดูไม่มาก แต่แต่ละกรณีสะท้อนให้เห็นรูปแบบความเสียหายที่เกิดแก่ผู้บริโภคที่แตกต่างกัน
กรณีที่ 1 ร้อยไหมแล้วเกิดอาการอักเสบ บวมเป็นหนอง
นี่คือกรณีที่รุนแรงที่สุด ผู้ร้องได้รับการร้อยไหม หลังจากนั้นเพียง 2 วัน เริ่มมีอาการผิดปกติ ผิวหนังปูด บิดเบี้ยว และภายในหนึ่งเดือนก็เกิดอาการบวมเป็นหนอง คลินิกต้นทางให้ยาแก้อักเสบแต่อาการไม่ดีขึ้น ผู้ร้องจึงหันมาพึ่งสภาองค์กรผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการฟ้องคดีต่อผู้ประกอบการ
กรณีที่ 2 ถูกชักชวนซื้อบริการเพิ่มระหว่างฉีดฟิลเลอร์
ผู้ร้องรายแรกเดินทางมาคลินิกเพื่อฉีดฟิลเลอร์ แต่ระหว่างที่อยู่ในกระบวนการรักษา ทีมขายของคลินิกได้เข้ามาเสนอขายบริการร้อยไหมทองคำ ทำให้ผู้ร้องรู้สึกถูกกดดันและตัดสินใจซื้อบริการเพิ่ม ยอดรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดพุ่งสูงถึงกว่าหนึ่งล้านบาท เมื่อต้องการขอเงินคืน ผู้ประกอบการกลับบิดพลิ้ว ทำให้ผู้ร้องต้องยื่นฟ้องด้วยตนเอง
กรณีที่ 3 ซื้อคอร์สไม่ได้ใช้ เพราะคลินิกปิดกิจการ
ผู้ร้องรายที่สองซื้อคอร์สยกกระชับผิว โดยใช้ระบบผ่อนชำระ 10 งวด ซึ่งมีอายุการใช้บริการ 3 ปี แต่ก่อนที่จะได้ใช้บริการ คลินิกกลับปิดปรับปรุงและไม่สามารถติดต่อได้ ผู้ร้องจึงเสียเงินโดยไม่ได้รับบริการใดเลย กรณีนี้ยังไม่มีความเสียหายทางร่างกาย แต่เป็นความเสียหายทางการเงินอย่างชัดเจน
กฎหมายทำอย่างไรได้บ้าง เมื่อสิทธิของผู้บริโภคที่ถูกละเมิด
หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค กล่าวว่า ในด้านกรณีคลินิกเสริมความงามใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่าน อย. นั้น ผู้บริโภคมีสิทธิ์เรียกร้องทั้งในเชิงแพ่งและอาญา
1. สิทธิทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายได้กับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่าน อย.
การที่คลินิกโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์ผ่าน อย. แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ ถือเป็นการโฆษณาที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสินค้าได้มาตรฐาน ซึ่งการโฆษณาถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา การโฆษณาเกินจริงหรือหลอกลวงจึงถือว่าเป็นการผิดสัญญาต่อผู้บริโภค ซึ่งมีอายุความ 10 ปี
ผู้บริโภคสามารถเรียกร้องได้ดังนี้
- บอกเลิกสัญญาและขอเงินคืนสำหรับบริการที่ยังไม่ได้ใช้
- เรียกค่ารักษาพยาบาลหากต้องเข้ารับการรักษาจากผลกระทบของไหมที่ร้อยเข้าไป
- เรียกค่าเสียหายจากการหยุดงานหรือผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
- เรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษตามมาตรา 42 แห่งวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งอาจสูงถึง 5 เท่าของค่าเสียหายจริง หากศาลเห็นว่าผู้ประกอบการจงใจหลอกลวงโดยอาศัยความไว้วางใจของผู้บริโภค
โดยเฉพาะค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่กฎหมายไทยให้ไว้ เพื่อป้องปรามผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสหากินบนความไว้วางใจของผู้บริโภค สมมติว่าศาลกำหนดค่าเสียหายให้ 10,000 บาท ศาลอาจพิพากษาเพิ่มได้สูงสุดถึง 50,000 บาท รวมเป็น 60,000 บาท ซึ่งค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้น จะแยกออกจากค่าเสียหายที่ศาลระบุให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของคลินิกจ่าย
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามว่า ในกรณีที่ทราบทีหลังว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานไม่ได้รับ อย. จะสามารถร้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ แม้ว่าจะได้มีการร้อยไหม หรือทำหัตถการแล้ว นายโสภณกล่าวว่า หากผู้บริโภคไม่สบายใจ โดนหลอกใช้ของที่ไม่ผ่าน อย. แล้วต้องไปทำหัตถการแก้ไข หรือเอาไหมเส้นนั้นออกจากร่างกาย นั่นก็นับเป็นค่าเสียหายที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่าย!
2. สิทธิทางอาญา โฆษณาเกินจริงและหลอกลวงผู้ซื้อ
นอกจากทางแพ่งแล้ว ยังอาจมีความผิดทางอาญาอีกด้วย โดยแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
ประการแรก ความผิดฐานโฆษณาเกินจริง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค สคบ. มีอำนาจตรวจสอบผู้ประกอบการและดำเนินคดีในฐานะโฆษณาหลอกลวงได้
ประการที่สอง ความผิดตามมาตรา 271 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ขายสินค้าโดยหลอกลวงผู้ซื้อให้หลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ หรือคุณภาพของสินค้าอย่างเป็นเท็จ แม้การกระทำนั้นไม่ถึงขั้นฉ้อโกง ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท
นอกจากนี้ หากผู้บริโภคหลายรายยื่นฟ้องพร้อมกัน แต่ละกรณีถือเป็นความผิดแยกกรรม หมายความว่าผู้ประกอบการอาจต้องรับโทษสูงขึ้นตามจำนวนผู้เสียหาย
ฟ้องร้อง ทำอย่างไร?
นายโสภณ หนูรัตน์ แนะนำว่า โดยปกติ เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคควรเจรจากับผู้ประกอบการในเบื้องต้นก่อน หากผู้ประกอบการไม่บิดพลิ้ว บางส่วนจะยินดีคืนเงิน แต่อาจหักค่าบริการที่ให้ไปแล้ว หากเจรจาไม่สำเร็จ สามารถมาร้องเรียนที่สภาองค์กรผู้บริโภคได้ และสภาฯ จะออกหนังสือเชิญผู้ประกอบการมาไกล่เกลี่ย ซึ่งมักได้ผลคืนเงินบางส่วน หรือหากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จจะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องในศาลต่อไป
นายโสภณแนะว่า หากต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ผู้บริโภคอาจเลือกสู้คดีในศาลเพื่อให้ได้คำพิพากษาที่มีผลป้องปรามผู้ประกอบการรายอื่น แทนที่จะรับเงินจากการไกล่เกลี่ยเพียงอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมา ส่วนใหญ่คดีเสริมความงามจะจบที่ชั้นเจรจา ยังไม่ค่อยปรากฏคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐาน
จึงมองว่า หากผู้บริโภคคนไหนเลือกที่จะสู้คดี ก็จะเป็นการตั้งบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคม
....
ความงามควรมาพร้อมความปลอดภัย ไม่ใช่ความเสี่ยง
สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้ในวันนี้คือ ตั้งคำถาม ตรวจสอบ และไม่ยอมให้ความอยากสวยครอบงำวิจารณญาณ ส่วนในระดับนโยบาย ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก่อนที่ผู้บริโภครายต่อไปจะต้องเจ็บปวดทั้งร่างกายและทรัพย์สินต่อไป.
ช่องทางร้องเรียนและขอความช่วยเหลือ
สภาองค์กรผู้บริโภค: www.tcc.or.th หรือโทร 1502
สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค): โทร 1166
อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา): โทร 1556
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.): โทร 1426


