“ผ่าตัดกระเพาะ” คือ มาตรฐานการรักษา “โรคอ้วน” ตอบ! ส่งผลต่อสุขภาพจิต?
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผย “ผ่าตัดกระเพาะอาหาร” คือ มาตรฐานการรักษา “โรคอ้วน” มีมานานกว่า 40 ปี พร้อมแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพจิต
KEY
POINTS
- การผ่าตัดกระเพาะเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดน้ำหนักได้มากกว่า 30% อย่างถาวร และได้รับการยอมรับในระบบประกันสุขภาพ
- การผ่าตัดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวกับอารมณ์โดยตรงและไม่เป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า ในทางกลับกันยังอาจช่วยให้อาการด้านจิตเวชของผู้ป่วยดีขึ้นได้
- การผ่าตัดมีความสำคัญทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคอ้วน ซึ่งเป็นภาวะที่ลดอายุขัยเฉลี่ย 7 ปี และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง
กระแสสังคมที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อรักษาโรคอ้วน มีอยู่หลายความเห็นและหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาจะส่งผลต่อร่างกายและสุขภาพจิตหรือไม่ และอะไรที่จะไม่นำไปสู่สิ่งเหล่านั้น
โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์พิเศษ นายแพทย์เสฐียรพงษ์ จันทวิบูลย์ แห่งคลินิกโรคอ้วนครบวงจร หน่วยศัลยศาสตร์ผ่าตัดผ่านกล้อง โรงพยาบาลราชวิถี เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ทุกความสงสัยที่เกิดขึ้น!
การรักษาโรคอ้วนด้วยวิธีการ “ผ่าตัดกระเพาะ” เป็นวิธีการที่มีมานานกว่า 40 ปี
คำถามแรกที่ โพสต์ทูเดย์ ถาม นายแพทย์เสฐียรพงษ์ คือ การผ่าตัดกระเพาะ เป็นการรักษามาตรฐานหรือไม่? เหตุผลเพราะวิธีการรักษาใดก็ตามที่จัดว่าเป็นการรักษาโรคแบบมาตรฐาน ย่อมได้รับการพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลมาอย่างยาวนาน จึงถูกเซ็ตเป็นการรักษามาตรฐาน
โดยนายแพทย์เสฐียรพงษ์ ยืนยัน การผ่าตัดกระเพาะนั้นเป็น “มาตรฐาน” แน่นอน เพราะว่าในระดับโลกทำมาประมาณ 35-40 ปีแล้ว และมีการผ่าตัดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในฝั่งอเมริกาและยุโรป
“ ถ้าเปรียบเลเวลการรักษาโรคอ้วนจะมีอยู่ 4 ขั้นเริ่มจากฐานพีระมิด ล่างสุดคือ การคุมอาหาร ออกกำลังกาย เน้นอาหารโปรตีนและเลี่ยงแป้ง คาร์โบไฮเดรต น้ำหวาน ซึ่งจะ สามารถลดน้ำหนักได้ 5-10% ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน คนทั่วไปได้ 5% ก็เก่งแล้ว
ขึ้นมาอีกขั้นคือ การใช้ยา ตอนนี้ที่เห็นเยอะคือ ยาฉีดลดน้ำหนัก ซึ่งจะเป็นยาที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนความอิ่ม ที่เรียกว่า GLP-1 จะลดน้ำหนักได้ราว 10% บวกลบ ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ต่อมาขึ้น การใส่บอลลูน หรือส่องกล้องเย็บกระเพาะ จะช่วยได้ประมาณ 15-20% ในระยะเวลา 6 เดือน
ส่วน การผ่าตัดกระเพาะอาหาร จะอยู่ยอดสุดของพีระมิด คือ เป็นวิธีการที่ดีที่สุดแต่มีความเสี่ยงที่สุดในบรรดาทุกวิธีที่กล่าวมา เพราะสามารถลดได้เยอะคือ 30% ขึ้นไปและได้ผลถาวร ถาวรที่ว่าคือเป็นระยะเวลา 10 ปี ขึ้นไป”
นายแพทย์เสฐียรพงษ์อธิบายว่า เมื่อเทียบกับ 3 วิธีแรกของพีระมิดซึ่งเป็นวิธีการลดชั่วคราว ในความหมายคือระยะยาว มีโอกาสที่จะเกิดภาวะโยโย่ หรือน้ำหนักขึ้นมาอีกได้
| ระดับ | วิธีการรักษา | การลดน้ำหนักโดยเฉลี่ย | ระยะเวลาเห็นผล | |
|---|---|---|---|---|
| ฐานพีระมิด | ควบคุมอาหาร + ออกกำลังกาย เน้นโปรตีน เลี่ยงแป้ง คาร์โบไฮเดรต น้ำหวาน |
5–10% (ได้ 5% ถือว่าดีมาก) |
ประมาณ 6 เดือน | |
| ระดับที่ 2 | ใช้ยา โดยเฉพาะยาฉีดกลุ่มฮอร์โมนความอิ่ม (GLP-1) | ประมาณ 10% (ขึ้นอยู่กับชนิดยา) |
หลายเดือนต่อเนื่อง | |
| ระดับที่ 3 | ใส่บอลลูนกระเพาะอาหาร หรือส่องกล้องเย็บกระเพาะ |
15–20% | ประมาณ 6 เดือน | |
| ยอดพีระมิด | ผ่าตัดกระเพาะอาหาร | 30% ขึ้นไป | ระยะยาว (มากกว่า 10 ปี) |
“เพราะฉะนั้นถามว่าเป็นมาตรฐานได้ เป็นแน่นอน และที่สำคัญคือทั่วโลกอย่างประกันสุขภาพทั่วโลกอนุมัติให้เคลมได้ ถ้าเป็นโรคอ้วนถึงเกณฑ์ผ่าตัด หรือแม้แต่บัตรทอง หรือประกันสังคมของไทยก็ครอบคลุมการผ่าตัดกระเพาะทั้งหมดแล้ว”
โรคอ้วน เสี่ยงทำให้คนอายุสั้นลงเฉลี่ย 7 ปี
ทำไม “การผ่าตัดกระเพาะรักษาโรคอ้วน” ถึงมีความสำคัญ?
ก่อนอื่น อาจต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่า การรักษาโรคอ้วน หรือ การลดน้ำหนัก เป็นไปเพื่อ “ความสวยงาม” อย่างเดียว
หมอเสฐียรพงษ์ เน้นว่ามีผลวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคอ้วนในขั้นอันตรายจะมีอายุสั้นกว่าคนทั่วไปโดยเฉลี่ยประมาณ 7 ปี!
“ แพทย์จะมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นโรค และอาจจะมีปัญหาสุขภาพในอนาคตตามมา ในอนาคตอาจต้องเป็นเบาหวาน พอเป็นเบาหวานก็จะตามมาด้วยความดัน โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งบางชนิดก็เกี่ยวข้องกันเช่น มะเร็งเยื่อบุโพรงหมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นมะเร็งตัวท็อปที่พบเจอบ่อยในคนไทย”
สำหรับผู้เป็นโรคอ้วนที่สามารถผ่าตัดกระเพาะได้นั้นจะมีเกณฑ์สำคัญทางการแพทย์ซึ่งจะดูที่ค่าดัชนีมวลกายหรือ BMI
- สำหรับค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ในคนเอเชีย มากกว่า 37.5 ขึ้นไป สามารถผ่าตัดได้
- หาก BMI อยู่ที่ 32.5 แต่มีโรคร่วมเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ก็เข้าเกณฑ์ได้เช่นกัน
- นอกจากนี้บางกรณีเช่น BMI ตั้งแต่ 30 แต่มีอาการของโรคเบาหวานที่ควบคุมยาก จะได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
นายแพทย์เสฐียรพงษ์กล่าวว่าเมื่อเข้าข้อบังคับแล้ว ก็ต้องมีความรู้และความเข้าใจเพียงพอกับการผ่าตัด แล้วก็ต้องเจอกับทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงมีการประเมินสุขภาพจิตด้วย
ผ่าตัดกระเพาะไม่ใช่ต้นเหตุโรคซึมเศร้า
หลายคนมีความกังวลต่อประเด็นการผ่าตัดกระเพาะและปัญหาสุขภาพจิต เพราะประเด็นในเรื่อง “ฮอร์โมน” หรือไม่? นายแพทย์เสฐียรพงษ์อธิบายว่า ฮอร์โมนที่การผ่าตัดกระเพาะจะกระทบเรียกว่าฮอร์โมนความหิว และฮอร์โมนความอิ่ม ซึ่งสำหรับฮอร์โมนความอิ่มเมื่อผ่าแล้วฮอร์โมนเหล่านี้จะมีเยอะขึ้น รวมไปถึงจะช่วยเรื่องโรคหัวใจ เบาหวาน ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง “อารมณ์” แต่อย่างใด
“การผ่าไม่ได้ทำให้ฮอร์โมนแปรปรวนแล้วกลายเป็นซึมเศร้า อันนี้ไม่ใช่แน่นอน
แต่มีอีกอย่างที่ต้องนึกถึงคือ ในคนที่ชอบกินมากๆ การกินมีอยู่ 2 อย่างคือ กินเมื่อหิว เป็นการตอบสนองต่อฮอร์โมนความหิว และอย่างที่สองคือ กินเพราะว่าอยากมีความสุข เช่น ชอบกินของหวาน กลุ่มนี้ก็จะมีผลว่าถ้าไม่ได้กินสิ่งที่ชอบได้เยอะๆ เหมือนเดิม ฮอร์โมนความสุขก็อาจจะดรอปลงแต่มีผลนิดเดียว”
“ การผ่าตัดกระเพาะเราทำเพื่อหนึ่งลดการสร้างฮอร์โมนความหิวจากกระเพาะ และสองคือทำให้อาหารไปถึงลำไส้เล็กได้เร็วขึ้น กระตุ้นให้ความอิ่มมันหลั่งมา ซึ่งก็จะช่วยลดน้ำหนักลงได้ ไม่ใช่ว่าเหลือกระเพาะนิดเดียวอย่างที่คนเข้าใจ แม้ว่ากระเพาะจะไม่เท่ากับขนาดคนปกติ และต้องปรับพฤติกรรมการกิน ก็คือเน้นอาหารโปรตีนสูง เน้นผัก ไฟเบอร์ ซึ่งทางอ้อมก็คือจะทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย
เพราะว่าอย่าลืมว่ากลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะจริงๆ คือกลุ่มที่อ้วนจริงๆ ป่วยเป็นโรคและมีสิทธิจะมีโรคอื่นๆ ตามมา”
นอกจากนี้ ในกลุ่มที่มีโรคซึมเศร้าแล้วมาผ่าตัด
งานวิจัยพบว่ากว่า 80-90% อาการโรคจิตเวชมีแนวโน้มดีขึ้นจากการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนด้วยซ้ำ
“ เพราะว่าสุขภาพดีขึ้น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องทานยาหรือกินยาโรคเรื้อรังต่างๆ”
ติดตามการรักษา ‘หัวใจ’ ของการรักษาโรคอ้วนที่ปลอดภัยและยั่งยืน
นายแพทย์เสฐียรพงษ์ เน้นย้ำประเด็นที่สำคัญที่สุดที่อยากให้สังคมตระหนัก นั่นคือ “การผ่าตัดกระเพาะ” ต้องมาพร้อมกับการติดตามอาการหลังผ่าตัดอย่างสม่ำเสมอ
“ถ้าเป็นโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน จะมีการติดตามหลังการผ่าตัด ประมาณ 2 สัปดาห์จะต้องนัดมาดูแผลและแนะให้ปรับการกิน แนะให้กินวิตามินเสริม หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือนก็จะต้องมาติดตามเรื่องน้ำหนัก ผลเลือด ค่าวิตามินและสารอาหาร จากนั้นก็จะนัดทุก 3 เดือน 6 เดือน แล้วก็ 12 เดือน หากไม่มีปัญหาก็จะปีละครั้งไปเรื่อยๆ
แต่กลุ่มที่สำคัญที่สุดคือ กลุ่มที่ต้องผ่าตัดแบบบายพาส จะต้องมีการฉีดวิตามินบี 12 เสริมปีละครั้ง สำคัญมากเพราะหากขาดวิตามิน จะมีปัญหาเรื่องสารอาหาร และสุขภาพทั้งเลือดจางและระบบประสาทจะมีปัญหา”
นายแพทย์เสฐียรพงษ์ยังแนะให้ผู้ป่วยโรคอ้วน ปรึกษากับคลินิกหรือผู้เชี่ยวชาญจริง เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีการให้บริการในคลินิกที่ไม่มีการติดตามหลังผ่าตัด หรือบางครั้งผ่าเสร็จให้กลับไปบ้าน
“ที่รพ.ราชวิถีเราเจอเคสที่มีปัญหาแบบนี้มารักษาอยู่ครับ”
นอกจากนี้ ยังแนะให้ตรวจสอบว่าแพทย์ที่ทำการผ่าตัดเป็นแพทย์เฉพาะทางหรือไม่ ซึ่งสามารถนำชื่อไปค้นหาได้ในเว็บไซต์ของแพทยสภา
.....
ก่อนที่จะทิ้งท้ายเมื่อถามว่า หลายคนมองว่าการผ่าตัดกระเพาะมันจะทำให้ชีวิตลำบากขึ้นหรือไม่ นายแพทย์เสฐียรพงษ์ตอบว่า
“ การผ่าตัดกระเพาะอาจจะไม่ได้ทำแล้ว(ชีวิต)ดีมากเว่อร์วังอะไร แต่ดีกว่าปล่อยให้โรคอ้วนพ่วงโรคอย่างอื่นตามมาด้วย” ซึ่งแต่ละโรคที่คุณหมอพูดมานั้นรุนแรงกว่ามากนัก.


