เกาหลีใต้ใจชื้น! อัตราเด็กเกิดใหม่ฟื้นตัว พุ่งปีที่ 2 ติดต่อกัน
เกาหลีใต้ใจชื้น! อัตราเด็กเกิดใหม่ทะลุ 2.5 แสนคน สูงสุดในรอบ 4 ปี รัฐทุ่มงบกระตุ้นต่อเนื่อง อัดฉีดเงินสด-สวัสดิการ
สถิติเด็กเกิดใหม่ของเกาหลีใต้ในปี 2025 ปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่สอง ถือเป็นสัญญาณบวกที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักสำหรับประเทศที่เผชิญวิกฤตเด็กเกิดน้อยที่สุดในโลกมาอย่างยาวนาน
ข้อมูลเบื้องต้นจากกระทรวงข้อมูลและสถิติเกาหลีใต้ (Ministry of Data and Statistics) ที่เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระบุว่าอัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) หรือค่าเฉลี่ยการมีบุตรของผู้หญิงหนึ่งคน ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.8 ในปีที่แล้ว จากระดับ 0.75 ในปี 2024
ส่งผลให้ยอดเด็กเกิดใหม่ตลอดปี 2025 พุ่งขึ้น 6.8% ไปแตะที่ 254,500 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021
ปัจจัยหลักที่ดันให้ตัวเลขนี้ฟื้นตัว มาจากสถิติการแต่งงานที่เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังซบเซาไปนาน ผนวกกับมาตรการอัดฉีดจากภาครัฐที่มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินอุดหนุน ยกระดับสวัสดิการศูนย์เด็กเล็ก และโครงการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำพิเศษสำหรับครอบครัวที่มีลูกน้อย
แม้ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะยังไม่ก้าวกระโดดมากนัก และอาจจะเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นเทรนด์ขาขึ้นในระยะยาว แต่ก็พอจะสะท้อนให้เห็นว่า สารพัดนโยบายแก้วิกฤตประชากรของรัฐบาลเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมบ้างแล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาประชากรหดตัวและอัตราเจริญพันธุ์ที่รั้งท้ายตารางกลุ่มประเทศ OECD กลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจและสังคมของเกาหลีใต้
ฐานวัยแรงงานที่หดตัวลงสวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่พุ่งทะยาน ได้สร้างภาระอย่างหนักให้กับระบบบำนาญและสาธารณสุข จนรัฐบาลต้องประกาศภาวะวิกฤตเพื่อรับมือกับผลกระทบที่ลุกลามไปทุกวงการ ตั้งแต่ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงกองทัพที่เสี่ยงจะเกณฑ์กำลังพลได้ไม่ครบตามเป้า
รัฐบาลเกาหลีใต้หลายยุคหลายสมัยพยายามทุ่มสรรพกำลังเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยช่วงปี 2006-2023 มีการใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 380 ล้านล้านวอน (ราว8.22 ล้านล้านบาท) เพื่ออุดหนุนและส่งเสริมการสร้างครอบครัว
ขณะที่ข้อมูลจากคณะกรรมการประธานาธิบดีว่าด้วยนโยบายสังคมสูงวัยและประชากร ระบุว่าเฉพาะปี 2025 รัฐบาลได้อัดฉีดงบประมาณแก้วิกฤตนี้โดยตรงอีก 28.6 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 13%
แต่ถึงอย่างนั้น การแก้ปัญหากลับเดินหน้าไปอย่างเชื่องช้า เพราะยังมีกำแพงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ฝังรากลึกคอยขวางกั้นอยู่ ทั้งราคาบ้านที่แพงลิบลิ่ว ค่าเรียนพิเศษที่สูงลิบ ไปจนถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศในที่ทำงาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้มาตรการรัฐทำงานได้ไม่เต็มที่
ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีแค่ภาครัฐที่ขยับตัวเท่านั้น ภาคเอกชนเองก็เริ่มตื่นตัวและออกแคมเปญกระตุ้นพนักงานของตัวเองเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ‘พูยอง’ (Booyoung Co.) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ ที่ประกาศแจกโบนัสเงินสดถึง 100 ล้านวอน ให้กับพนักงานที่มีลูก ซึ่งนโยบายนี้ได้ใจคนหนุ่มสาวที่กำลังแบกรับภาระค่าครองชีพไปเต็มๆ
อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำในแต่ละพื้นที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ สถิติชี้ว่ากรุงโซลมีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำสุดเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากเมืองปูซาน ตอกย้ำให้เห็นว่าค่าครองชีพและราคาบ้านในเมืองหลวงคือตัวการสำคัญที่ทำให้คนไม่อยากมีลูก
ในทางกลับกัน เมืองศูนย์กลางการบริหารอย่างเซจง กลับครองแชมป์พื้นที่มีเด็กเกิดใหม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาโดยตลอด
เกาหลีใต้ไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเด็กเกิดน้อย ปัจจุบันหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ทั้งญี่ปุ่นและไต้หวัน รวมถึงกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปและอเมริกาเหนือ ต่างก็เผชิญชะตากรรมเดียวกัน
อย่างในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอแนวทางแจกเงินโบนัสเด็กแรกเกิด 5,000 ดอลลาร์ ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่ ที่เจอวิกฤตประชากรหดตัวหลังใช้นโยบายคุมกำเนิดมานานหลายสิบปี ก็เพิ่งประกาศเมื่อกลางปี 2025 ที่ผ่านมาว่า จะแจกเงินอุดหนุนเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี หัวละ 3,600 หยวน (ราว 16,000 บาท) ต่อปี เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาสร้างครอบครัวกันมากขึ้น
อ้างอิง: Bloomberg


