เลือกตั้ง69 เปิดกติกานโยบายหาเสียง กกต.บังคับพรรคแจงงบครบทุกมิติ
กกต.ใช้กฎหมายพรรคการเมืองคุมเข้มการหาเสียงเชิงนโยบาย ต้องระบุวงเงิน ที่มา ความคุ้มค่า และความเสี่ยง ขณะสนามเลือกตั้งคึกคัก ผู้สมัคร สส.กว่า 5 พันคน จาก 60 พรรค ก่อนประกาศรายชื่อ 7 ม.ค.
KEY
POINTS
- กกต. กำหนดกติกาใหม่ให้นโยบายหาเสียงที่ต้องใช้งบประมาณ ต้องมีการชี้แจงรายละเอียดอย่างครบถ้วนเพื่อความโปร่งใส
- พรรคการเมืองต้องระบุข้อมูลสำคัญ 3 ด้าน คือ วงเงินและที่มาของงบประมาณ, ความคุ้มค่าและประโยชน์, รวมถึงผลกระทบและความเสี่ยง
- มีกลไกตรวจสอบโดยคณะผู้เชี่ยวชาญและจะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ หากพรรคใดไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษปรับ
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนผู้สมัครหรือรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่ยังเป็นบททดสอบ “ความจริงใจของนโยบาย” เมื่อกฎหมายใหม่บังคับให้พรรคการเมืองต้องเปิดเผยต้นทุน ความคุ้มค่า และความเสี่ยงต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ ภายใต้การตรวจสอบของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นโยบายหาเสียง ไม่ใช่คำสัญญาลอยๆ
ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศ กกต. ปี 2568 พรรคการเมืองที่ประกาศนโยบายซึ่งต้องใช้จ่ายงบประมาณ ต้องจัดทำรายละเอียดอย่างน้อย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ วงเงินและแหล่งที่มาของเงิน ความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ รวมถึงผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินการ
กฎหมายยังย้ำให้การกำหนดนโยบายไม่ใช่เรื่องของแกนนำส่วนกลางเพียงลำพัง แต่ต้องรับฟังความเห็นจากสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง ก่อนยื่นรายงานต่อ กกต. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง
กลไกตรวจสอบ “เปิดไฟส่อง” นโยบายพรรค
เพื่อให้กติกาไม่เป็นเพียงตัวหนังสือ ที่ประชุม กกต. ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์การตรวจสอบเมื่อ 15 ธันวาคม 2568 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันถัดมา โดยแต่งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การคลัง นโยบายสาธารณะ และเศรษฐศาสตร์ ทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึก และสามารถเรียกเอกสารเพิ่มเติมจากพรรคการเมืองได้
เมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จ กกต. จะเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นฐานเปรียบเทียบนโยบายอย่างโปร่งใส หากพรรคใดไม่ปฏิบัติตามหรือรายงานไม่ครบถ้วน มีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับรายวันอีก 1 หมื่นบาท จนกว่าจะดำเนินการถูกต้อง
สนามเลือกตั้งคึกคัก ผู้สมัครทะลุ 5 พันคน
ขณะเดียวกัน ภาพรวมสนามเลือกตั้งก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน กกต.สรุปการรับสมัคร สส. หลังปิดรับสมัครเมื่อ 31 ธันวาคม 2568 พบว่ามีผู้สมัครรวมกว่า 5,000 คน จาก 60 พรรคการเมือง แบ่งเป็น สส.เขต 3,526 คน และบัญชีรายชื่อ 1,570 คน จาก 57 พรรค
ที่น่าจับตา คือการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก 43 พรรค รวมทั้งสิ้น 94 คน โดยกรุงเทพมหานคร เขต 30 เป็นพื้นที่แข่งขันสูงสุด มีผู้สมัครมากถึง 19 คน ขั้นตอนถัดไป กกต.จะส่งรายชื่อให้ 26 หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มกราคม 2569
เลือกตั้งล่วงหน้า–ต่างแดน คึกคักกว่า 8 แสนคน
อีกหนึ่งสัญญาณการตื่นตัวทางการเมือง คือยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าที่พุ่งถึง 829,786 คน แบ่งเป็นนอกเขตเลือกตั้งกว่า 7.5 แสนคน และนอกราชอาณาจักรกว่า 6.8 หมื่นคน ผู้มีเหตุจำเป็นยังสามารถลงทะเบียนได้ถึง 5 มกราคม 2569 และหากเปลี่ยนใจ ยังสามารถยกเลิกเพื่อไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งใหญ่พร้อมประชามติ 8 กุมภาพันธ์ได้ตามขั้นตอน
ภายใต้กติกาใหม่ นโยบายหาเสียงจึงไม่ต่างจาก “ใบเสนอราคาพร้อมแผนงาน” ที่พรรคการเมืองยื่นให้ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศพิจารณา ก่อนตัดสินใจลงคะแนน ว่าข้อเสนอใดคุ้มค่า โปร่งใส และรับความเสี่ยงได้จริง ในสนามเลือกตั้งที่กำลังเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งของการเมืองไทย


