FDA ไฟเขียว! BioticsAI ใช้ AI อัลตราซาวด์ความผิดปกติทารกในครรภ์
BioticsAI สตาร์ทอัพเทคโนโลยีทางการแพทย์ ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) สำหรับซอฟต์แวร์ AI อัลตราซาวด์ตรวจจับความผิดปกติของทารกในครรภ์
BioticsAI สตาร์ทอัพเทคโนโลยีทางการแพทย์ (HealthTech) ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) แล้ว
โดยเทคโนโลยีดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแพทย์ตรวจจับความผิดปกติของทารกในครรภ์ผ่านภาพอัลตราซาวด์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
จากรากฐานครอบครัวแพทย์สูติฯ สู่นวัตกรรมเปลี่ยนโลก
แรงบันดาลใจเบื้องหลังเทคโนโลยีนี้มาจาก Robhy Bustami ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ BioticsAI ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวแพทย์สูตินารีเวช ทั้งมารดา ป้า และลุง ล้วนอยู่ในวิชาชีพนี้ ทำให้เขาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลมาตั้งแต่เด็ก จากการติดตามมารดาไปดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ
หลังจากสั่งสมความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก UC Irvine และพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรม Bustami ได้ร่วมมือกับผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Salman Khan, Chaskin Saroff และ นพ. Hisham Elgammal ก่อตั้ง BioticsAI ขึ้นในปี 2021
เทคโนโลยี AI ตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์
BioticsAI นำเทคโนโลยี Computer Vision AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในการประเมินคุณภาพของภาพอัลตราซาวด์ ตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ทางกายวิภาคของทารก และจัดทำรายงานผลตรวจแบบอัตโนมัติ
โดยระบบถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อเข้ากับกระบวนการทำงานทางคลินิก (Clinical Workflow) ของแพทย์ได้อย่างไร้รอยต่อ
BioticsAI มุ่งหวังให้เทคโนโลยีนี้เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาสาธารณสุขเรื้อรังของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศรายได้สูงที่มีสถิติผลลัพธ์การดูแลก่อนคลอด (Prenatal Outcomes) ย่ำแย่ที่สุด
โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีผิวดำที่เผชิญกับอัตราการเสียชีวิตของมารดาในระดับที่สูงจนน่าตกใจ
BioticsAI ชี้ให้เห็นว่า แม้การอัลตราซาวด์จะเป็น "หัวใจสำคัญ" ของการติดตามการตั้งครรภ์ แต่คุณภาพของภาพถ่ายที่ต่ำมักนำไปสู่การวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน
นอกจากนี้ BioticsAI เปิดเผยว่า ส่วนที่ยากที่สุดไม่ใช่การสร้างโมเดล AI (ซึ่งเทรนด้วยชุดข้อมูลภาพอัลตราซาวด์นับแสนภาพที่มีความหลากหลายสูง) แต่คือการพิสูจน์ให้ได้ว่า
เทคโนโลยีนี้สามารถทำงานได้อย่างเสถียรและน่าเชื่อถือในโลกความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปใช้กับกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง
"ในสภาพแวดล้อมที่ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพเป็นเรื่องที่ประจักษ์ชัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบของเราทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพในผู้ป่วยทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่ทำงานได้ดีเฉพาะในกรณีตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น" Bustami กล่าว
BioticsAI ใช้เวลาเกือบ 3 ปีในกระบวนการของ FDA ซึ่งรวมถึงการทดสอบและการตรวจสอบความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ โดยบทเรียนสำคัญที่ทีมงานได้รับคือ ความจำเป็นในการประสานงานระหว่างฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ฝ่ายคลินิก และฝ่ายกฎระเบียบ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่เริ่มต้น
"การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบทางคลินิก และการวางแผนด้านกฎระเบียบไปพร้อมๆ กัน แทนที่จะทำทีละขั้นตอน ช่วยให้เราก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างรวดเร็ว" ซีอีโอ BioticsAI อธิบาย
หลังจากได้รับไฟเขียวจาก FDA เป้าหมายถัดไปของบริษัทคือการขยายการใช้งานระบบไปยังเครือข่ายสุขภาพต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมวางแผนเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ สำหรับเวชศาสตร์มารดาและทารก รวมถึงสุขภาพเจริญพันธุ์ในอนาคต
อ้างอิง: TechCrunch


