ทรัมป์แถลงนโยบายต่อรัฐสภา: การประกาศศักดา "ยุคทองของอเมริกา"
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ชูผลงานเศรษฐกิจในการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส ลั่นอเมริกาจะกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม ร่ำรวยกว่าเดิม แข็งแกร่งกว่าเดิม
ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา (State of the Union 2026) ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังและแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศบรรลุเป้าหมายการฟื้นฟูชาติครั้งประวัติศาสตร์ พร้อมนิยามยุคสมัยปัจจุบันว่าเป็น "ยุคทองของอเมริกา" (The Golden Age of America) สุนทรพจน์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรายงานผลงานรายปี แต่เป็นการวางโรดแมปเชิงสัญลักษณ์ที่มุ่งหน้าสู่ "วันที่ 4 กรกฎาคม" ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา โดยทรัมป์ประกาศกร้าวว่าอเมริกากลับมา "ยิ่งใหญ่กว่า รวยกว่า และแข็งแกร่งกว่าที่เคย"
คำปราศรัยในวันอังคารใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 48 นาที ถือเป็นสุนทรพจน์ที่ยาวที่สุดก่อนการประชุมร่วมของสภาคองเกรสในรอบอย่างน้อย 60 ปี ตามรายงานของ the American Presidency Project ซึ่งติดตามความยาวของสุนทรพจน์แต่ละครั้งนับตั้งแต่ปี 1964
ผู้นำสหรัฐฯ ได้นำเสนอภาพเปรียบเทียบระหว่างความโกลาหลที่เขาได้รับสืบทอดเมื่อ 12 เดือนก่อน ทั้งวิกฤตเงินเฟ้อ พรมแดนที่ล้มเหลว และอาชญากรรมที่พุ่งสูง กับภาพลักษณ์ใหม่ของชาติในฐานะมหาอำนาจที่ได้รับความยำเกรงอีกครั้ง การแถลงครั้งนี้สะท้อนถึงการ "รื้อถอนมรดกยุคเก่า" และการวางระเบียบโลกใหม่ภายใต้หลักการ America First ที่ทรัมป์ยืนยันว่า "อเมริกาจะไม่กลับไปจุดเดิมอีกต่อไป"
1. "Trump Accounts" - การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบทุนนิยมภาคประชาชน
นโยบายที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือการจัดตั้ง "Trump Accounts" หรือบัญชีลงทุนปลอดภาษีสำหรับเด็กอเมริกันทุกคน นี่คือการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรื้อถอนระบบรัฐสงเคราะห์ (Welfare State) ไปสู่ระบบทุนนิยมภาคประชาชน (Citizen Capitalism) โดยได้รับการสนับสนุนเงินประเดิมกองทุนจากมหาเศรษฐีอย่าง Michael และ Susan Dell ถึง 6.25 พันล้านดอลลาร์ เพื่อมอบทุนเริ่มต้นให้แก่เด็ก 25 ล้านคน (เฉลี่ยคนละ 250 ดอลลาร์)
โดยตั้งเป้าให้เงินนี้งอกเงยเป็น 100,000 ดอลลาร์เมื่ออายุครบ 18 ปี คือการสร้าง "ชนชั้นมั่งคั่งใหม่" ตั้งแต่เกิด ใช้กลไกตลาดทุนเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งสอดประสานกับรายได้ที่รัฐได้มาจากภาษีศุลกากรต่างชาติ โดยบอกว่า American Dream ในยุค 2026 ไม่ได้เริ่มจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจาก "แต้มต่อ" ที่รัฐและภาคเอกชนหยิบยื่นให้ตั้งแต่วันแรก
2. "Trump RX" - ปฏิบัติการทุบเพดานราคายาและอำนาจผูกขาด
ทรัมป์ประกาศชัยชนะผ่านนโยบาย "Most Favored Nation" ที่บังคับให้บริษัทยาต้องขายยาในสหรัฐฯ ในราคาที่ต่ำที่สุดในโลก โดยมีแพลตฟอร์ม trumprx.gov เป็นอาวุธสำคัญ กรณีของ Katherine Rener ที่สามารถซื้อยา IVF ได้ในราคาไม่ถึง 500 ดอลลาร์ จากเดิมที่เคยจ่ายถึง 4,000 ดอลลาร์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำลายอำนาจผูกขาดของบริษัทประกันและบริษัทยายักษ์ใหญ่
"ผมทำให้ราคายาซึ่งเคยแพงที่สุดในโลก กลายเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในโลกได้สำเร็จ... จากราคาสูงที่สุดสู่ราคาที่ต่ำที่สุด"
3. กฎเหล็ก AI: การปกป้องโครงข่ายพลังงานจากการเติบโตของเทคโนโลยี
ในขณะที่โลกกำลังคลั่งไคล้ AI ทรัมป์กลับวางกฎเหล็กด้วย "Ratepayer Protection Pledge" บังคับให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Big Tech) ที่ต้องการสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ ต้องรับผิดชอบในการสร้างโรงไฟฟ้าส่วนตัวของตนเองแทนการแย่งใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก (Grid) ของประชาชน
"เรากำลังบอกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ว่า พวกเขามีพันธะต้องจัดหาพลังงานสำหรับความต้องการของตนเอง... เพื่อไม่ให้ราคาค่าไฟของใครต้องพุ่งสูงขึ้น"
4. การปฏิวัติภาษี: ภาษีศุลกากรคือ "เครื่องยนต์" ใหม่ของเศรษฐกิจ
ทรัมป์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิด Tariffs (ภาษีศุลกากร) ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการค้า แต่คือแหล่งรายได้หลักที่จะมาทดแทนระบบภาษีเงินได้ (Income Tax) ในอนาคต การเก็บรายได้นับแสนล้านดอลลาร์จากประเทศที่เคย "เอาเปรียบ" ถูกนำมาสังเคราะห์เป็นนโยบายยกเว้นภาษีทิป (No tax on tips), ภาษีโอเวอร์ไทม์ และภาษีโซเชียลซีเคียวริตี้ รวมถึงการมอบ "Warrior Dividend" จำนวน 1,776 ดอลลาร์ให้แก่ทหารอเมริกันทุกคน
ทรัมป์ระบุว่า "นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล 22 คน" คาดการณ์ผิดทั้งหมด เพราะเขาสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากต่างชาติมาเติมเงินในกระเป๋าคนอเมริกันได้จริงโดยไม่มีเงินเฟ้อ นี่คือการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐที่พึ่งพาภาษีทางตรงน้อยลง และพึ่งพาอำนาจต่อรองทางการค้ามากขึ้น
"สิ่งที่ประธานาธิบดีหนึ่งคนทำได้นั้นแตกต่างเพียงใด... ในอนาคต ภาษีศุลกากรที่จ่ายโดยต่างชาติจะเข้ามาแทนที่ระบบภาษีเงินได้ในปัจจุบัน"
5. "Midnight Hammer" และความมั่นคงเชิงทรัพยากร
ชัยชนะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรัมป์อ้างถึงคือปฏิบัติการ "Operation Midnight Hammer" ที่ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการโค่นล้มระบอบ Maduro ในเวเนซุเอลา ทรัมป์ประกาศว่าเขาได้ "ยุติสงครามไปแล้วถึง 8 สมรภูมิ" (รวมถึงกัมพูชา, ไทย, ปากีสถาน-อินเดีย และโคโซโว-เซอร์เบีย) และกำลังเดินหน้าสู่สงครามที่ 9 คือรัสเซีย-ยูเครน
ทรัมป์ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารที่เฉียบคมที่สุดคือ "Midnight Hammer" เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการโจมตีโครงการนิวเคลียร์บนแผ่นดินอิหร่านเพื่อรับประกันว่า "อิหร่านจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์" ส่วนในลาตินอเมริกา ทรัมป์ประกาศชัยชนะจากการล้มระบอบนิโคลัส มาดูโร ในเวเนซุเอลา โดยเขาสามารถเจรจากับประธานาธิบดีคนใหม่ Delcy Rodriguez เพื่อเข้าถึงน้ำมัน 80 ล้านบาร์เรล และที่สำคัญที่สุดคือการ "สั่งปิดคุกนรกในคารากัส" และปล่อยนักโทษการเมืองเป็นอิสระ
ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทรัมป์สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ NATO โดยบีบให้ประเทศสมาชิกต้องจ่ายงบประมาณกลาโหมถึง 5% ของ GDP และยืนยันว่าความช่วยเหลือแก่ยูเครนจะถูกดำเนินการผ่าน NATO ทั้งหมด โดยที่ "อเมริกาไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย (Freight) เพียงลำพังอีกต่อไป"
นอกจากนี้ ทรัมป์ได้อนุมัติเงินพิเศษที่เรียกว่า "Warrior Dividend" มูลค่า $1776 (ตัวเลขปีเอกราชอเมริกา) ให้แก่ทหารทุกคน ซึ่งเป็นเงินที่มาจากการจัดเก็บภาษีศุลกากร (Tariffs) จากต่างชาติที่เคย "รีดไถ" ทรัพยากรของสหรัฐฯ
ในช่วงท้าย ทรัมป์ได้เชื่อมโยงความยิ่งใหญ่ในอดีตผ่าน "วีรบุรุษ" ที่ยังมีชีวิตอยู่ ตั้งแต่ Buddy Tagert ทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จะครบ 100 ปีในวันชาติที่จะถึงนี้, Scott Ruskin ผู้ช่วยชีวิตประชาชนกว่า 164 คนจากอุทกภัย ไปจนถึง Chief Warrant Officer Five Eric Slover ผู้ได้รับเหรียญ Medal of Honor จากวีรกรรมในเวเนซุเอลา
วิสัยทัศน์ "Golden Age" ของทรัมป์จึงไม่ใช่เพียงแค่สถิติทางเศรษฐกิจ แต่มันคือการรวบรวมอำนาจและเอกลักษณ์ของชาติกลับมาสู่อเมริกันชนอีกครั้ง โดยมองว่า 250 ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ที่จะข้ามทุกขีดจำกัด
"อนาคตของสหรัฐอเมริกาภายใต้แนวคิด America First จะยิ่งใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และสดใสยิ่งกว่ายุคสมัยใด และเราจะไม่มีวันย้อนกลับไปสู่จุดเดิมอีก"


