posttoday

ลุ้นสินเชื่อแบงก์ปี 69 กลับมาเติบโต หลัง Q4/68 หดตัว 1.1% ติดลบ 6 ไตรมาสติด

17 กุมภาพันธ์ 2569

ธปท.เผยสินเชื่อแบงก์ไตรมาส 4/68 หดตัว 1.1% ต่อเนื่อง 6 ไตรมาส โดยเฉพาะ SMEs หดตัวถึง 14 ไตรมาส ขณะที่ NPL ลดเหลือ 2.84% หลังเร่งปรับโครงสร้างหนี้ช่วยลูกหนี้ คาดปี 69 สินเชื่อกลับมาโต 1.6-2% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปี 2568 หดตัว 1.1% ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน
  • สาเหตุหลักของการหดตัวมาจากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ลดลง จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
  • ธปท. คาดการณ์ว่าสินเชื่อในปี 2569 จะเริ่มกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 1.6-2% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 4/2568 และปี 2568 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องและความสามารถในการชาระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ากว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มชะลอลง ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4/2568 โดยรวมหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน 

ทั้งนี้ สินเชื่อในไตรมาส 4/2568 ลดลง เป็นผลจากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ

สมชาย เลิศลาภวศิน

ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3) ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.36 แสนล้านบาท จากการชำระคืนหนี้ และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% สำหรับสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (Stage 2) ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง 

“ระบบสถาบันการเงินในภาพรวมยังมีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง และมีการกันสำรองไว้เพียงพอเพื่อรองรับความผันผวนรวมถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ มาตรการต่าง ๆ จากทั้ง ธปท. และสถาบันการเงินเอง ยังคงมุ่งเน้นการประคับประคองเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง”

นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับลดตามมาตรการคุณสู้ เราช่วยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ 

นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการหดตัวของสินเชื่อทั้งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลงและความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

“ภาพรวมสินเชื่อทั้งปี 2568 หดตัว 1.1% ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องกัน 6 ไตรมาส โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวติดต่อกันยาวนานถึง 14 ไตรมาส ส่วนแนวโน้มปี 2569 ธปท. คาดการณ์ว่าสินเชื่อจะทรงตัว หรือเริ่มกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยประมาณ 1.6-2% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ” 
ทั้งนี้ NPL มีการปรับตัวลดลง ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ NPL ลดลง มาจากมาตรการของสถาบันการเงินภายใต้หลักการ การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) และการเร่งปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้

โดยความคืบหน้าการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่ง ธปท. กำกับดูแลให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามเกณฑ์ Responsible Lending มีจำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือสะสมในปี 2568 จำนวน 4.27 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือสะสม 2.48 ล้านล้านบาท 

สุโชติ เปี่ยมชล

อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ และจำเป็นต้องติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ สิ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือความสามารถในการหารายได้ของทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดความสามารถในการชำระหนี้คืนในระยะยาว

ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง ประกอบกับกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มชะลอลง ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 3/2568 ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนหดตัวใกล้เคียงเดิม

ข่าวล่าสุด

กรมทางหลวงสยบข่าว ! ยืนยันบรมราชชนนีวิ่งปกติ ไร้แผนปิดถนน 100%