ชีวิตหลังความตายออกแบบได้ จากไปอย่าง “ใจเบา” สิทธิที่คนไทยยังไม่ (ค่อย) รู้
บทสนทนาเอ็กซ์คลูซีฟกับกอเตย- ปิญชาดา ผ่องนพคุณ แห่ง Baojai Family ชวนวางแผนวาระสุดท้ายผ่าน “สมุดเบาใจ” เพื่อให้การจากไปไม่ทิ้งภาระและความค้างคาใจไว้ข้างหลัง
KEY
POINTS
- คนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบถึงสิทธิตามกฎหมายในการทำ "Living Will" หรือหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า เพื่อปฏิเสธการรักษาที่มุ่งยื้อชีวิตในวาระสุดท้าย ซึ่งเป็นสิทธิที่มีการรับรองไว้ใน พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
- การวางแผนการตายล่วงหน้าผ่านเครื่องมืออย่าง "สมุดเบาใจ" เป็นการออกแบบการจากไปของตนเองให้เป็นไปตามความต้องการ ช่วยลดภาระการตัดสินใจที่ยากลำบากและภาระทางการเงินของคนข้างหลัง ทำให้จากไปได้อย่าง "ใจเบา"
- การสื่อสารความต้องการเรื่องวาระสุดท้ายของชีวิตกับครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควบคู่ไปกับการทำเอกสารทางกฎหมาย เพื่อให้ความประสงค์ของเจ้าของชีวิตได้รับการยอมรับและปฏิบัติจริงในทางปฏิบัติ
บทสนทนาว่าด้วยเรื่อง “ความตาย” อาจฟังดูหนัก แต่สำหรับ กอเตย-ปิญชาดา ผ่องนพคุณ ผู้ก่อตั้ง Baojai Family ที่ปรึกษาด้าน DEATH PLANNER ที่ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย และนี่คือบทสนทนาที่ควรถูกหยิบขึ้นมาคุยให้ชัด ก่อนวันที่เราจะไม่มีโอกาสได้พูดมันอีกครั้ง
ในฐานะนักวางแผนการตายและผู้ริเริ่มแนวคิด “สมุดเบาใจ” เธอชวนให้เราพินิจมองความตาย ว่าไม่ใช่เรื่องอัปมงคลหรือเรื่องต้องห้ามเสมอไป หากเป็น “ชั้นมิติที่ยากที่สุดของจิตใจ” ที่เราทุกคนต้องเผชิญ และหากในมุมมองแบบชาวพุทธ นี่คือมรณานุสติประการหนึ่ง ที่ขยับเข้ามาใกล้ตัวเรายิ่งกว่าครั้งไหนๆ...
“เวลาที่เราเห็นความตายปรากฏอยู่ตรงหน้าเราแบบชัด ๆ มันคือมิติที่ยากที่สุดของจิตใจเลยค่ะ เราปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่า วันหนึ่งมันจะมาถึง อาชีพนักวางแผนการตายยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย คนส่วนใหญ่แม้จะคิดถึงความตาย แต่กลับไม่เริ่มเตรียมตัว เพราะมองว่าเป็นเรื่องยาก ต้องจัดการหลายมิติ และมักแยก "ความตาย" ออกจากการ "มีชีวิต" คุณกอเตยอธิบาย
โพสต์ทูเดย์ชวนคุยเรื่องใกล้ตัวที่สุดอย่างความตาย โดยเฉพาะในเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้แต่ควรรู้อย่างยิ่งถึงสิทธิอันสำคัญข้อนี้ของตัวเอง
กฎหมายที่คนไทยจำนวนมาก “เพิ่งรู้ว่ามีอยู่”
เมื่อถามถึงสิทธิการทำ Living Will ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 คุณกอเตยยอมรับว่า แม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้มานาน แต่คนไทยจำนวนไม่น้อย “เพิ่งรู้” ว่าตัวเองมีสิทธินี้
Living Will หรือ หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต ที่เจ้าของเอกสารจะระบุไว้ชัดเจนว่า หากตนเองป่วยหนักจนไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจได้ ต้องการหรือไม่ต้องการรับการรักษาแบบใด โดยเฉพาะการรักษาที่มุ่ง “ยื้อชีวิต” โดยไม่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
“พ.ร.บ. ตัวนี้จริง ๆ แล้วคุ้มครองทั้งสองฝ่ายเลยนะคะ คุ้มครองแพทย์ด้วยว่า ถ้าไม่ได้ยื้อชีวิตตามความประสงค์ของผู้ป่วย แพทย์ไม่ผิด ในขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะเรามีช่องทางเขียน Living Will แสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าได้”
เธออธิบายว่า กฎหมายนี้ทำให้เสียงของเจ้าของชีวิตมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีรายละเอียดที่สังคมไทยต้องค่อยๆ เรียนรู้ร่วมกัน
“ถึงเราจะเขียนสมุดเบาใจ หรือทำ Living Will ไว้แล้วนะคะ แต่สุดท้ายแพทย์ก็ยังต้องขอการยืนยันจากญาติอยู่ดี ว่าจะเอาตามนี้หรือไม่”
จุดนี้เองที่ทำให้เธอเน้นย้ำว่า เอกสารเพียงอย่างเดียวไม่พอ หากขาดการสื่อสารกับครอบครัว
“ถ้าในอนาคต เสียงของเจ้าของชีวิตมีผลชัดเจนมากขึ้น โดยไม่ต้องรอการตีความจากคนอื่น ชีวิตคนไทยจะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ”
Medical Assisted Dying บทสนทนาที่เริ่มขยับ
อีกประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงในวงจำกัด คือเรื่อง Medical Assisted Dying หรือการช่วยยุติชีพทางการแพทย์ ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ ปิญชาดามองว่า การพูดถึงเรื่องนี้ไม่ใช่การเร่งให้เกิด แต่คือการตั้งคำถามอย่างมีวุฒิภาวะ
“ตอนนี้เราก็สนใจประเด็น Medical Assisted Dying นะคะ คือการให้แพทย์ช่วยยุติชีพในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งในไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ”
อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อว่ารากฐานสำคัญที่สุดก่อนจะไปถึงจุดนั้น คือการพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care ให้ทั่วถึงและเท่าเทียม
“ถ้า Palliative Care ของเราดีขึ้น ดูแลคนได้อย่างเท่าเทียมจริง ๆ คำว่าการุณยฆาตหรือ Medical Assisted Dying อาจมีแนวโน้มเป็นไปได้ในอนาคตค่ะ”
สำหรับเธอ ประเด็นเหล่านี้ไม่ควรถูกมองแบบสุดโต่ง หากควรถูกวางอยู่บนฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุณภาพชีวิตที่แท้จริง นั่นคือ เงิน ชีวิต และความสัมพันธ์
เมื่อบทสนทนาพลิกมาสู่เรื่อง “เงิน” คุณกอเตยหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา เธอยอมรับว่าเงินสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทของค่ารักษาพยาบาลช่วงท้ายชีวิต แต่ก็เตือนว่าอย่าให้มันกลายเป็นศูนย์กลางเหนือทุกสิ่ง
“สำคัญมากค่ะ ทั้งสองส่วนเลย ทั้งเรื่องตัวเราเองที่ปฏิเสธความตายไม่ได้ และเรื่องเงินที่ทุกคนให้คุณค่าต่างกัน สำหรับตัวเอง เงินสำคัญพอ ๆ กับปัจจัยอื่นในชีวิตค่ะ แต่ไม่อยากให้เรามองเงินเป็นปัจจัยหลัก จนทำให้เราไม่มีโอกาสใช้ชีวิตในความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนในชีวิต”
และในมุมของนักวางแผนการตายดี เธอมองว่า การวางแผนทางการเงินควบคู่กับการทำ Advance Care Plan คือความรับผิดชอบต่อทั้งตัวเราเองและคนข้างหลัง เพราะค่าใช้จ่ายช่วงท้ายชีวิตอาจสูงโดยไม่คาดคิด หากไม่มีแผนรองรับ ภาระจะตกไปอยู่กับครอบครัวโดยตรง
“สมุดเบาใจ” ไม่ใช่สมุดของความเศร้า
ตลอดการสนทนา สิ่งหนึ่งที่ถูกย้ำเตือนในความคิดคือ “สมุดเบาใจ” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อพาใครไปสู่ความสิ้นหวัง แต่เพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจให้เจ้าของชีวิต
มันคือพื้นที่ให้เราเขียนว่า เราอยากยื้อชีวิตแค่ไหน เราให้คุณค่ากับอะไร เราอยากจากไปอย่างไร และใครคือคนที่เราไว้วางใจให้สื่อสารแทนในวันที่เราพูดไม่ได้
“ความตายมันคือเส้นเรื่องเดียวกันกับการมีชีวิตค่ะ ถ้าเรารับผิดชอบชีวิตของเรา เราก็ควรรับผิดชอบการจากไปของเราด้วย” - คุณกอเตยกล่าวทิ้งท้ายกับโพสต์ทูเดย์
ในวันที่สังคมไทยยังขุ่นข้องกับบทสนทนาเรื่องความตาย บทบาทของนักวางแผนการตายอาจดูใหม่ แต่ความจริงสิ่งที่เธอพยายามบอกนั้นเรียบง่ายมาก ยิ่งเรากล้าคุยเรื่องนี้เร็วเท่าไร ความรักและความเข้าใจในครอบครัวก็จะชัดเจนขึ้นเท่านั้น
บางที “เพื่อนคนสุดท้าย” ที่ชื่อว่าความตาย อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด หากเราได้ทำความรู้จัก และเตรียมใจไว้ล่วงหน้าอย่างอ่อนโยน พร้อมสมุดเล่มเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “สมุดเบาใจ”
“KTC FIT Talk 22: Because of Love – วางแผนวันนี้ ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง”
แนวคิดและบทสนทนาอันเปิดกว้างและเต็มไปด้วยมิติที่สำคัญครั้งนี้ถูกสะท้อนผ่านการจัดเวที “KTC FIT Talk 22: Because of Love – วางแผนวันนี้ ไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง” ที่ KTC ชวนให้พนักงานและคนทั่วไปได้มองการวางแผนช่วงสุดท้ายของชีวิตในมิติใหม่ ว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องหม่นเศร้า แต่คือการแสดงความรักและความรับผิดชอบต่อคนข้างหลัง การสื่อสารความต้องการล่วงหน้าในวันที่ยังแข็งแรง ช่วยลดภาระทางอารมณ์ การเงิน และการตัดสินใจที่ยากลำบากของครอบครัวในอนาคต นี่คือการดูแลชีวิตอย่างรอบด้านตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ในมุมมองของผู้บริหารคุณสุดปรารถนา ดำรงชัยธรรม ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์กรของ KTC ยืนยังในข้อนี้ว่า การดูแลพนักงานไม่ใช่เพียงหน้าที่ด้านทรัพยากรบุคคล แต่คือหัวใจของการขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืน
“เราเชื่อว่าพนักงานคือพลังสำคัญที่สร้างความสำเร็จ สร้างนวัตกรรม และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ดังนั้นการลงทุนกับ “คน” จึงเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าที่สุด
เราออกแบบสวัสดิการและโปรแกรมดูแลพนักงานแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพตามช่วงวัย การดูแลสุขภาพจิตผ่าน HR Clinic การสร้างวัฒนธรรม Psychological Safety การให้ความรู้ด้านการเงิน ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะเราเชื่อว่า work-life integration ที่แท้จริง ต้องดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และความมั่นคงในอนาคตควบคู่กันไป”
มากกว่านั้น คุณปรารถนาย้ำชัดว่า “ในฐานะผู้บริหาร เราตั้งเป้าหมายให้ KTC เป็น Happy & Safety Workplace ที่พนักงานรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องแบกความกังวลไว้ในใจ เมื่อพนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข และรู้สึกปลอดภัย พวกเขาจะมีพลังและแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดให้กับองค์กรและลูกค้า”
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากเวทีเสวนาครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การพูดถึงความตาย แต่คือการตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ การวางแผนล่วงหน้าไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย หากแต่คือการยอมรับความจริงของธรรมชาติ และใช้สติออกแบบเส้นทางชีวิตอย่างรอบคอบ ครบถ้วน และเปี่ยมความหมาย ทั้งในบทบาทของพนักงาน คนในครอบครัว และสมาชิกของสังคม
"สมุดเบาใจ" ในฐานะนโยบาย (Advanced Care Plan - ACP):
- ประเทศไทยกำลังผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นนโยบาย เพื่อให้ทุกคนสามารถวางแผนการดูแลในอนาคตได้
- ช่วยให้ครอบครัวและแพทย์สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น ลดความขัดแย้งในครอบครัวที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่ชัดเจนในวาระสุดท้าย (เช่น การตัดสินใจเรื่องการยื้อชีวิตที่อาจนำไปสู่การโต้แย้งหน้าห้อง ICU)
- เป็นเครื่องมือยืนยันความประสงค์ของเราเมื่อไม่สามารถพูดได้ ทำให้การดูแลสอดคล้องกับคุณค่าและความต้องการของเจ้าของชีวิต
เวลาที่ควรเริ่มต้นวางแผน:
- ควรทำทันที ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วยหรือถึงวัยชรา เพราะความตายสามารถมาถึงได้ทุกเมื่อ
การระบุคุณค่าส่วนบุคคล (หน้า 3 ของสมุดเบาใจ):
- ผู้บรรยายชวนให้ผู้ฟังเลือก 3 คุณค่าหลักที่สำคัญที่สุดสำหรับตนเองในยามเจ็บป่วยและวาระสุดท้าย
- ตัวอย่างคุณค่า: อายุยืนยาว, ดูแลตัวเองได้ไม่เป็นภาระผู้อื่น (เป็นคุณค่าที่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เลือก), อยู่อย่างสุขสบายไม่เจ็บปวด, อยู่กับครอบครัวที่รัก, ลูกหลานสามัคคี, ได้อยู่กับเพื่อนที่ไว้ใจ, จัดการธุระให้สำเร็จ, ได้ช่วยเหลือผู้อื่น, ได้รับความเคารพ/เกียรติ, ปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนา, จากไปอย่างมีสติ
ความรับผิดชอบต่อการตาย:
- เช่นเดียวกับการวางแผนชีวิตในด้านต่างๆ (การทำงาน, การแต่งงาน, การมีลูก) เราก็ต้องรับผิดชอบการตายของเราด้วย การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดภาระให้กับคนข้างหลังได้อย่างมาก
การสื่อสารและทบทวน "สมุดเบาใจ":
- หัวใจสำคัญที่สุดคือการนำแผนนี้ไปสื่อสารกับคนที่เรารัก ไม่ใช่เก็บไว้เฉยๆ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ต้องค่อยๆ พูดคุย
- สามารถถ่ายเอกสารหน้าที่มีผลทางกฎหมาย (หน้า 6-7) เก็บไว้ที่โรงพยาบาลที่เราเข้ารับการรักษาได้
- ควรทบทวน "สมุดเบาใจ" เป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อเงื่อนไขสุขภาพเปลี่ยนแปลงไป หรืออย่างน้อยปีละครั้ง (ผู้ออกแบบสมุดและแนวคิดเองปรับปรุงแผนทุกปี)


