posttoday

“กันก่อนท่วม จุฬาฯ” ชี้ คนไทยต้องแบกความเสียหายเอง 83% หลังน้ำท่วม!

29 มกราคม 2569

ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ เผย คนไทยต้องแบกรับความเสียหายเองหลังน้ำท่วมร้อยละ 83 เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • โครงการ “กันก่อนท่วม จุฬาฯ” ชี้ว่าประชาชนต้องแบกรับภาระความเสียหายจากอุทกภัยเองสูงถึง 83%
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้เสนอยุทธศาสตร์ 5 มิติเพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองอย่างยั่งยืน เช่น การเสริมความแข็งแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับแนวคิดเป็น "อยู่ร่วมกับน้ำ"
  • มีการริเริ่มโครงการนำร่องร่วมกับสถาบัน MIT แล้วใน 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน ชัยนาท นครปฐม และกรุงเทพฯ เพื่อบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความเสียหายของประเทศไทย หากยังไม่มีแผนรับมือระยะยาว พร้อมเสนอยุทธศาสตร์ 5 มิติป้องกันน้ำท่วมเมือง อย่างยั่งยืน บนเวทีเสวนา กันก่อนท่วม : น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ว่า

 

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพอากาศแปรปรวน โดยสถิติชี้ให้เห็นปรากฎการณ์ฝนตกหนักแบบไม่เคลื่อนที่ เช่น กรณีที่หาดใหญ่ มีฝนตกกว่า 1,250 มม.ภายในเวลา 1 สัปดาห์ เทียบเท่ากับ 80% ของปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปี ซึ่งอยู่ที่ 1,500 มม.

 

มากไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ไทยก็เคยประสบกับปัญหามหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีนั้น

 

ขณะที่ความเสี่ยงปัจจุบัน มีการประเมินว่าหากเกิดวิกฤตน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ความเสียหายต่อเศรษฐกิจจะสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที

 

อีกทั้งยังมีกลุ่มเปราะบางกว่า 6 แสนรายอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงครอบคลุม 37 จังหวัด โดยเฉพาะมี 10 จังหวัดที่วิกฤตขาดแคลนศูนย์พักพิง และ 3 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดที่ต้องการความช่วยเหลือด่วน

 

ที่สำคัญคือ 83% ของความเสียหายจากน้ำท่วมประชาชนต้องแบกรับเอง

 

เสนอ 5 มิติกันก่อนท่วม

 

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ ได้เสนอแผน 5 มิติกันก่อนท่วมไว้ด้วยเช่นกันบนเวทีดังกล่าว ประกอบด้วย

 

มิติที่ 1 พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement)
เสริมความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น อุโมงค์ระบายน้ำ แนวกันน้ำ และสถานีสูบน้ำ พร้อมผสานระบบพยากรณ์ AI ข้อมูลแบบเรียลไทม์ และระบบดิจิทัลเพื่อคาดการณ์และเตรียมรับมือกับฝนสุดขั้ว

 

มิติที่ 2 การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (Integrated River Basin Management)
ขยายการป้องกันทั้งน้ำท่วมและแล้งจากระดับเมืองไปสู่ ลุ่มน้ำทั้งระบบ ใช้แบบจำลองอุทกวิทยา AI และดาวเทียมในการประเมินมวลน้ำก่อนเข้าพื้นที่เมือง เช่น แผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

 

มิติที่ 3 นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation & Lessons Learned)
เรียนรู้และนำ แนวปฏิบัติที่ประสบผล จากต่างประเทศ เช่น ระบบป้องกันชายฝั่งของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินของญี่ปุ่น และ “เมืองฟองน้ำ” ของจีน/สิงคโปร์ มาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทไทย

 

มิติที่ 4  อยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Living with Water)
เปลี่ยนแนวคิดจาก “สู้กับน้ำ” เป็น อยู่อย่างสอดคล้องกับน้ำ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว (Blue-Green Infrastructure) การวางผังเมืองยืดหยุ่น และการสร้างความเข้าใจด้านภูมิอากาศให้ประชาชน

 

มิติที่ 5  ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Evidence-based Governance & Smart Data)
ใช้ งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่ เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน

 

โดย กันก่อนท่วม จุฬาฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ของสหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ควบคู่การอนุรักษ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้แก่

 

พื้นที่จังหวัดน่าน โดยการรักษาต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ

พื้นที่จังหวัดชัยนาท ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ และลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง

พื้นที่จังหวัดนครปฐม  บริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัด

พื้นที่กรุงเทพมหานคร พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง

 

แนวคิดดังกล่าว คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การวางแผนเชิงรุกที่ผสานหลายภาคส่วนและเทคโนโลยี เพื่อให้ไทยพร้อมรับมือกับกรณีฝนสุดขั้ว น้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน ฯลฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระยะยาว.

ข่าวล่าสุด

Supersports x Under Armour จัดวิ่ง 10 ไมล์ใจกลางกรุงรักษ์โลก