รวบ 6 ประเด็น สธ.แจง! ปลดออก ‘หมอสุภัทร’ ย้ำไม่มี ‘คำสั่งการเมือง’ และยังอุทธรณ์ได้
รวบ 6 ประเด็น สธ.แจง! กรณีปลดออก ‘หมอสุภัทร’ ย้ำไม่มี ‘คำสั่งการเมือง’ และยังอุทธรณ์ได้ เพราะยังไม่ถือว่าสิ้นสุด
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงด่วน วันนี้ (28 มกราคม 2569) กรณี มีมติปลด ‘หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ’ ออกจากราชการ นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์สนั่นจากหลายส่วน ว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากเป็นการตัดสินในช่วงที่หมอสุภัทรได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
สธ.ยืนยันที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาแถลงอย่างชัดเจน เนื่องจากถือว่าเป็น ‘ความลับทางราชการ’ และหมอสุภัทร ยังสามารถยื่นเรียกร้องขอความเป็นธรรมได้อีกหลายขั้นตอน
ซึ่งในการแถลงข่าววันนี้ ทางปลัดกระทรวงสาธารณสุข นำโดย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต และ นายเกตุแก้ว แก้วใส ผอ.สำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ได้เน้นย้ำก่อนการแถลงว่า การแถลงจะแถลงภายใต้ขอบเขตที่ส่วนราชการสามารถทำได้ โดยไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการลงมติของ อ.ก.พ.สธ. (คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงสาธารณสุข) ได้ เพราะถือว่าเป็นความลับทางราชการ และมองว่าเนื้อหาที่ปรากฎตามสื่อยังมีส่วนที่ต้องชี้แจง อีกทั้งหากตัวหมอสุภัทร อยากจะเรียกร้องความเป็นธรรม ก็มีช่องทางอุทธรณ์ได้ต่อไป ซึ่งควรจะทำตามขั้นตอนมากกว่า การนำออกมาพูดถกกันบนพื้นที่สื่อ
ทั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ กลั่นออกมาเป็น 5 ประเด็นสำคัญ จากการแถลง ดังนี้
1. แจงไทม์ไลน์การพิจารณายาวนาน 2 ปี เน้นเป็นไปโดยชอบตามกฎหมาย
นายเกตุแก้ว แก้วใส ผอ.สำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ชี้แจงในประเด็นนี้ว่า กระบวนการในกรณีของหมอสุภัทรเป็นไปตามข้อกฎหมาย รวมไปถึงไทม์ไลน์เป็นไปตามครรลองทางกฎหมายทุกประการ
ส่วนไทม์ไลน์การพิจารณาคดีของหมอสุภัทรมีระยะเวลาตั้งแต่เริ่ม คือ
13-17 ก.พ. 2566 กระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มตรวจสอบภายในเข้าตรวจสอบ รพ.จะนะ ในประเด็นตรวจสอบทั่วไปและรายงานต่อกระทรวงสาธารณสุข
7 มี.ค. 2566 แต่งตั้งพนักงานสืบสวนในประเด็นหมอสุภัทร
8 พ.ค.2566 สธ. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
21 ก.ค. 2566 ประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงรับทราบคำสั่ง และดำเนินการตามกฎ กพ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย ซึ่งทำตามกฎหมายทุกขั้นตอน ตั้งแต่ รับทราบคำสั่ง นัดประชุม แจ้งผู้ถูกกล่าวหารับทราบคำสั่ง และมารับทราบคำสั่ง โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาก และมีการยื่นชี้แจงเป็นหนังสือจำนวนหลายแผ่น ซึ่งเป็นการชี้แจงในภายหลังจากการพบคณะกรรมการสอบสวนแล้ว
23 ก.ย. 2568 พนักงานสอบสวนฯ เสนอรายงานต่อปลัดกระทรวงสาธารณสุข และปลัดฯ เห็นชอบ และเสนอต่อ อ.ก.พ.สธ. ต่อไป
4 ธ.ค. 2568 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะเข้า อ.ก.พ.สธ. ได้มีการเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนเข้าที่ประชุม อ.ก.พ.สธ.
22 ม.ค. 2569 อ.ก.พ.สธ. มีการประชุม และมีการนำเรื่องนี้เข้าพิจารณาเพื่อมีมติว่าจะเป็นไปในทางใด
“ ย้ำว่าเป็นไทม์ไลน์ปกติ เพราะเมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองแล้ว จะต้องเร่งนำเข้าคณะกรรมการ อ.ก.พ.สธ. อย่างเร่งด่วน เพราะฉะนั้นจึงเป็นไทม์ไลน์ว่าทำไมต้องเอาเรื่องนี้เข้าประชุมในวันที่ 22 ม.ค. 2569 และปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกคำสั่งลงโมษตามวินัยตามมติ อ.ก.พ.สธ." นายเกตุแก้วกล่าว
นอกจากนี้ กระบวนการทั้งหมดมีการขออนุมัติขยายเวลา และมีการพิจารณาขยายเวลาตามปกติของกฎหมายทุกประการ
2. ข้อสรุปการสอบสวนของคณะกรรมการวินัยร้ายแรง
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า แม้จะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่ประชุมของอ.ก.พ.สธ. ได้ แต่สามารถบอกข้อสรุปของคณะกรรมการวินัยร้ายแรง ซึ่งได้สรุปรายละเอียดส่งให้ อ.ก.พ.สธ. ดังนี้
กรณีที่มีมูลที่กล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดวินัยร้ายแรง เป็นกรณีที่ นายสุภัทร ขณะที่ดำรงตำแหน่ง ผอ.รพ.จนะ ได้ดำเนินการจัดซื้อและสั่งอนุมัติจัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ฯ (ATK) ในแต่ละครั้งมีวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทจำนวน 5 ครั้ง เป็นการแบ่งซื้อ ATK ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของกระทรวงการคลังฯ ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ปี 2560 เป็นการปฏิบัติราชการเพื่อการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้สำหรับบริษัทผู้ขายหรือผู้อื่น และทำให้เกิดความเสียหายต่อราชการอย่างร้ายแรง และมีการสั่งซื้อไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ และไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานรัฐ หลังจากซื้อไปแล้ว ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
“นี่คือผลการสอบของคณะกรรมการ ซึ่งเสร็จเมื่อปลายเดือน กพ. 68 ซึ่งคณะกรรมการฯ ชุดนั้นเสนอให้ปลดออกจากราชการ”
ทั้งนี้ ในประเด็นของราคาชุดตรวจที่เป็นข่าวนั้น นพ.สมฤกษ์ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นประเด็นที่คณะกรรมการฯ เสนอ แต่ก็มีที่อยู่ในสำนวน ซึ่งเดี๋ยวจะมีการออกเอกสารว่าในปี 64 องค์การเภสัชฯ ได้ซื้อ ATK ในราคาเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
3. ผิดแม้ว่าจะอยู่ในช่วงใช้หลักเกณฑ์ ‘วิกฤตโควิด’ ยืนยันการตัดสิน ‘สมเหตุสมผล’
ผู้สื่อข่าวถามในประเด็นที่ว่า การจัดซื้อของหมอสุภัทรอยู่ในช่วงวิกฤตโควิด จะถือว่าเป็นช่วงที่ได้รับการยกเว้นหรือไม่ โดย นายเกตุแก้ว ตอบว่า คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ได้นำหลักเกณฑ์ดังกล่าว (ว.115) มาพิจารณาด้วยแล้ว และได้นำมาชั่งน้ำหนักวิเคราะห์ทั้งพยานหลักฐานประกอบทุกอย่าง จึงมีบทสรุปดังกล่าว
กรณีการจัดซื้อจัดจ้างในภาวะวิกฤตโควิด ทางกรมบัญชีกลางได้ออกหลักเกณฑ์เรียกว่า ว.115 เพื่อทำให้เกิดความรวดเร็วต่อสถานการณ์ โดยลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่จะต้องขออนุมัติก่อน แต่ในระเบียบเมื่อนำของมาใช้ก่อนแล้วจะต้องมีการรายงานผู้บังคับบัญชาด้วย
เมื่อสอบถามว่าบทลงโทษต่อหมอสุภัทรนั้น ‘สมเหตุสมผล’ ต่อความผิดหรือไม่
นายเกตุแก้ว ตอบว่า ในเชิงกฎหมาย หลายเคสที่ได้ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่และข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุขมา จริงๆ แล้วมีที่ร้ายแรงกว่านี้ด้วย หากเป็นการทุจริตจะก็ถึงขั้นไล่ออก แต่เคสลักษณะที่เป็นข่าว ถามว่าเหมาะสมหรือไม่ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงได้รวบรวมพยานหลักฐานและชั่งน้ำหนักดูแล้ว วิเคราะห์และสรุปเป็นมติออกมา ถามว่าเหมาะสมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานมาชั่งน้ำหนักกัน
“ ถ้าถามผม หรือถามคณะกรรมการอ.ก.พ.สธ. ก็คือ เหมาะสมครับ”
4. ยัน ‘หมอสุภัทร’ สามารถใช้ช่องทางอุทธรณ์ได้ คดีนี้สามารถคัดค้านได้ในขั้นตอนของการพิจารณาของ ก.พ.
ทั้งนี้ ในการแถลงข่าว นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ได้ย้ำว่า หากไม่เห็นด้วยในข้อคิดเห็นในคำสั่ง ทางคุณหมอสุภัทรสามารถที่จะร้องได้
หนทางที่หนึ่งคือทางตัวแทนของ ก.พ.เองที่อยู่ในคณะกรรมการ อ.ก.พ. สามารถไปยื่นเรื่องนี้ให้กับคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ชุดใหญ่ทราบ และสามารถซักท้วงกลับมาได้
โดยมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ให้อำนาจ ผู้แทน ก.พ. ที่อยู่ใน อ.ก.พ.สธ. 1 ท่านที่เห็นแย้งว่า มติอาจจะไม่เหมาะสม สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายที่ ก.พ. มอบ ให้ทำรายงานแย้ง ไปยัง ก.พ. ได้
สองหมอสุภัทรสามารถที่จะร้องอุทธรณ์กับทางคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออุทธรณ์ได้ และคำสั่งตัวนี้ยังไม่ถึงสิ้นสุด ยังมีช่องทางมีสิทธิที่จะร้องได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันมีทางออกอยู่
“ เพราะนั้น ผมคิดว่ามันมีทางออก อยู่ครับแต่การมาถกเถียงกันตรงนี้ว่า เรื่องมันผิดอะไรต่าง เนี่ย ผมคิดว่า มันควรจะเป็นไปตามขั้นตอนมากกว่านะครับ “ นพ.สมฤกษ์ระบุ
5. การลงมติ อ.ก.พ.สธ. ไม่ได้เป็นการลงมติเร่งด่วน แต่เป็นไปตามวาระการประชุมประจำเดือน
ทั้งนี้ ในประเด็นที่มีกระแสว่า เป็นการประชุมเพื่อลงมติอย่างเร่งด่วน เนื่องจาก อธิบดีกรมอนามัย ยังอยู่ที่จ.ตรัง ( เหมือนว่าไม่ทราบกำหนดการดังกล่าว) ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการจงใจกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่นั้น
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขตอบว่า การประชุมอ.ก.พ.สธ.มีอยู่ทุกเดือนอยู่แล้ว แต่วันอาจจะเลื่อนไม่ตรงบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นวาระเกี่ยวกับเรื่องการบริหารคน การอุทธรณ์ของวินัยข้าราชการ หรือการตัดสินทางวินัย
ส่วนในกรณีที่มีข่าวว่าอธิบดีกรมอนามัยไม่ทราบนั้น ทาง พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การเดินทางไปต่างจังหวัดนั้น ตนได้รู้กำหนดการประชุมล่วงหน้าว่าจะมีการประชุม อ.ก.พ.สธ. อยู่แล้ว แต่การประชุมดังกล่าวเปิดทางให้มีการประชุมออนไลน์ได้เป็นปกติ ตนจึงได้จัดสรรเวลาในขณะที่เดินทางลงไปยังพื้นที่ตรังเพื่อตรวจราชการ ประชุมทางไกลกลับมาเนื่องจากคิดว่าจัดสรรเวลาได้ ซึ่งยืนยันว่ารู้กำหนดการชัดเจนล่วงหน้า ไม่ได้เป็นไปตามข่าวที่ดูเหมือนจะสร้างความวิตกกังวลในประเด็นนี้จนเกินไป
6. ไม่ได้ถูกกดดันทางการเมือง
ในการแถลงข่าวประกอบด้วยคณะกรรมการ 3 ท่านใน อ.ก.พ.สธ. ได้แก่ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่า การตัดสินดังกล่าวเป็นมีความกดดันทางการเมืองหรือไม่
โดย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ตอบว่า ที่ชวนมาทั้ง 3 คนซึ่งเป็นคณะกรรมการก็เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่าขั้นตอนต่างๆ เราดูทุกเงื่อน ทุกจุดในขณะเดียวกันไทม์ไลน์ก็บังคับให้ต้องทำ
ทางกระทรวงได้มีการใช้ คณะกรรมการกลั่นกรองฯ มาพิจารณาความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ แล้วด้วย มิเช่นนั้นก็จะต้องมีคำสั่งออกไปตั้งแต่ 2 เดือนก่อน เพราะฉะนั้นตามไทม์ไลน์ก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำแล้วยืดเวลาออกไปก็จะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ขอให้เข้าใจตรงกันว่าเราทำตามหน้าที่ของกฎหมาย
ส่วน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ตอบว่า ในฐานะของประชาชนคนหนึ่ง เข้าใจทุกคน ทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาก็มีคนรักและชื่นชม และเห็นสนับสนุน หรือแม้แต่เห็นต่าง ซึ่งก็ปรากฎบนสื่อมากมาย และก็วนเวียนอยู่รอบตัเพราะต่างอยู่ในวงการเดียวกัน แต่ตนมานั่งตรงนี้ในฐานะคณะกรรมการ ก็จะต้องพิจารณาทุกอย่างบนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎระเบียบวินัยและตามกฎหมายอย่างรอบคอบ และเดินหน้าไปในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้องที่สุดสำหรับสังคม
ด้าน นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ตอบว่า ไม่มีใบสั่ง ไม่มีใครจะมาสั่ง ข้าราชการประจำเรามีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ไม่ใช่ อยู่ๆ จะมาดำเนินการได้ เพราะกระบวนการต่างๆ ถูกตรวจสอบจากฝ่ายกฎหมายและเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ซึ่งเป็นคณะกรรมการมากกว่า 1 ชุดที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 2 ปี
ยืนยันไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง เพราะไม่มีเหตุการณ์โกรธเคือง รู้จักก็ทักทายกันเป็นปกติ แต่ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามราชการ และขอย้ำว่าส่วนที่ตนเกี่ยวข้องเป็นข้อยุติในชั้นของ คณะอ.ก.พ. เท่านั้น แต่ยังมีหลายโอกาสที่หมอสุภัทรสามารถขอความเป็นธรรมได้ เพื่อลบล้างคำสั่งที่เป็นคำสั่งชั้นได้อีก
ทั้งนี้ เมื่อดูตามไทมไลน์ จะอยู่ในขั้นตอนของการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยต่อไป.


