ดีเบตเดือด! 8 พรรค เปิดไพ่ใบสุดท้าย ใครเอาจริง หรือ ขายฝัน ?
ศึกชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย! 8 พรรค เปิดวิสัยทัศน์กลางเวทีสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ชูธงนโยบายล้างบางโกงหุ้น ฟอกเงิน นอมินี จนถึงปลดล็อก IPO ปัดฝุ่น LTF ดัน Digital Asset พร้อมปฏิรูป ก.ล.ต.
KEY
POINTS
- ศึกชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย! 8 พรรค เปิดวิสัยทัศน์กลางเวทีสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)
- ชูธงนโยบายล้างบางโกงหุ้น ฟอกเงิน นอมินี จนถึงปลดล็อก IPO ปัดฝุ่น LTF ดัน Digital Asset พร้อมปฏิรูป ก.ล.ต.
ในงานสัมมนา "ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด ?" จัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กลายเป็นเวทีที่มากกว่างานเสวนา แต่คือเวที "สอบผ่าน-สอบตก" นโยบายเศรษฐกิจในสายตานักลงทุนทั้งประเทศ
ท่ามกลางความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก การเมืองในประเทศ และตลาดหุ้นไทยที่ซบเซามานาน ผู้แทน 8 พรรคการเมือง ถูกเชิญขึ้นเวทีเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อพูดสวย แต่เพื่อ "โชว์ของ" ว่าใครมีแผนพาเศรษฐกิจจริง ตลาดทุนไทย "รอด" ได้จริง
ตลอดการดีเบต ประเด็นถกเถียงถูกดึงกลับมาที่แก่นเดียวกัน.. ตลาดทุนไทยต้องถูกปฏิรูปอย่างไร ?
- จะทำอย่างไรให้ตลาดทุนไทยน่าสนใจและแข่งขันได้ในเวทีโลก
- จะสร้างระบบออมระยะยาวให้คนไทยมีเงินใช้ยามเกษียณอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
และคำถามที่เจ็บที่สุด…จะกอบกู้ความเชื่อมั่นจากการการทุจริตและการเอารัดเอาเปรียบ ได้จริงหรือไม่
"กรณ์ จาติกวณิช" รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยมองว่าตลาดหุ้นจะดีได้ เศรษฐกิจต้องดี ด้วย 3 เงื่อนไขสำคัญ คือ ความเชื่อมั่น, สินค้าในตลาดทุนดีและมีมาตรฐาน รวมถึงกติการที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยเรื่องความเชื่อมั่นยังเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดในตลาดทุนไทย เกิดจากการทุจริตการโกงบัญชี และการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน
การทุจริตและการเอารัดเอาเปรียบที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น เกิดจากพฤติกรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดหุ้นการโกงบัญชี การซื้อขาย อย่างกรณีหุ้น MORE และ STARK รวมถึงการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน ซึ่งทั้งสองเรื่องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน
เรื่องแรกไม่สามารถปฎิเสธได้เลยว่าโบรกเกอร์มีส่วนว่าใครที่จะเข้ามาดำเนินการซื้อขายหุ้นจะต้องซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ ฉะนั้นหากมีผู้ที่ซื้อขายที่เป็นส่วนที่ไม่ต้องการให้มามีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น ถือเป็นด่านแรกที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหน้าที่ของโบรกเกอร์
ส่วนที่สองคือตลาดหลักทรัพย์ฯในฐานะหน้าที่ของผู้ที่คอยติดตามพฤติกรรมของการซื้อขาย อีกฝ่ายที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงคือ ก.ล.ต. ต้องขอพูดตามตรงว่าผิดหวังในการทำงานของ ก.ล.ต. และคิดว่าถ้าจะทำให้ความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้นกลับคืนมา ต้องเอาจริงกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ที่การบริหารอยู่ที่ภาครัฐ
และต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ขององค์กรมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ และมีความสำคัญมากมากกว่ากลุ่มคน โดยตนข้องใจวันนี้มีกรรมการตลาดหลักทรัพย์ที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวโยงกับประเด็นปัญหาเรื่องของการทำตัวเป็นนอมินีโยงกับทุนเทาที่มีเรื่องของการฟอกเงินต่างๆยังดำรงตำแหน่งในตลาดหลักทรัพย์ฯได้จนถึงทุกวันนี
"ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวเช่นกันว่า ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และตลาดทุนกับเศรษฐกิจจริงควรจะเติบโตไปด้วยกัน สิ่งที่เคยทำสมัยเป็นรัฐบาล คือ พยายามแยกหน่วยงานกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลออกจาก ก.ล.ต. ปกติ, สนับสนุน ThaiESG และกองทุนวายุภักษ์, ส่งเสริม Investment Token และ Sustainable Bond (Green/Drone Bond)
สิ่งที่ต้องการจะทำในอนาคต
- G-Token ทำให้พันธบัตรรัฐบาลเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้นผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล สร้างตลาดรองที่เข้มแข็ง
- Tourism Digital Token ดึงเม็ดเงินจาก Bitcoin/คริปโทเคอร์เรนซี ให้ชาวต่างชาติสามารถใช้จ่ายในประเทศไทยได
- พ.ร.บ. Financial Trust มองว่าเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโต
- Tokenization of State Assets การแปลงสินทรัพย์ของรัฐ เช่น ที่ดิน ฯลฯ ให้เป็นโทเคน เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการร่วมมือกับประชาชน
- หวยเกษียณ สร้างเม็ดเงิน 1-3 พันล้านบาทต่อปี เข้ากองทุน กอช. เพื่อนำไปลงทุนในตลาดทุนและตลาดบอนด์
- ลดขั้นตอน IPO ลดระยะเวลา IPO เฉลี่ยจาก 2 ปี เหลือ 1 ปี
- ปลดล็อก SME เข้าตลาดหลักทรัพย์ สร้างกฎเกณฑ์ที่ง่ายกว่าสำหรับ SME เพื่อให้เข้าถึงตลาดทุนได้
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง, ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์, ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการที่ยึดติดเกินไป
"อนุชา บูรพชัยศรี" ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่าการฟื้นฟูความเชื่อมั่น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะดึงดูดนักลงทุนให้กลับมา โดยต้องสร้าง Political Will และสร้าง perception ที่ดี อีกทั้งเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่น ส่วนการลดหนี้สาธารณะ และลดการทุจริต จะช่วยสร้างความมั่นใจ พร้อมกับประเทศไทยต้องมี "เรื่องเล่า" ทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ
กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษอย่างชัดเจน รวดเร็วไม่ปล่อยให้คดีล่าช้า กรรมการอิสระต้องมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ พร้อมเสนอ Thailand Individual Savings Account (TISA) สิทธิลดหย่อนภาษี และอาจพิจารณายกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุนเพื่อดึงเงินทุนกลับสู่ตลาดไทย
"ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร" รองหัวหน้าพรรค และ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เชื่อว่านโยบายพรรคทำให้หุ้นไทยกลับมาเทิร์นอะราวด์ จากการกำหนดทิศทางหากเป็นรัฐบาลเพิ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทลายการผูกขาดของรายใหญ่จนแข่งขันได้ ซึ่งจะเพิ่มมาร์เก็ตแคปให้ตลาดหุ้น พร้อมผลักดันการออมส่วนบุคคลมากกว่ากองทุนลดหย่อนภาษี เพราะทำให้เกิดการแข่งขันจนลดค่าธรรมเนียมที่เป็นต้นทุนของนักลงทุนได้
สนับสนุนบัญชีออมส่วนบุคคลแทนกองทุน LTF แบบเดิม เพื่อให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นโดยตรงและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงเงินปันผล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการแข่งขันในอุตสาหกรรมกองทุน
ทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อสภาพคล่อง ซึ่งอาจรวมถึงการพิจารณานำ Market Maker เข้ามา และทบทวนมาตรการห้าม Short Selling หรือการซื้อขายแบบ Algo Trading เน้นการแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลตั้งแต่ระดับองค์กรกำกับดูแล โดยเสนอให้ไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองในการแต่งตั้งประธานและเลขาธิการ ก.ล.ต. เพื่อป้องกันการดำเนินคดีที่ล่าช้าเนื่องจากการแทรกแซงundefined
"ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มองว่าตลาดไทยขาดนวัตกรรม พร้อมเสนอให้ฟื้น LTF ด้วยเงื่อนไขการถือครองที่สั้นลง เพื่อให้เหมาะกับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ "รวยเร็วจนไว" และเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มอาชีพที่รายได้ไม่แน่นอน
พร้อมวิจารณ์การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในภาคธนาคารพาณิชย์และปัญหาของเครดิตบูโรที่ทำให้คนติดหนี้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย อีกทั้งยังเสนอให้ใช้ระบบ Credit Scoring แบบสากล เช่น สหรัฐฯ ที่ช่วยให้ผู้ที่ชำระหนี้ครบสามารถรีไฟแนนซ์ได้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรอ 3 ปี
"นิกร ซัจเดว์" ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม มองปัญหาหลักตลาดทุนไทยขาดความโปร่งใส ทำให้ขาดความมั่นใจ นักลงทุนรายย่อยถอนตัว หันไปเล่นคริปโต, หลายบริษัทมีกำไรดี แต่ราคาหุ้นตกต่ำ, นักลงทุนต้องการข้อมูลเรตติ้งที่ชัดเจน
ความขัดแย้งระหว่างเจ้าของบริษัทกับนักลงทุนโดยเจ้าของต้องเข้าใจว่าเมื่อบริษัทเข้าตลาดหุ้นแล้ว ตนเองคือ CEO ไม่ใช่เจ้าของเบ็ดเสร็จ เรียกร้องให้มี AI Regulatory เพื่อปกป้องนักลงทุนรายย่อยจาก AI Trading ของนักลงทุนต่างชาติ บทบาทรัฐเป็น "Facilitator" และ "Enforcer" ในการแก้ปัญหาระดับจุลภาคและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด บังคับใช้มาตรการ Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจาก 40% เป็น 60% เพื่อสร้างความมั่นคงให้ภาคการผลิตในประเทศ และสนับสนุนการออก Roadshow สำหรับบริษัทที่มีเรตติ้งดี เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติ
"ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร" หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ยอมรับว่า 3 เรื่องหลักที่ต้องทำคือ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น, เพิ่มสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขาย, สร้าง Product ใหม่ โดยสภาผู้จัดการทุนไทย ควรเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีและคณะเศรษฐกิจ ตลาดทุนควรถูกบรรจุเป็นกลไกหลักในแผนฯฉบับที่ 14
ฟื้นฟูความเชื่อมั่น แก้ปัญหาทุจริตในบริษัทจดทะเบียน ผ่านมาตรการเชิงรุกร่วมกันของ ก.ล.ต., ปปง., SET, ธนาคาร และ ธปท.ในการแชร์ข้อมูลและตรวจสอบลูกค้าที่มีความเสี่ยง รวมถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในตลาดทุน โดยการจัดตั้ง "ศาลตลาดทุน" เพื่อเร่งรัดคดีให้จบภายใน 2 ปี และใช้ AI ในการมอนิเตอร์โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ผิดปกติ
เพิ่มสภาพคล่อง โดยนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีเช่น LTF กลับมา แต่ขยายให้ครอบคลุมการลงทุนในหุ้นรายตัว และส่งเสริม Infrastructure Fund เพื่อเป็นสินค้าการลงทุนใหม่ สร้าง Product ใหม่ ดึงนักลงทุนต่างประเทศ ส่งเสริม SME โดยการจัดตั้งกองทุน SME และ Startup แสนล้าน เพื่อช่วย SME ที่มีศักยภาพให้พร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ อีกทั้งรัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการประชาสัมพันธ์ว่าตลาดทุนไทยจะปฏิรูประบบให้โปร่งใส
"สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย" ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ตลาดไทยมี "มือที่มองไม่เห็น" ทำให้เกิดเหตุการณ์ Short Selling ที่ไม่ชอบมาพากล เปรียบเทียบกับ NASDAQ ที่เข้าตลาดง่ายกว่า แต่มีการลงโทษที่เฉียบขาดหากทำผิด SEC ของไทยควรมีทั้ง "หน้าต้อนรับ" สำหรับลูกค้า และ "หน้าลงโทษ" สำหรับผู้กระทำผิด ผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางอย่าง เช่น การออกหุ้น PP
ก.ล.ต. และ SET ควรมองบริษัทในตลาดเป็นลูกค้าที่ซื่อสัตย์ไม่เหมารวมกับกรณีทุจริตในอดีต และควรเรียกร้องอำนาจที่จำเป็น เช่น จับกุมเองขึ้นศาลเอง หากต้องการทำให้ตลาดดีขึ้น เสนอให้รัฐตั้งกองทุนคล้าย "วายุภักษ์"เพื่อรับหุ้นที่เจ้าของนำไปจำนำไว้ ป้องกันการถูก Force Sell เป็นเวลา 3 ปีเพื่อให้เจ้าของมีเวลาหาเงินมาไถ่คืน แนะให้สอนเด็กออมเงินทั้งในหุ้นและคริปโตควบคู่กันเพื่อให้สามารถสร้างความมั่งคั่งในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น
อนุญาตให้มี Market Maker ที่ถูกกฎหมาย เช่น สิงคโปร์, อเมริกา เพื่อสร้างสมดุลในตลาด นอกจากนี้รัฐลงทุนในหุ่นยนต์ขนาดใหญ่สำหรับบริษัทในประเทศ และแปลงสินค้าโภคภัณฑ์ของไทย เช่น ยางพารา ให้เป็น Token เพื่อให้ทั่วโลกสามารถซื้อขายได้ทำให้ไทยกำหนดราคาเองได้ และเพิ่มกระดาน Digital Asset ใน SET
อย่างไรก็ดี ผู้ร่วมอภิปรายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน, การยกระดับประสิทธิภาพของกลไกกำกับดูแล, การส่งเสริมผลิตภัณฑ์การลงทุนและโอกาสใหม่ๆ และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและเป็นธรรม เป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นและพัฒนาตลาดทุนไทยให้ก้าวหน้าและยั่งยืน.


