posttoday

อะไรซ่อนอยู่ในประโยคนี้? เมื่อชาว “กรีนแลนด์” พูดกับสหรัฐฯ ว่า “เราไม่ใช่สิ่งของที่ขายได้”

21 มกราคม 2569

ระเบียบโลกใหม่ที่มหาอำนาจกำลังสร้างมาถูกทางแล้วหรือ? เมื่อชาวอินูอิต บนพื้นที่ "กรีนแลนด์" ยืนหยัดและบอกกับโลกและสหรัฐฯ ว่า "เราไม่ใช่สิ่งของที่ขายได้"

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการกรีนแลนด์ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง แต่เบื้องหลังคือผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ ทั้งเส้นทางเดินเรือ แร่หายาก และเพื่อคานอำนาจจีนในอาร์กติก
  • ชาวกรีนแลนด์ปฏิเสธข้อเสนอโดยยืนยันว่า "เราไม่ใช่สิ่งของที่ขายได้" เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองและศักดิ์ศรีในฐานะดินแดนปกครองตนเองที่มีชาติพันธุ์และวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง
  • สถานการณ์นี้สะท้อนการปะทะกันระหว่างแนวคิดแบบมหาอำนาจที่มองดินแดนอื่นเป็นเพียงทรัพยากร กับหลักการยอมรับสิทธิและตัวตนของประชาชน ซึ่งคล้ายกับกรณีที่สหรัฐฯ เคยซื้ออลาสกาจากรัสเซียในอดีต

จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

 

“เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและเสรีภาพของโลก สหรัฐอเมริกาเห็นว่า การเป็นเจ้าของและการควบคุมกรีนแลนด์ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง”

 

ตามมาด้วย

 

ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าอาจใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ รวมถึงภาษี เป็นเครื่องมือกดดันประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์

 

คำกล่าวของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่เอ่ยชัดเจนถึงความพยายามที่จะเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ก่อให้เกิดความระส่ำระสายไปทั่วโลก!

 

ประธานาธิปดี โดนัลท์ ทรัมป์

 

แม้ทรัมป์จะอ้างถึง “ความมั่นคงและความปลอดภัย” ของโลก

แต่ดูเหมือนว่าประชาคมโลก และชาติอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าว

สื่อและนักวิชาการหลายสำนักต่างลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า

 

 

กรีนแลนด์

 

ความพยายามของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อความปลอดภัยของโลกแต่อย่างใด แต่เป็นความต้องการที่จะคุมเส้นทางเดินเรือ ที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน และต้องการเป็นเจ้าของแร่หายากอย่างแรร์เอิร์ท ซึ่งมีอยู่มากในกรีนแลนด์!

 

และสาเหตุที่ทรัมป์รีบเสนอซื้อกรีนแลนด์ ส่วนหนึ่งมาจาก "จีน" พยายามเข้ามาลงทุนในกรีนแลนด์ ทั้งการสร้างสนามบินและการขุดเหมือง สหรัฐฯ จึงเกิดความกลัวว่าจีนจะใช้กรีนแลนด์เป็นฐานที่มั่นในอาร์กติก

 

 

และเมื่อคำพูดดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากการควบคุมตัวอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

ในประเทศที่ถือว่ามีเอกราชของตนเองไปหมาดๆ

 

โลกก็ยิ่ง “สั่นคลอน” เพราะแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กล้า และ ทำได้มากกว่าที่คิด

โดยที่ไม่มีประชาคมโลกใด มีอำนาจทัดทานได้เลย!

....

 

 

เรียนรู้จากอดีต

 

อันที่จริง การกระทำของสหรัฐฯ ที่จะเข้าครอบครอบพื้นที่อื่นๆ เพื่อขยายอาณาเขตเกิดขึ้นก่อนหน้า “กรีนแลนด์” แล้ว 2 ครั้ง

 

ครั้งแรก คือการเข้าครอบครอง พื้นที่ลุยเซียนา ในปี ค.ศ.1803 แต่เป็นการซื้อดินแดนจากฝรั่งเศส ภายใต้จักรพรรดนโปเลียน ด้วยราคา 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้สหรัฐได้ดินแดนกว่า 2.1 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมรัฐปัจจุบันมากกว่า 15 รัฐ

 

ลุยเซียนา

 

สาเหตุที่ฝรั่งเศสต้องขายก็เพราะจุดเริ่มต้นจาก “สงครามกับอังกฤษ” และทำให้สูญเสียอำนาจในทวีปอเมริกา จึงไม่สามารถคุมดินแดนไว้ได้ ส่วนสหรัฐฯ ก็ไม่อยากให้ยุโรปมีอิทธิพลในอเมริกาเหนือเช่นกัน อีกทั้งยังต้องการควบคุมแม่น้ำสายสำคัญอย่างมิสซิสซิปปี

 

ทำให้สหรัฐมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และกลายเป็นมหาอำนาจในที่สุด!

 

แต่ครั้งที่เกือบเหมือน “กรีนแลนด์” ที่สุดก็คือการซื้อ ดินแดนอลาสกา ในปี ค.ศ.1867 ซึ่งเป็นการซื้อจากจักรวรรดิรัสเซีย ในราคา 7.2 ล้านดอลลาร์ฯ

 

ณ ขณะนั้นมีกระแสต่อต้านจากประชาชน เพราะมองว่าการซื้ออลาสกา ไม่ได้เป็น “ดีล” ที่ได้ประโยชน์ และล้อว่าเป็น “Seward’s Folly” หรือความโง่เขลาของซูเวิร์ด  ซึ่งหยิบมาจากชื่อของ William H.Seward รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในขณะนั้นที่เป็นคนผลักดันให้ซื้อดินแดนแห่งนี้

 

ประชาชนมองว่าอลาสกา เป็นดินแดนที่ไร้ค่าและอยู่ไกลเกินไป เต็มไปด้วยหิมะ น้ำแข็ง เอามาทำอะไร?

 

แต่แล้วหลายสิบปีต่อมากลับพบว่า อลาสกา เต็มไปด้วย ทองคำ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และกลายเป็นฐานทัพสำคัญช่วงสงครามเย็น และทำให้อเมริกามีบทบาทอย่างมากต่อความมั่นคงทางอาร์ติกจนถึงปัจจุบัน

 

อลาสกา

 

จากความโง่ที่ถูกล้อเลียน กลายเป็น “ดีลที่คุ้มค่าที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ” ก็ว่าได้

....

 


We are not for sale.

 

 

แต่ “กรีนแลนด์” ไม่ใช่กรณีเดียวกัน

 

 

ทุกคนรู้ว่า “กรีนแลนด์” มีอะไร? และดีลนี้จะสร้างความคุ้มค่าให้แก่สหรัฐฯ มากเพียงใด  การเข้ามาของสหรัฐฯ ในครั้งนี้จึงไม่หมู จนทรัมป์ต้องใช้ “กำแพงภาษี” ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ทรัมป์ใช้แสดงแสนยานุภาพ มาขู่สหภาพยุโรป!

 

กรีนแลนด์

 

 

อีกประเด็นที่ “กรีนแลนด์” ต่างไปจาก “อลาสกา” ก็คือ สถานะของดินแดน

 

อลาสกาอยู่ภายใต้จักรวรรดิรัสเซีย ที่ยินยอมซื้อขาย แต่กรีนแลนด์ แม้จะเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก แต่กรีนแลนด์เป็นรัฐพิเศษ ที่อยู่ภายใต้หลักที่เป็น ดินแดนปกครองตัวเอง ซึ่งในปี 2009 ได้ผ่าน Self-Government Act เป็นที่เรียบร้อย

 

หมายความว่า กรีนแลนด์ มีอำนาจควบคุมทรัพยากรธรรมชาติเอง มีรัฐบาลและรัฐสภาของตัวเอง มีกฎหมายภายในจำนวนมากที่เป็นของตนเองและมีนายกรัฐมนตรีของตนเองด้วย แต่ “เดนมาร์ก” รับผิดชอบเฉพาะ การต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และเงินตรา ซึ่งทำให้กรีนแลนด์ปกครองตัวเองเกือบทั้งหมด

 

กรีนแลนด์จึงไม่ใช่แค่ “ดินแดน” แต่เป็นสถานะ “เกือบรัฐ”

 

ที่สำคัญคือ ภายใต้สถานะนี้ พวกเขามีชาติพันธุ์ของตนเองได้แก่ ชาวอินูอิต  ซึ่งกว่า 85-90% ของประชากรเป็นชาวอินูอิต แม้ว่าประชากรในกรีนแลนด์จะมีเพียง 56,000 คนก็ตาม

 

ชาวอินูอิต

 

ชาวอินูอิตเป็นชนพื้นเมือง อาศัยในกรีนแลนด์มากกว่า 1,000 ปี มีภาษา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติภายใต้ภูมิอากาศสุดขั้วนี้ โดยมีภาษากรีนแลนด์เป็นภาษาทางการและมีภาษาเดนมาร์กเป็นภาษาที่สอง

อย่างไรก็ตามตลอดเวลาของประวัติศาสตร์ชนเผ่าอินูอิต ก่อนหน้าปี 2009 พวกเขาโดนปกครองจากภายนอก ถูกตัดสินอนาคตโดยรัฐอื่นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่กรีนแลนด์ถูกผนวกเข้ากับอาณานิคมของเดนมาร์กในศตวรรษที่ 18

 

ก่อนหน้าปี 2009 การตัดสินใจสำคัญๆ ขึ้นกับรัฐบาลที่โคเปนเฮเกน ไม่มีสิทธิกำหนดสิ่งใดเพราะถูกมองว่ากรีนแลนด์เป็นเพียงแค่ดินแดนหนึ่งเท่านั้น ตอลดช่วงศตวรรษที่ 20 พวกเขาถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน รวมศูนย์ประชากรโดยไม่คำนึงถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เป็นชุมชน

 

ในขณะเดียวกัน กรีนแลนด์ก็ดันมีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลและพ่วงด้วยความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ชั้นเยี่ยม

กรีนแลนด์ถูกมองว่าเป็นพื้นที่รกร้าง เป็นทรัพยากร มากกว่าดินแดนที่มีผู้คน!

 

ต่อมาในปี 2009 ได้มีการออกกฎหมาย Greenland Self-Government Act (2009) ซึ่งทำให้กรีนแลนด์ได้ปกครองตนเอง และได้รับการยอมรับว่า ชาวอินูอิต ก็เป็นประชาชนเช่นกัน และมีสิทธิที่จำกำหนดอนาคตของตนเอง แม้ว่าอำนาจด้านการต่างประเทศและความมั่นคงยังผูกกับเดนมาร์ก

 

แต่ก็ถือว่าเป็นการยอมรับว่า ชาวอินูอิต มีตัวตนและมีสิทธิในดินแดนของพวกเขา

 

....

 

ทีนี้ หากย้อนกลับไปดูช่วงที่สหรัฐซื้ออลาสกา ...

 

เสียงชนพื้นเมืองแทบไม่มีความหมาย เป็นการพูดคุยระหว่างจักรวรรดิรัสเซีย กับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นทรัพยากรที่ถูกซื้อขายได้อย่างหน้าตาเฉยไปพร้อมกับทรัพยากรที่ประเทศมหาอำนาจต้องการ

 

 

แม้ว่าระยะเวลาจะผ่านมานานกว่าร้อยปีจากครั้งอลาสกา

คำถามคือ ความต้องการที่จะเข้ายึดประเทศกรีนแลนด์ จะซ้ำรอยความคิดเดิมหรือไม่?

 

.....

 

“เราจะทำให้คุณปลอดภัย เราจะทำให้คุณมั่งคั่ง และเราจะพากรีนแลนด์ไปสู่ระดับที่คุณไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้มาก่อน”

คือคำพูดช่วงหนึ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ดูเหมือนว่าจะมองเห็นคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างชาวอินูอิตบนแผ่นดินกรีนแลนด์

 

ขณะที่นายกฯ กรีนแลนด์ตอบกลับว่า

 

“กรีนแลนด์เป็นของเรา เราไม่อยากเป็นคนอเมริกัน ไม่อยากเป็นคนเดนมาร์ก แต่เราเป็นคนกรีนแลนด์ เราไม่ใช่ของที่ขายได้ และไม่สามารถถูกยึดไปได้ง่าย ๆ อนาคตของเราต้องถูกตัดสินโดยพวกเราเองในกรีนแลนด์”

 

.....

 

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้นำกรีนแลนด์จะออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า “เราไม่ใช่ของที่ขายได้” แต่นอกจากประโยคปลอบใจจากประธานาธิดีสหรัฐ ท่าทีของเขากลับตรงกันข้าม เพราะมุ่งกดดันไปยังเดนมาร์กและสหภาพยุโรปอย่างชัดเจน เพราะต่างรู้ว่าในเกมภูมิรัฐศาสตร์ กรีนแลนด์ไม่ใช่ศูนย์อำนาจที่ตัดสินใจได้ เพราะไม่มีอำนาจทางทหารและการต่างประเทศในมือ!

 

อะไรซ่อนอยู่ในประโยคนี้? เมื่อชาว “กรีนแลนด์” พูดกับสหรัฐฯ ว่า “เราไม่ใช่สิ่งของที่ขายได้”

 

ขณะที่ยุโรปคือจุดอ่อนที่สหรัฐฯ สามารถใช้ต่อรอง ทั้งด้านความมั่นคง NATO และอำนาจในอาร์กติก การกดดันอียูจึงให้ผลมากกว่าการรับฟังเสียงของดินแดนเล็กๆ โดยเฉพาะเสียงของชนเผ่าที่แม้จะมีสิทธิบนดินแดนของตนเองมากว่า 1,000 ปี และมีสิทธิบนดินแดนของตนเองก็ตาม

 

อลาสกา กับ กรีนแลนด์ ผ่านมากว่าร้อยปี ก็ยังคงซ้ำรอยแนวคิดเดิม

....

 

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ซ่อนอยู่ในประโยค 'We are not for sale' คือการปะทะกันระหว่างแนวคิดการใช้ "อำนาจ" เข้าควบคุม กับแนวคิดใหม่ที่เน้นการยอมรับและให้ค่าต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม .. ที่ดูเหมือนว่าพอจะเห็นรำไรว่าประเทศมหาอำนาจนั้นเลือกอย่างไร

แล้วโลกนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป? 

 

ข่าวล่าสุด

ACSC ทลาย “คอกม้าพูลวิลล่า” รวบทีมการเงิน "แก๊งสแกมเมอร์"