ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ "นิวเคลียร์เศรษฐกิจ"
เมื่อราคาทองคำไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับ แต่กำลังกลายเป็น "ทางรอด" ในวันที่โลกเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงและสงครามการค้าที่ดุเดือด รู้หรือไม่!ภายในเดือนเดียวราคาทองพุ่ง 17,000 บาทเกือบเท่ากับสถิติปี 68 YLGชี้เป้าถัดไปที่ 88,800 บาท ลุ้นแตะหลักแสน หากค่าเงินบาทอ่อนตัวท่ามกลางความผันผวนระดับ "ฝูงหงส์ดำ" บวกการดึงทองคำคืนจากสหรัฐฯ
KEY
POINTS
- เมื่อราคาทองคำไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับ แต่กำลังกลายเป็น "ทางรอด" ในวันที่โลกเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงและสงครามการค้าที่ดุเดือด
- รู้หรือไม่!ภายในเดือนเดียวราคาทองพุ่ง 17,000 บาทเกือบเท่ากับสถิติปี 68
- YLG ชี้เป้าถัดไป 88,800 บาท ลุ้นแตะหลักแสน หากค่าเงินบาทอ่อนตัวท่ามกลางความผันผวนระดับ "ฝูงหงส์ดำ" และดึงทองคำคืนจากสหรัฐฯ
เส้นทางสู่ "ทองแสนบาท" เมื่อโลกปั่นป่วนจนทองคำกลายเป็น "ทางรอด" สุดท้าย!
ในโลกการเงินที่หมุนไวราวกับพายุ ใครจะเชื่อว่าภายในเวลาเพียงเดือนเดียว ราคาทองคำพุ่งขึ้นมาถึง 30% หรือราว 16,500-17,500 บาท ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นที่แรงพอๆ กับที่เคยเกิดขึ้นตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ที่ราคาทองเพิ่มขึ้น 24,650 บาท
คำถามที่หลายคนอยากรู้ คือ "ทองคำบาทละหนึ่งแสน" เป็นเพียงความฝัน หรือ ความจริงที่ใกล้แค่เอื้อม ?
"วรุต รุ่งขำ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ยอมรับกับ "โพสต์ทูเดย์" ว่า มีโอกาสเป็นไปได้ ด้วยเบื้องหลังประกายระยิบระยับของทองคำ คือ ความตึงเครียดของ "ยักษ์ชนยักษ์" เมื่อสหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มสหภาพยุโรป ที่มี 27 ประเทศ ในประเด็นการแย่งชิงกรีนแลนด์
จนเกิดคำขู่ถึงการใช้ "นิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ" (Economic Nukes) หรือ การตัดความสัมพันธ์ทางการค้าและยกเลิกเขตการค้าเสรี (FTA)
ความไม่แน่นอนนี้รุนแรงจนเปรียบเสมือนโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปล่อย "ฝูงหงส์ดำ" (Black Swans) ออกมาบินว่อนในระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อยุโรปซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่เริ่มหันไปจับมือกับกลุ่ม BRICS ที่มีทั้งประเทศบราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และมีกระแสข่าวการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ
รวมถึงความต้องการดึง "ทองคำสำรอง" กลับจากคลัง Fort Knox เพราะความไม่ไว้วางใจ ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ดันให้ราคาทองคำพุ่งไม่หยุด
จาก 8 หมื่นบาท สู่ 1 แสนบาท
ปัจจุบันราคาทองคำในตลาดโลกกำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 82,800 บาทต่อบาททองคำ หากผ่านจุดนี้ไปได้ เป้าหมายถัดไปคือ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 88,800 บาทต่อบาททองคำ คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.18 บาทต่อดอลลาร์
และหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ เราอาจจะได้เห็น "ทองคำบาทละหนึ่งแสน" เกิดขึ้นจริงอย่างที่หลายคนคาดการณ์
แต่บนเส้นทางที่ดูหอมหวานนี้ กลับแฝงไปด้วยความผันผวนที่ดุร้าย ราคาสามารถแกว่งตัวขึ้นลงได้วันละ 100-200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นเรื่องปกติ "วรุต" จึงเตือนว่าอย่ารีบ "ไล่ซื้อ" จนเกินกำลัง เพราะอาจเกิดการพักฐานแรงๆ ได้ทุกเมื่อ
กลยุทธ์สำหรับ "สายซิ่ง" และ "นักออมทอง"
สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีทองคำ แนะนำกลยุทธ์ DCA (Dollar-Cost Averaging) แบ่งเงินซื้อเป็นไม้ๆ อย่าทุ่มหมดหน้าตัก ให้ทยอยเก็บเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาที่แนวรับ 80,900 - 80,150 บาทต่อบาททองคำ โดยแบ่งเงินลงทุนเพียง 10-15% ของพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยง
ตามสถิติ ทองคำมักจะราคาพุ่งก่อน "ตรุษจีน" เนื่องจากร้านทองต้องการสต็อกสินค้า และมักจะมีการเทขายทำกำไรหลังจากจบเทศกาล
เตือน! อย่าตกเป็นเหยื่อความโลภ
ในจังหวะที่ "ทองคำ" เป็นขาขึ้น มักจะมีมิจฉาชีพฉวยโอกาส อ้างการ "ออมทองราคาถูก" ซึ่งในความเป็นจริง "ไม่มีใครยอมขายทองต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อให้ตัวเองขาดทุน"
การเลือกออมทองจึงควรทำผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ มีตัวตนชัดเจน หรือผ่านแอปพลิเคชันมาตรฐาน อย่าง YLG หรือ แอปเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเงินออมของคุณจะกลายเป็นทองคำที่มีค่าจริงๆ
"ทองคำ" ในวันนี้ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือ "ดัชนีความกลัวของโลก" หากปัจจัยพื้นฐานยังคงตึงเครียดเช่นนี้ เส้นทางสู่หลักแสนก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องเดินหมากด้วยความระมัดระวังและมีสติที่สุด.


