เอกชน “ภูเก็ต” เสนอ “รัฐบาลใหม่” ปลดล็อค 3 ข้อให้ภูเก็ตไปต่ออีกไกล!
เอกชน “ภูเก็ต” เสนอ “รัฐบาลใหม่” ปลดล็อค 3 ข้อให้ภูเก็ตไปต่ออีกไกล! ชี้รัฐควรดูแลส่วนการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง จะใช้แบบเดิมหวังผลที่มากขึ้นไม่ได้
KEY
POINTS
- เสนอให้เร่งรัดการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติ เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจ MICE และการจัดงานระดับโลก
- เรียกร้องให้แก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ค้างคา โดยเฉพาะการจราจรและโครงการอุโมงค์ที่ยังไม่แล้วเสร็จ
- ผลักดันให้ภูเก็ตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณและส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว
นายภูมิกิตต์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนและตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต สะท้อนมุมมองต่อรัฐบาลใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการจัดตั้ง เน้นย้ำถึงการเร่ง 4 ประเด็นที่รัฐบาลต้องปลดล็อค ซึ่งจะช่วยให้ “ภูเก็ต” สามารถไปต่อได้ไกลกว่าเดิม
การก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติ
นายภูมิกิตต์ระบุว่า คือ เรื่องที่สำคัญเป็นอันดับแรก ที่จะทำให้ภูเก็ตไปต่อได้ ภูเก็ตจำเป็นต้องมีสถานที่จัดงานระดับโลกเพื่อรองรับกลุ่ม MICE และงานสัมนาระดับโลกต่างๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินที่มีอยู่มหาศาล
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในปัจจุบัน นายภูมิกิตต์กล่าวว่า "ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย" ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับภาคเอกชน
ทั้งนี้ สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวภูเก็ต เคยระบุไว้ในคราวรัฐบาลของอดีตนายกเศรษฐา ทวีสินว่า ภูเก็ตเผชิญสภาวะขาดแคลนสถานที่จัดงานในระดับศูนย์ประชุมนานาชาติ ซึ่งแยกตัวเป็นเอกเทศจากส่วนของโรงแรมมานานกว่า 20 ปี โดยมีความต้องการศูนย์ประชุมขนาดอย่างน้อย 10,000 ตารางเมตร ที่รองรับคนได้กว่า 5,000 คน เพื่อดึงดูดงานแสดงสินค้าและงานประชุมวิชาการระดับโลก
จากการที่ โพสต์ทูเดย์ รวบรวมข้อมูล พบว่าโครงการศูนย์ประชุมนานาชาติใน “ภูเก็ต” เป็นโครงการที่เคยเกิดขึ้นและต้องล้มพับไปแล้วหลายครั้ง
ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2553 ยุครัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเคยอนุมัติให้จัดตั้งศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต บนที่ดินราชพัสดุ 150 ไร่ ณ หาดไม้ขาว อำเภอถลาง โดยจัดสรรงบประมาณ 2,600 ล้านบาท ภายใต้แผน “ไทยเข้มแข็ง (Thai Khem Khaeng)” เพื่อออกแบบและก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับกิจกรรมระดับนานาชาติ
อย่างไรก็ตามพบข้อท้วงติงจากหลายหน่วยงานและยุติโครงการไปในยุคของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ต่อมาโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ ถูกรื้ออีกครั้งในสมัยของ รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่มีการเปลี่ยนสถานที่ และมีความคิดจะเปลี่ยนจากศูนย์ประชุมนานาชาติ เป็น ศูนย์สุขภาพนานาชาติ
ในยุคของรัฐบาลเศรษฐา ต่อเนื่องถึงนางสาวแพทองธาร โครงการได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ และมีการอนุมัติงบประมาณวงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าก่อสร้างศูนย์สุขภาพนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบแทนจากที่เป็นศูนย์ประชุมนานาชาติอย่างเดียว
ทั้งนี้ นายภูมิกิตต์ยืนยันว่า อยากให้โครงการมีความคืบหน้ารวดเร็ว เนื่องจากภูเก็ตพยายามที่จะเสนอตัวจัดงาน Specialized Expo 2028 ในธีม “Longevity” ซึ่งเท่ากับว่าต้องก่อสร้างให้เสร็จทันการจัดงาน
การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานที่ค้างท่อ
นายภูมิกิตต์ ระบุว่าปัญหาโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นสิ่งที่ค้างคามานานและต้องได้รับการลงมือทำทันที โดยเน้นย้ำว่า "รอไม่ได้แล้ว" ซึ่งมีประเด็นหลักที่ต้องจัดการคือ ปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและการเดินทางท่องเที่ยว รวมไปถึงโครงการอุโมงค์ต่างๆ ที่ยังค้างท่ออยู่ ควรจะต้องได้รับการอนุมัติและดำเนินการให้เสร็จสิ้นทั้งหมด
การผลักดันให้ภูเก็ตเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษ
โดยเป็นข้อเสนอเพื่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ นายภูมิกิตต์มองว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษจะสามารถทำให้เกิดการปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณ
หากเปรียบเทียบเป็น “นักวิ่งมาราธอน" ภูเก็ตเหมือนลูกที่วิ่งมาราธอนเก่ง แต่การจะวิ่งระยะ 42 กิโลเมตรให้ไหว ต้องได้รับ “อาหาร" ซึ่งก็คืองบประมาณและทรัพยากรที่แตกต่างและมากกว่า นักวิ่งระยะ 10 หรือ 21 กิโลเมตร หากอาหารไม่ถึง นักวิ่งก็จะหมดแรงและไปต่อไม่ได้
เพราะฉะนั้นการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจะช่วยให้ภูเก็ตได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมกับศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ
.....
นอกจากนี้ นายภูมิกิตต์ ยังสะท้อนว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเท่ากับภาคการส่งออก อุตสาหกรรม หรือเกษตรกรรม
“ผมมองว่า การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศ แต่ไม่ค่อยมีใครมาดูเรื่องนี้จริงจังเท่าไหร่”
โดยมองว่าปัจจุบันรัฐบาลมักจะหวังผลจากการท่องเที่ยวมาก แต่กลับดูแลและจัดการอุปสรรคน้อยเกินไป อีกทั้งไม่สามารถอาศัย “ของเดิม” แล้วหวังผลมากขึ้นได้ จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลการพัฒนาการท่องเที่ยวในแต่ละส่วนอย่างจริงจังเพิ่มขึ้น คำว่าลงไปดูแต่ละส่วน เช่น ส่วนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวแบบ Wellness ว่าแต่ละส่วนนั้นเจอกับปัญหาอะไร เป็นต้น
…
ทั้งนี้ นายภูมิกิตต์กล่าวว่า สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ภูเก็ตมีรายได้จากการท่องเที่ยวในระดับ “ดีมาก” แต่ภาพรวมในช่วงที่เหลือของปียังไม่สามารถรับปากได้ว่าตัวเลขจะดีต่อเนื่องหรือไม่ และค่อนข้างมีความกังวล เนื่องจากปัจจัยเรื่องค่าเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
โดยเฉพาะในไตรมาส 2 และ 3 ที่จะเป็นฤดูของนักท่องเที่ยวจาก “ออสเตรเลีย” เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย (บาหลี)
นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องเที่ยวบินตรง ที่ปัจจุบันสายการบินไทย (TG) ไม่ได้บินตรงจากออสเตรเลียเข้าภูเก็ต แต่เปลี่ยนไปบินเข้ากรุงเทพฯ ทั้งหมด.


