กำลังมา! เทรนด์ "บลูโซน" ในธุรกิจ มอบจุดขายออกแบบชีวิตที่ยืนยาว
อีกหนึ่งแนวคิดธุรกิจที่จับตามองคือการจำลอง "Blue Zone" เข้าไปผนวกกับธุรกิจ เพื่อมอบจุดขายออกแบบชีวิตที่ยืนยาว
KEY
POINTS
- "บลูโซน" คือแนวคิดวิถีชีวิตจากพื้นที่ที่ผู้คนมีอายุยืนยาวและสุขภาพดี ซึ่งกำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ภาคธุรกิจนำมาใช้เป็นจุดขาย
- ธุรกิจต่างๆ ประยุกต์ใช้แนวคิดนี้เพื่อสร้างสินค้าและบริการที่มุ่งเน้นการ "ออกแบบชีวิตที่ยืนยาว" ให้กับผู้บริโภค ตัวอย่างธุรกิจที่นำเทรนด์นี้ไปใช้ ได้แก่ โครงการอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจอาหารและโภชนาการ, และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
Blue Zone คือ พื้นที่บนโลกที่ประชากรมีอายุยืนและมีสุขภาพดีมากกว่าค่าเฉลี่ย เช่น โอกินาวาในญี่ปุ่น ซาร์ดิเนียในอิตาลี และโลมา ลินดาในสหรัฐอเมริกา งานวิจัยชี้ว่าความยืนยาวในพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้มาจากการแพทย์ล้ำสมัย แต่เกิดจากรูปแบบชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ ตั้งแต่อาหาร การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงความสัมพันธ์ในชุมชน แนวคิด Blue Zone จึงถูกนำไปใช้ทั้งในเชิงนโยบายและธุรกิจ พร้อมตอบคำถามสำคัญว่า ใช้ชีวิตแบบไหนถึงจะมีอายุยืนยาว?
อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า Blue Zone (บลูโซน) คือ คำที่ใช้เรียกพื้นที่บนโลกซึ่งประชากรมีอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ข้อสำคัญคือมีอัตราการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ต่ำกว่าพื้นที่อื่น
แนวคิดนี้ถูกพัฒนาโดย แดน บิวต์เนอร์ (Dan Buettner) ร่วมกับทีมนักประชากรศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ และถูกเผยแพร่ในวงกว้างผ่าน National Geographic โดยเริ่มจากการตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ทำไมบางพื้นที่ของโลกจึงพบว่ามีคนที่มีอายุเกิน 90–100 ปีมากผิดปกติ
พวกเขาหาคำตอบ และพบว่า สาเหตุไม่ใช่พันธุกรรมเพียงอย่างเดียว
5 พื้นที่ Blue Zone ดั้งเดิมของโลก
งานวิจัยระบุพื้นที่ Blue Zone หลัก 5 แห่ง ได้แก่
โอกินาวา (Okinawa), ญี่ปุ่น
ในโอกินาวา ผู้หญิงมีอายุยืนสูงที่สุดในโลก ไม่ใช่เพราะได้รับการรักษาทางการแพทย์ที่เก่งกว่า แต่เพราะวัฒนธรรมการกินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก การกินในปริมาณพอเหมาะ และความสัมพันธ์ในชุมชนที่แน่นแฟ้น ผู้สูงอายุยังคงมีบทบาทในครอบครัวและสังคม ไม่ถูกมองว่าเป็นภาระ เมื่ออายุมากขึ้น ชีวิตไม่ได้ถูกตัดออกจากพื้นที่สาธารณะ แต่ยังคงดำเนินไปอย่างมีความหมาย
ซาร์ดิเนีย (Sardinia), อิตาลี
ซาร์ดิเนียในอิตาลีที่นี่พบผู้ชายอายุยืนจำนวนมากผิดปกติ งานวิจัยชี้ว่าความแข็งแรงไม่ได้มาจากการออกกำลังกายอย่างเป็นทางการ แต่จากการใช้แรงในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินขึ้นลงเขา การทำงานกับสัตว์ และการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ขณะเดียวกัน โครงสร้างครอบครัวแบบขยายและความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นก็ช่วยลดความโดดเดี่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเจ็บป่วยในวัยสูงอายุ
อิคาเรีย (Ikaria), กรีซ
อิคาเรียในกรีซเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดเดียวกัน แม้จะเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้จำกัดเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ แต่กลับมีอัตราภาวะสมองเสื่อมต่ำมาก ชีวิตของผู้คนที่นี่ดำเนินไปอย่างช้า ๆ มีจังหวะพักผ่อนชัดเจน การนอนกลางวัน การพบปะพูดคุย และการใช้เวลาร่วมกันในชุมชนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความเครียดไม่ได้ถูกสะสมจนเรื้อรัง เพราะสังคมไม่ได้เร่งให้คนต้องแข่งขันตลอดเวลา
คาบสมุทรนิโคยา (Nicoya Peninsula), คอสตาริกา
คาบสมุทรนิโคยาในคอสตาริกา แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องเกษียณจากชีวิต ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงทำงาน เคลื่อนไหว และมีหน้าที่ในครอบครัว ความรู้สึกว่าตนเองยังมีประโยชน์และยังเป็นที่ต้องการ เป็นปัจจัยทางจิตใจที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสิ่งที่การแพทย์ไม่สามารถทดแทนได้
โลมา ลินดา (Loma Linda), แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ
โลมา ลินดา ในสหรัฐอเมริกา เป็นกรณีพิเศษที่ไม่ได้เกิดจากภูมิประเทศหรือความยากจน หากเกิดจากวิถีชีวิตของชุมชนศาสนา ผู้คนที่นี่หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และให้ความสำคัญกับการพักผ่อน การกินอาหารจากพืช และการใช้ชีวิตอย่างมีวินัย
พื้นที่เหล่านี้ต่างวัฒนธรรม ต่างศาสนา และต่างภูมิประเทศ แต่สิ่งที่น่ามหัศจรรย์คือมี “รูปแบบชีวิต” คล้ายกันอย่างน่าประหลาด เช่น การสร้างชุมชนสัมพันธ์ พฤติกรรมการกินอาหาร และการใช้ชีวิตที่ดีต่อร่างกาย จนถูกขนานนามว่า "Blue Zone" นั่นเอง!
อายุยืนไม่ใช่เพราะยา
สิ่งที่ Blue Zone มีร่วมกัน ไม่ใช่โรงพยาบาลที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า แต่คือ โครงสร้างชีวิตที่ทำให้คนใช้ชีวิตดีโดยไม่ต้องพยายามมาก กล่าวอีกแบบหนึ่ง Blue Zone ไม่ได้พยายาม “ยืดอายุ” ด้วยการแพทย์ แต่เลือกจะลดปัจจัยที่ทำให้คนป่วยตั้งแต่แรก เมื่อโครงสร้างชีวิตไม่ผลักให้คนกินเกิน เครียดเกิน ทำงานเกิน หรือโดดเดี่ยวเกิน สุขภาพที่ดีและอายุยืนจึงกลายเป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไขว่คว้าด้วยต้นทุนสูง
ถ้าหากจะคัดเอาปัจจัยสำคัญที่พบในทุก Blue Zone อาทิ
- กินอาหารจากพืชเป็นหลัก ผัก ถั่ว ธัญพืช
- เคลื่อนไหวร่างกายตามธรรมชาติ เช่น เดิน ทำสวน งานบ้าน
- มีความสัมพันธ์ทางสังคมแน่นแฟ้น ไม่โดดเดี่ยว
- มี “เป้าหมายชีวิต” หรือเหตุผลที่ทำให้ยังอยากตื่นขึ้นมาในทุกวัน
- จัดการความเครียดเป็นกิจวัตร ไม่ใช่รอให้ป่วยก่อน
- ให้คุณค่ากับครอบครัวและชุมชนมากกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล
กล่าวอีกแบบหนึ่ง Blue Zone ไม่ได้ยืดอายุด้วยการแพทย์ แต่ ลดเหตุปัจจัยที่ทำให้คนป่วยตั้งแต่ต้นทาง หรือที่เรียกกันว่า การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งประเทศไทยก็กำลังดำเนินไปในแนวทางนี้เช่นกัน
อีกประเด็นที่สำคัญคือ หลายคนเข้าใจผิดว่า Blue Zone คือเขตที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัย! หรือเป็นรูปแบบการดูแลคนแก่ แต่ในความเป็นจริง Blue Zone ไม่ใช่เมืองเกษียณ และไม่ใช่บ้านพักคนชรา หากเป็นพื้นที่ที่คนทุกวัยอยู่ร่วมกันได้ ผู้สูงอายุไม่ได้ถูกผลักไปอยู่ต่างหาก และใช้ชีวิตเอง สิ่งที่ดีที่สุดคือการใช้ชีวิตร่วมกันคนรุ่นอื่นๆ และถูกมองว่าไม่เป็นภาระของรัฐหรือครอบครัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคม
ย้ำอีกครั้งว่า Blue Zone คือการกำหนดขอบเขตและวิถีชีวิตที่ฝังอยู่ในไลฟ์สไตล์ ในกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การเดินไปตลาด การทำสวน ไปจนถึงการทำงานบ้าน อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารจากพืช กินเนื้อสัตว์ในปริมาณน้อย ความสัมพันธ์ทางสังคมแน่นแฟ้น ผู้สูงอายุไม่ได้ถูกแยกออกจากชุมชน แต่ยังคงมีบทบาท มีหน้าที่ และมีคุณค่าในสายตาของคนรอบข้าง ความเครียดไม่ได้ถูกแก้ด้วยยา แต่ถูกจัดการผ่านจังหวะชีวิตที่ช้าลง การพักผ่อน และพิธีกรรมทางสังคม
สิ่งสำคัญคือ คนใน Blue Zone มีเหตุผลที่จะตื่นขึ้นมาในทุกวัน พวกเขามีเป้าหมายชีวิต
เมื่อจำลอง Blue Zone ไว้ในโมเดลธุรกิจ
เมื่อเข้าใจแล้วว่า แนวคิด Blue Zone ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้สูงอายุ!
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิด Blue Zone ถูกนำไปต่อยอดอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับนโยบายและธุรกิจ หลายประเทศเริ่มนำหลักคิดนี้ไปใช้ในการออกแบบเมือง การวางผังชุมชน และการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็หยิบ Blue Zone ไปสร้างเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ ชุมชนเพื่อวัยเกษียณ และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ
ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเมืองและชุมชนที่เรียกว่า Blue Zone–inspired community ในสหรัฐอเมริกา แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้จริงในหลายเมืองผ่านโครงการที่ร่วมมือกับองค์กร Blue Zones Project ซึ่งเข้าไปทำงานกับเทศบาลและภาคธุรกิจ ปรับสภาพแวดล้อมให้คนเดินได้ง่าย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ร้านอาหารเน้นอาหารจากพืช และกิจกรรมชุมชน เป้าหมายไม่ใช่การรักษาคนป่วย แต่ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว
เมืองเหล่านี้ใช้ Blue Zone เป็น “แบรนด์สุขภาพ” เพื่อดึงดูดผู้อยู่อาศัยและแรงงานคุณภาพ
อีกรูปแบบหนึ่งคือ อสังหาริมทรัพย์และโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับวัยกลางคน–สูงวัย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป โครงการเหล่านี้ไม่เรียกตัวเองว่าเมืองผู้สูงอายุ แต่ขายภาพของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ บ้านถูกออกแบบให้เดินได้ง่าย มีครัวกลาง พื้นที่ทำกิจกรรมร่วม และบริการอาหารแบบ Blue Zone Diet ซึ่งสะท้อนว่าความยืนยาวกำลังกลายเป็นจุดขายของตลาดอสังหาฯ
ในภาคเอกชน ยังเกิดธุรกิจด้านอาหารและโภชนาการแบบ Blue Zone ตั้งแต่ร้านอาหาร Plant-based แบรนด์อาหารสำเร็จรูป ไปจนถึงคอร์สออนไลน์ที่ขาย “สูตรกินแบบคนอายุยืน” โดยอ้างอิงงานวิจัยจาก Blue Zone แม้หลายกรณีจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ Blue Zone จริง แต่ใช้แนวคิดนี้เป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือทางสุขภาพ
อีกกลุ่มที่เติบโตเร็วคือ ธุรกิจท่องเที่ยวและรีทรีตเพื่ออายุยืน (Longevity tourism) เช่น ทริปพักผ่อนในซาร์ดิเนียหรืออิคาเรีย ที่ผสมผสานอาหารท้องถิ่น การเดิน การทำอาหาร และการใช้ชีวิตแบบชุมชน แนวคิด Blue Zone ถูกแปลงเป็นประสบการณ์ระยะสั้น สำหรับคนเมืองที่อยาก “ลองใช้ชีวิตแบบคนอายุยืน”
สุดท้ายคือ ธุรกิจที่ปรึกษาและนโยบายสาธารณสุข ซึ่งนำ Blue Zone ไปขายให้กับองค์กร บริษัทประกัน และรัฐ ในฐานะโมเดลลดต้นทุนสุขภาพระยะยาว ไม่ใช่เพื่อยืดอายุปัจเจก แต่เพื่อจัดการความเสี่ยงของระบบทั้งประเทศ
....
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวก็ตามมาด้วยข้อสงสัยหลายประการ เช่นว่า การจำลอง Blue Zone ในธุรกิจต่างๆ สามารถทำได้จริงเพียงใด หากตัดขาดจากบริบททางวัฒนธรรมและสังคมดั้งเดิม เพราะสิ่งที่ทำให้ Blue Zone เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงอาหารหรือการออกกำลังกาย แต่คือความสัมพันธ์ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ทอดทิ้งผู้คนเมื่ออายุมากขึ้น .. ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมนาน และไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย
เมื่อโลกทุกวันนี้ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น .. อยู่ในสังคมที่แข่งขัน ตัวใครตัวมัน ความเครียดสะสม รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่เพื่อโชว์มีเป็นหลายพันคอนเทนต์ต่อวัน .. สิ่งเหล่านี้ล้วนกลับมาให้เราตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองอีกครั้งว่า
เรากำลังออกแบบชีวิตตัวเองอย่างไร
สังคมที่เราอยู่ได้ทำหน้าที่ออกแบบชีวิตของผู้คนไว้ดีพอหรือยังเพื่อให้ประชาชนมีอายุที่ยืนยาวและแข็งแรง


