Gen Z จะไม่ทน! สำรวจเผยกว่า 50% วางแผนลาออกภายใน 1–2 ปี มองหาโอกาสใหม่
เมื่อ Gen Z กลายเป็นกำลังหลักตลาดแรงงานไทย ความยืดหยุ่น การเติบโต และคุณภาพชีวิต คือปัจจัยชี้ชะตาการอยู่หรือไปของคนรุ่นใหม่
KEY
POINTS
- ผลสำรวจเผยว่า 56% ของพนักงาน Gen Z วางแผนที่จะลาออกจากงานปัจจุบันภายใน 1-2 ปี สะท้อนถึงความภักดีต่อองค์กรที่ลดลงหากความต้องการไม่ได้รับการตอบสนอง
- ปัจจัยสำคัญที่ Gen Z ใช้ตัดสินใจอยู่ต่อกับองค์กรคือ โอกาสในการเติบโต, วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งพวกเขามองว่าเป็น "มาตรฐาน" ไม่ใช่สวัสดิการพิเศษ
- แม้ Gen Z จะมีทักษะด้านดิจิทัลที่เป็นที่ต้องการ แต่ก็เกิดช่องว่างระหว่างความคาดหวังของพนักงานกับความพร้อมขององค์กร โดยมี Gen Z เพียง 33% ที่เชื่อว่าองค์กรพร้อมตอบโจทย์พวกเขา
เมื่อพนักงานกลุ่ม Gen Z เข้ามามีบทบาทในตลาดแรงงานไทยมากขึ้น องค์กรจำนวนไม่น้อยเริ่มสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งในแง่ความคาดหวัง รูปแบบการทำงาน และนิยามของ “ความผูกพันต่อองค์กร” ที่ไม่เหมือนเดิม ข้อมูลล่าสุดสะท้อนชัดว่า แม้ Gen Z จะเป็นแรงงานที่มีศักยภาพสูง แต่ก็เป็นกลุ่มที่ “อยู่ไม่นาน” หากองค์กรยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้อย่างแท้จริง
จากผลการสำรวจของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทด้านการจัดหางานระดับโลก พบว่า องค์กรกว่า 72% เปิดรับการจ้างงานพนักงาน Gen Z และมากกว่าครึ่งมองว่า คนรุ่นนี้มีจุดแข็งด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรในยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง 44% ขององค์กรยอมรับว่าการบริหารจัดการพนักงาน Gen Z เป็นเรื่องท้าทาย สะท้อนถึงช่องว่างระหว่างศักยภาพของคนรุ่นใหม่กับความพร้อมของระบบองค์กรที่ยังต้องปรับตัวอีกมาก
ขณะที่ฝั่งพนักงาน Gen Z เอง มีเพียง 33% ที่มองว่าองค์กร “พร้อม” จะตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา และอีก 46% มองว่า “ค่อนข้างพร้อม” เท่านั้น สิ่งที่น่าจับตาคือ 56% ของ Gen Z คาดว่าจะทำงานกับองค์กรเดิมเพียง 1–2 ปี และมีเพียง 27% ที่มองว่าจะอยู่ต่อในระยะ 3–5 ปี ก่อนมองหาโอกาสใหม่ สะท้อนว่าความภักดีต่อองค์กรในระยะยาวไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอีกต่อไป
ในด้านความต้องการ Gen Z ให้ความสำคัญสูงสุดกับ ความยืดหยุ่นในการทำงาน โดยมากกว่าครึ่งต้องการรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นหรือทำงานทางไกล พวกเขามองว่าความยืดหยุ่นไม่ใช่สวัสดิการพิเศษ แต่เป็น “มาตรฐาน” ที่องค์กรควรมีควบคู่กับโครงสร้างงานที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อสนับสนุนสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างแท้จริง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การเรียนรู้และพัฒนา โดย Gen Z ให้คุณค่าสูงสุดกับการเรียนรู้จากการทำงานจริง (on-the-job training) มากกว่าการเรียนผ่านคอร์สภายนอก สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้แบบ “ลงมือทำ” ที่ช่วยให้พวกเขาเห็นผลลัพธ์ของงานที่ตนมีส่วนร่วม พร้อมเติบโตไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้กับองค์กร
ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ชี้ว่า โอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพ คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ Gen Z ตัดสินใจอยู่กับองค์กร ตามมาด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต สุขภาวะทางใจ และความรู้สึกว่าการทำงานมี “ความหมาย”
แม้ Gen Z จะมีจุดแข็งด้านดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และการปรับตัว แต่ความแตกต่างด้านวิธีคิดและรูปแบบการสื่อสารยังคงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในองค์กรที่มีคนหลายช่วงวัยทำงานร่วมกัน ผู้จัดการจำนวนไม่น้อยมองว่าคนรุ่นนี้สื่อสารแบบ digital-first มากเกินไป จนอาจกระทบการทำงานเป็นทีม หากไม่มีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม องค์กรจำนวนมากยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของ Gen Z และเริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างวัย ผ่านการส่งเสริมการสื่อสารอย่างเปิดเผย ระบบพี่เลี้ยง การทำงานแบบไฮบริด และการดูแลสุขภาวะพนักงานอย่างเป็นองค์รวม
ในมุมมองอนาคต คุณปุณยนุชระบุว่า หากองค์กรต้องการดึงศักยภาพของ Gen Z ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้อง ปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเอื้อต่อการเติบโตของทุกช่วงวัย เพราะในโลกการทำงานแบบไฮบริด ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้ “ทุกเจเนอเรชันเติบโตไปด้วยกัน”


