สปสช. กางแผนรื้อระบบสุขภาพ กทม. ชู "เงินตามตัวคน" เลิกติดกับ “ทะเบียบบ้าน”
เลขาธิการ สปสช. กางแผนปฏิรูปใหญ่เมืองหลวง เปลี่ยนระบบจ่ายเงินใหม่ “คนอยู่ไหนเงินไปที่นั่น” ดึง รพ. ใหญ่ล้อมกรุงเป็นเจ้าภาพ แก้ปมใบส่งตัวและประชากรแฝง 7 ล้านคน
เปิดวิสัยทัศน์ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กับประเด็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขใน กทม. ทั้งเสนอสร้างระบบดึงเงินตามตัวคนไม่ใช่ทะเบียนบ้าน การขยายหน่วยบริการปฐมภูมิจาก 69 เป็น 120 แห่ง และการนำร่องโมเดลบริหารแบบอิสระ (Social Enterprise) เพื่อทำลายข้อจำกัดของระบบราชการ พร้อมสถิติข้อร้องเรียนล่าสุดในพื้นที่ กทม.
....
กทม. เมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุด และกลุ่มประชากรที่ถูกลืม
นพ.จเด็จ เริ่มต้นด้วยนิยามที่น่าตกใจว่า กรุงเทพฯ คือจังหวัดที่ “อาภัพที่สุด” ในแง่การบริการปฐมภูมิ แม้ที่นี่จะเป็นศูนย์รวมโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่ทันสมัยที่สุด แต่ระบบพื้นฐานกลับอ่อนแอที่สุด
ปัญหาใหญ่คือเรื่อง “ประชากรแฝง” ในระบบ
แม้ทะเบียนราษฎร์ กทม. มีคนเพียง 3.5 ล้านคน
แต่ในความเป็นจริงมีคนอาศัยอยู่จริงถึง 7-10 ล้านคน
“คนกลุ่มนี้คือผู้ใช้แรงงาน พ่อค้าแม่ค้า อย่างชุมชนกีบหมูที่มีคนกว่า 30,000 คน อพยพมาจากต่างจังหวัดแต่ไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้าน พวกเขาไม่รู้สิทธิ์ตัวเอง เจ็บป่วยก็ไปร้านยาหรือคลินิก และ กทม. เองก็จะดูแลเฉพาะคนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านเท่านั้นตามระบบ”
นพ.จเด็จ ยังยกตัวอย่างกลุ่มที่ไม่มีสิทธิเพิ่มเติม เช่น กลุ่มคนไร้บ้านย่านเสาชิงช้าและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดและเข้าไม่ถึงระบบ
ดังนั้น หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ ที่สปสช. มองเห็น คือการเปลี่ยนกติกาการเงิน โดย สปสช. เสนอนโยบายเปลี่ยนระบบงบประมาณจากเดิมที่ยึดตามทะเบียนบ้าน ให้เป็นแบบ “เงินตามตัวคน” ซึ่งเลขาธิการสปสช.มองว่าด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำได้
“เราต้องสร้างระบบใหม่ ต่อไปนี้ถ้าเรารู้ว่าคุณมาอยู่กีบหมู 30,000 คน เราต้องไปดึงเงินของคน 30,000 คนนี้จากขอนแก่นหรือร้อยเอ็ดโอนเข้ามาใน กทม. เพื่อให้ กทม. มีทรัพยากรเพียงพอในการดูแลพวกเขา” นพ.จเด็จ อธิบายถึงแนวคิดที่ต้องการทลายกำแพงทะเบียนราษฎร์เพื่อให้เงินงบประมาณสะท้อนการอยู่อาศัยจริง
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สปสช. จ่ายเงินงบประมาณเข้าสู่ระบบสุขภาพใน กทม. อยู่ที่ประมาณ 4,000 - 5,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับประชากรตามทะเบียนราษฎร์ที่มีชื่ออยู่จริงประมาณ 3.5 ล้านคน
จาก Model 5 สู่ Model 2 ดึง รพ. ใหญ่เป็นเจ้าภาพ
ปัญหาเรื่อง “ใบส่งตัว” คือสิ่งที่คนชั้นกลางใน กทม. ร้องเรียนมากที่สุด ข้อมูลจากสถิติไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2569 จาก สปสช. พบว่ามีข้อร้องเรียนใน กทม. สูงถึง 7,595 เรื่อง โดยโซนที่มีปัญหามากที่สุดคือ กรุงธนใต้ (21.30%) ตามมาด้วยกรุงเทพกลางและกรุงเทพเหนือ
เมื่อเจาะลึกพบว่า สาเหตุอันดับ 1 คือการ “ปฏิเสธการส่งตัว” ซึ่งพบมากถึง 682 เรื่อง โดยไม่มีการระบุเหตุผลที่ชัดเจนแก่ผู้ป่วย ซึ่งทางแก้ในปัจจุบันคือการให้สายด่วน 1330 ออกหนังสือรับรองสิทธิ์เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้ทันที
อย่างไรก็ตาม นพ.จเด็จมองว่า การเปลี่ยนโมเดลการบริหารเป็น Model 2 จะเป็นคำตอบที่ยั่งยืนกว่า
โดยเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายชดเชยค่าบริการอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เป็น Model 5 ในอดีตระบบนี้จ่ายเงินตรงไปที่คลินิกเล็กๆ แม้คลินิกจะพอใจ แต่พบปัญหาคือเมื่อมีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใหญ่ โรงพยาบาลมักปฏิเสธการรับตัวเนื่องจากไม่ได้งบประมาณก้อนนี้ด้วย ทำให้คนกรุงต้องเผชิญวิกฤต "ใบส่งตัว" ซึ่งเป็นสถิติข้อร้องเรียนอันดับหนึ่งในปัจจุบัน
โดยเปลี่ยนเป็น Model 2 คือการให้ "โรงพยาบาลใหญ่เป็นเจ้าภาพ" สปสช. จะเปลี่ยนมาจ่ายงบประมาณให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพดูแลประชาชนในเครือข่าย โดยมีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและกรมการแพทย์รอบปริมณฑลเข้ามาเป็นกำลังหลัก วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาการปฏิเสธใบส่งตัวเพราะมีเจ้าภาพชัดเจน
โมเดล "อิสระ" เพื่อทำลายกำแพงราชการ
นอกจากการปรับเปลี่ยนการจ่ายเงิน นพ.จเด็จ ยังนำเสนอแนวคิดการบริหารหน่วยบริการแบบใหม่ เช่นเดียวกับ "โรงพยาบาลบ้านแพ้ว" เป็นต้นแบบ
“หากบริหารแบบราชการบางทีมันไปไม่ได้ มันต้องบริหารแบบกึ่งอิสระมากขึ้น" นพ.จเด็จระบุ
พร้อมตั้งเป้าจะขยายศูนย์บริการสาธารณสุขใน กทม. จาก 69 แห่ง เป็น 120 แห่ง เพื่อให้รองรับประชากร 7 ล้านคนได้อย่างทั่วถึง โดยใช้เงินลงทุนเพียงแห่งละ 10 ล้านบาท ซึ่งคุ้มค่ากว่าการสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม สปสช. เชื่อมั่นว่าหากการปฏิรูปใน กทม. ประสบความสำเร็จ จะกลายเป็นโมเดลต้นแบบให้แก่เมืองใหญ่อื่นๆ เช่น เชียงใหม่ หรือภูเก็ต ที่กำลังเผชิญปัญหาความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำในลักษณะเดียวกันด้วย.


