posttoday
จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

03 มกราคม 2569

ปี 2026 โพสต์ทูเดย์ จับตาเมื่อสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงกำลังมา พร้อมกับกระแส Longevity ที่ขยับจากงานวิจัยสู่ใช้งานจริง

นโยบายสาธารณสุขไทยที่เปรียบเสมือนเรือธงตลอดปี 2025 ที่ผ่านมาคือนโยบาย ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ เริ่มประกาศโดยรัฐบาลเดิมภายใต้การกุมบังเหียนของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรมว.กระทรวงสาธารณสุข ที่พูดอย่างชัดเจนว่า ‘ต้องเปลี่ยนจากกระทรวงใช้เงินเป็นกระทรวงหาเงิน’

 

ภายใต้ความกดดันของสภาพสังคมที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย คนเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยมาเป็นผลต่อภาระงบประมาณ รวมไปถึงเทรนด์การเจ็บป่วยที่พบว่าปัญหาโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลายเป็นภาระเรื้อรังให้รัฐดูแลอย่างต่อเนื่อง สำหรับไทยคือ ‘สาเหตุการตายหลัก’ ของคนไทย สำหรับโลกคือสาเหตุตายกว่า 70% ของประชากรโลก!

 

ด้านองค์การอนามัยโลก ก็ประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจาก NCDs ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็นประมาณ 9.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในขณะที่อัตราการเติบโตของ GDP ไทยอาจโตไม่เกิน 3%

 

 

สองปัญหานี้ชี้ชัดว่า รัฐต้องมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอย่างมหาศาล

 

เช่นเดียวกับช่วงเวลาที่ผ่านมา ปัญหากองทุนบัตรทอง ที่ทำให้โรงพยาบาลรัฐขาดทุน ก็ยิ่งชี้ชัด ถึงการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ที่แม้แต่แพทย์ไปจนถึงหัวเรือใหญ่อย่างปลัดกระทรวงฯ ชี้ชัดว่า ‘งบไม่พอ’  โดยต้องเพิ่มขึ้นขั้นต่ำราว 30-50%

 

จะหวังจากการพึ่งการจัดเก็บภาษี ซึ่งก็รู้ๆ กันว่าประสิทธิภาพการจับเก็บภาษีไทยนั้นมีเพียงยี่สิบเปอร์เซนต์ก็ดูจะไร้ ‘แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์’ จึงเป็นภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องเพิ่มบทบาทด้านการ ‘ส่งออกบริการทางการแพทย์’ และ ‘การผลิตเพื่อการชดเชยการนำเข้าบริการและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์’ มากขึ้น เพื่อหาเงินเข้ากระเป๋ารัฐ แม้ว่าจะคนละกระเป๋าแต่ก็ถือว่านำเงินเข้ารัฐเพื่อจะนำมาชดเชยส่วนที่ต้องใช้

 

อย่างไรก็ตาม นับเป็นความโชคดี ที่เมืองไทยยังไม่หมด ‘คนมีความสามารถ’  ก่อนการเข้ามาของนโยบาย ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ ก็ได้มีการผลักดันประเด็นดังกล่าวมาโดยตลอด จนเมื่อรัฐในฐานะหน่วยงานกำกับ กระโดดเข้ามาร่วมด้วยอย่างเต็มตัว โดยล่าสุดมีแนวโน้มชี้ชัดว่า ‘กระทรวงสาธารณสุขอยากที่จะร่วมงานกับภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านต่างๆ’

คำกล่าวที่ว่าอาจจะมี ‘ยา ATMP สัญชาติไทย’ ออกสู่ท้องตลาด ของ รมว.พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.กระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบัน ที่พูดไว้ในการสัมภาษณ์ภายในงาน Thailand ATMP Roadmap 2025 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-23 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมาก็เริ่มมีให้เห็น

 

โพสต์ทูเดย์ จึงขอรวบรวมความคืบหน้าของ ‘วงการสาธารณสุขไทย’ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในประเด็นดังกล่าว ซึ่ง ‘ใหม่’ และ ‘อาจจะรู้จักน้อย’ แต่น่าจับตามองในปี 2026 หลักๆ มาให้ผู้อ่านได้ทราบกัน

 

  • การแพทย์แม่นยำและจีโนมิกส์ จากงานวิจัยสู่สิทธิประโยชน์ของรัฐ

 

จีโนมิกส์ (Genomics) คือการศึกษาลำดับสารพันธุกรรมของมนุษย์ทั้งหมด หรือดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงต่อโรค การตอบสนองต่อยา และความแตกต่างทางชีววิทยาในระดับรายบุคคล

แนวคิดนี้เป็นรากฐานของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ซึ่งแตกต่างจากการแพทย์แบบดั้งเดิมที่ใช้แนวทางการรักษาเดียวกับผู้ป่วยจำนวนมาก แม้ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีพื้นฐานทางพันธุกรรมและการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกันก็ตาม

 

เหตุผลที่รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับจีโนมิกส์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับภาระต้นทุนด้านสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะโรคเรื้อรังและโรคมะเร็งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจพบความเสี่ยงล่วงหน้า การเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของผู้ป่วย และการหลีกเลี่ยงการรักษาที่ไม่ได้ผล ถูกมองว่าอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและภาระระบบสุขภาพในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยต้องลงทุนด้านจีโนมิกส์ด้วยตนเอง คือ ความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างประชากรไทยกับประชากรตะวันตก ข้อมูลจีโนมจำนวนมากที่ใช้เป็นฐานในการวิจัยยาและแนวทางรักษาระดับโลก ยังอิงจากประชากรยุโรปหรืออเมริกาเป็นหลัก การนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้กับคนไทยโดยตรง อาจไม่สะท้อนความเสี่ยงโรคหรือการตอบสนองต่อยาที่แท้จริง และอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือเกิดผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็น

 

จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

 

 

โครงการและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มลงทุนด้านจีโนมิกส์ผ่านหลายช่องทาง ทั้งงบวิจัย งบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และงบด้านสิทธิประโยชน์สุขภาพ หนึ่งในโครงการระดับชาติที่ถูกกล่าวถึงมากคือ โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) ซึ่งมีเป้าหมายในการจัดทำฐานข้อมูลจีโนมของประชากรไทย เพื่อใช้เป็นฐานความรู้สำหรับการวิจัย การพัฒนาการรักษา และการวางนโยบายด้านสุขภาพในระยะยาว

ในระดับสถาบันการแพทย์และการศึกษา โครงการด้านจีโนมิกส์ก็ขยับอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการจีโนมิกส์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งพัฒนาการใช้ข้อมูลพันธุกรรมในผู้ป่วยจริง โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคหายาก รวมถึงการสร้างศักยภาพบุคลากรด้านเวชพันธุศาสตร์ควบคู่ไปด้วย

ขณะที่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนางานด้านการตรวจวิเคราะห์ยีนเพื่อสนับสนุนการรักษาเฉพาะบุคคล และเชื่อมโยงข้อมูลทางคลินิกเข้ากับข้อมูลพันธุกรรมมากขึ้น

 

จากงานวิจัยสู่ สิทธิประโยชน์ของรัฐ

จุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงนโยบาย คือการที่การตรวจทางพันธุกรรมบางรายการเริ่มถูกบรรจุเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของระบบสุขภาพ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจากการเป็นงานวิจัยหรือบริการเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเข้าถึงในระดับระบบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • การตรวจยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม เพื่อประเมินความเสี่ยงและช่วยกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
  • การตรวจยีนในทารกแรกเกิด เพื่อค้นหาโรคพันธุกรรมบางชนิดที่สามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดความพิการและค่าใช้จ่ายด้านการดูแลระยะยาว
  • การอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายการตรวจยีนเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยและมีต้นทุนการรักษาสูงหากตรวจพบในระยะลุกลาม

 

แม้การลงทุนด้านจีโนมิกส์ยังคิดเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านสาธารณสุขทั้งหมด แต่การขยับจากโครงการนำร่องไปสู่สิทธิประโยชน์ของรัฐ สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายว่าจีโนมิกส์ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมล้ำสมัยสำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่

หากแต่เป็นเครื่องมือที่อาจช่วยลดภาระโรค ค่าใช้จ่าย และความสูญเสียในระยะยาวของระบบสุขภาพไทย เพียงแต่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นของการทดสอบ ‘ความคุ้มค่า’ ของตัวนวัตกรรม

 

นอกจากนี้ ในระยะต่อไป ฐานข้อมูลจีโนมของคนไทยที่กำลังถูกพัฒนาจากหลายสถาบัน  อาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญทั้งในการพัฒนายา การออกแบบแนวทางรักษาที่เหมาะกับบริบทประเทศ และการลดการพึ่งพาองค์ความรู้จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของการแพทย์ไทยในยุคที่เทคโนโลยีขั้นสูงกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

  • CAR-T Cell และภูมิคุ้มกันบำบัด

 

CAR-T Cell  คือการรักษามะเร็งด้วยการนำเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย หรือทีเซลล์ (T-cell) ออกมาดัดแปลงทางพันธุกรรม ให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย การรักษานี้จัดอยู่ในกลุ่มการแพทย์ขั้นสูง เนื่องจากเป็นการรักษาเฉพาะราย ใช้กระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้องอาศัยบุคลากรเฉพาะทาง

ในระดับโลก CAR-T Cell ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาที่มีต้นทุนสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วยหนึ่งรายอาจสูงถึงหลายล้านบาท ทำให้การเข้าถึงจำกัดอยู่ในประเทศรายได้สูง และกลายเป็นคำถามสำคัญด้านความคุ้มค่าและความเท่าเทียมในระบบสุขภาพ

สำหรับประเทศไทย จุดมุ่งหมายหนึ่งคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการเข้าถึง CAR-T Cell ซึ่งหลายแห่งสามารถทำได้ถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับการรักษาในต่างประเทศเลยทีเดียว!

 

จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

 

ความคืบหน้าในประเทศไทย  จากผู้ใช้เทคโนโลยีสู่การพัฒนาเอง

สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวด้าน CAR-T Cell ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ไปสู่การพัฒนาและผลิตเองในประเทศ โรงเรียนแพทย์ เช่น คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ฯลฯ ได้พัฒนา CAR-T Cell สำหรับรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด โดยมุ่งลดต้นทุนการรักษาเมื่อเทียบกับการนำเข้ายาจากต่างประเทศ 

การพัฒนา CAR-T Cell ในประเทศไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วย แต่ยังลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และสร้างขีดความสามารถด้านการแพทย์ขั้นสูงในประเทศ

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ CAR-T Cell ถูกจับตามองมากกว่าการเป็นเทคโนโลยีรักษามะเร็ง คือบทบาทของมันในฐานะ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) หรือยาขั้นสูง ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่รัฐไทยกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ นโยบาย ATMP ของภาครัฐมีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถวิจัย พัฒนา ผลิต และกำกับดูแลยาขั้นสูงได้เอง เพื่อลดการนำเข้า และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการแพทย์และชีวการแพทย์

 

CAR-T Cell จึงถูกคาดหมายว่าจะเป็น ยา ATMP สัญชาติไทยตัวแรก ที่พัฒนาในประเทศและมีแนวโน้มเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากสามารถขึ้นทะเบียนได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญของระบบกำกับดูแลยาไทย และเป็นจุดพิสูจน์ว่าประเทศไทยสามารถรองรับการประเมินความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิผลของยาขั้นสูงได้ด้วยตนเอง

 

 

  • Longevity 

 

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ไม่เพียงส่งผลต่อระบบสาธารณสุขในแง่ภาระโรคเรื้อรังและค่าใช้จ่ายระยะยาว แต่ยังทำให้แนวคิดเรื่อง Longevity และ Health span หรือการมีอายุยืนควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี กลายเป็นทั้งวาระด้านสุขภาพและพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Longevity ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรค  แต่ขยายไปสู่การดูแลเชิงป้องกัน การชะลอความเสื่อม และการประเมินอายุชีวภาพ  (Biological Age) ซึ่งสะท้อนสภาพร่างกายที่แท้จริงมากกว่าอายุปฏิทิน

ภาคเอกชนในประเทศไทยเริ่มลงทุนในบริการตรวจอายุชีวภาพ โปรแกรมชะลอวัย การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และธุรกิจ wellness อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นตลาดมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตตามจำนวนผู้สูงอายุและกลุ่มคนวัยทำงานที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

 

จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

 

ความคืบหน้าประเทศไทย

ในเชิงนโยบายของประเทศไทยในฝั่งของ ‘สาธารณสุข’ ภาพของ Longevity ถูกเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ โดยรมว.พัฒนา เคยกล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องขยายกรอบความคิดจากการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ไปสู่การสร้าง เศรษฐกิจสุขภาพ (medical economy) ที่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว

 

มุมมองต่อ Medical economy สะท้อนมุมมองใหม่ของรัฐ ที่มองว่าการดูแลสุขภาพไม่ได้เฉพาะให้ความสำคัญอยู่ที่แค่การรักษาเท่านั้น แต่เริ่มได้ตั้งแต่การป้องกันหรือ ‘ดูแลก่อนป่วย’

 

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา สิทธิประโยชน์หลายประการที่ออกมาให้แก่ประชาชนชาวไทย จึงเห็น ‘การตรวจคัดกรอง’ ออกมามากเป็นพิเศษ เพราะตรวจเร็ว เจอเร็ว รักษาเร็ว หายเร็ว และ จ่ายน้อยกว่า

รวมไปถึงนโยบาย ‘นับคาร์บ ลดโรค NCDs’ ในสมัยของรมว.สมศักดิ์ เทพสุทิน ที่กลายเป็นสโลแกนในยุคท่านไปโดยปริยาย ไปที่ไหนก็ได้ยินคำว่า ‘นับคาร์บ’ แม้ในหมู่ อสม.

หรือ 1 ใน 6 นโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ ที่เน้นเรื่องของสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาไทย เช่น การนวดไทย ที่ก็เป็นหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพโดยใช้ศาสตร์แพทย์ทางเลือกมาเกี่ยวข้อง แนวคิดนี้มีการยืนยันหลายครั้งว่า ไม่ได้มุ่งแทนที่การแพทย์สมัยใหม่ แต่เป็นการเสริมระบบสุขภาพให้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรคเรื้อรังและการดูแลระยะยาว

 

Wellness อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน Longevity

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ความโดดเด่นหนึ่งในการผลักดัน Longevity ที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ บทบาทของโรงพยาบาลเอกชนเจ้าใหญ่ และภาคเอกชน ที่ออกมาผลักดันประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาที่มีผู้เล่นเพิ่มเติมอยู่หลายเจ้า! และคาดว่าจะได้เห็นมากขึ้นในปีนี้

รวมไปถึงนโยบายผลักดันด้านการท่องเที่ยว ที่ก็ล้อไปกับ Wellness Tourism และภาคธุรกิจอื่นๆ อย่างอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็ใช้แนวคิด Wellness เข้ามาจับเปิดตัวที่พักอาศัย ที่ให้บริการด้าน Wellness แบบครบวงจร ทำให้ตลาดนี้เติบโตและคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้เท่าทวีคูณ!

อีกทั้งในปีหน้านี้จะมีการจัดเวทีประชุม Wellness ระดับโลกขึ้นในประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นการตอกหมุดประเทศแห่ง Wellness ได้อีกทาง!

 

เมื่อมองภาพรวม วงจร Longevity นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่การป้องกันและดูแลสุขภาพ การตรวจคัดกรองเพื่อเข้ารับการรักษาได้รวดเร็ว และนวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ที่สามารถรักษาโรคยากหรือโรคที่ไม่เคยรักษาแล้วได้ผลดีให้ประชาชนมีอายุที่ยืนยาวขึ้น จึงนับว่าครบลูป Longevity ที่แท้จริง  ซึ่ง ‘สาธารณสุขไทย’ ก็กำลังผลักดันตั้งแต่ จีโนมิกส์ ATMP นวัตกรรมการคัดกรองใหม่ๆ และการผลักดันด้าน Wellness ที่ต่างก็อยู่ใน 6 นโยบายเศรษฐกิจสุขภาพของรัฐ!

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การเติบโตของ Longevity เป็นที่สนใจของประชาชน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตได้อย่างมหาศาล ก็ยังมาพร้อมคำถามเชิงระบบ ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีชะลอวัย และบทบาทของรัฐในการกำกับดูแลที่จะเอื้อใหการเติบโตของ Longevity ในประเทศเติบโตได้เร็ว ภายใต้ความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นหรือไม่?

 

 

นี่คือ 3 นโยบายที่ โพสต์ทูเดย์ หยิบยกขึ้นมาและจับตามอง ซึ่งสะท้อนภาพรวมและทิศทางของ ‘สาธารณสุขไทย’ ยังไม่นับการเข้ามาของ ‘ยาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1’ ซึ่งจะกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมโรค NCDs หรือไม่

การเข้ามามีบทบาทของ ‘ประกันสุขภาพ’ ที่ตั้งแต่ต้นปีมีแนวคิดตั้งแต่ การสร้างประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลรัฐเพื่อลดค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขกับประชาชน และดึง ‘เม็ดเงิน’ จากประกันสุขภาพในโรงพยาบาลเอกชนเข้าสู่รัฐ!

หรือการเก็บประกันการเดินทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดภาระงบประมาณด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านนี้เวลาเกิดเหตุจำนวนมหาศาล

รวมไปถึง การปฏิรูปการบริหาร 3 กองทุนสุขภาพ บัตรทอง-ประกันสังคม-สิทธิข้าราชการ ที่มองว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะถึงคราววิกฤตด้านการคลังเป็นแน่!

ข่าวล่าสุด

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อำลาแมนฯ ซิตี้ หลังคุมทีมครบ 10 ปี กวาด 20 แชมป์

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อำลาแมนฯ ซิตี้ หลังคุมทีมครบ 10 ปี กวาด 20 แชมป์