ไทยลุยท็อป 5 Wellness Hub ดันคนไทยเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ดึงต่างชาติ
ไทยตั้งเป้าขึ้นท็อป 5 Wellness Hub โลก หมอแอมป์ BDMS ชี้ คนไทยต้องเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์สุขภาพดี กินดี ดึงต่างชาติมา “ซื้อชีวิตยืนยาว”
ประเทศไทยแสดงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านธุรกิจเวลเนสระดับโลก โดยมีมูลค่าการเติบโตของธุรกิจเวลเนสไทยสูงถึง 28.4% ติดอันดับ 1 ของโลก
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ (หมอแอมป์) ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Thailand Marketing Day 2025 “Promt the Future : The power of Marketing” ในหัวข้อ The Power of Wellness Economy ว่า เพื่อให้ไทยก้าวสู่เป้าหมายการเป็น Wellness Hub 1 ใน 5 ของโลก จำเป็นต้องมีการยกระดับบริการแบบดั้งเดิมด้วยการนำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์มาผสานเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า "Scientific Wellness"
ปัจจุบัน มูลค่าธุรกิจเวลเนสไทยอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.3–1.4 ล้านล้านบาท และมีอันดับอยู่ที่ อันดับ 24 ของโลก และเป็นอันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก สิ่งที่น่าภูมิใจคือ
ธุรกิจเวลเนสไทยโตจากปี 2565 มาปี 2566 ถึง 28.4% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก เฉพาะส่วนของ Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) โตถึง 119.5% ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ประเทศจีน ซึ่งก่อนสถานการณ์โควิด-19 (ปี 2562) ไทยเคยอยู่ในอันดับ 7 ของโลก
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญที่ถูกกำหนดไว้ในนโยบายเวลเนสแห่งชาติ คือ การติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกด้าน Wellness Hub ซึ่งหมายถึงการต้องพยายามแซงประเทศญี่ปุ่นให้ได้
นายแพทย์ตนุพล กล่าวต่อว่า นอกจากเป้าหมายทางธุรกิจแล้ว นโยบายสาธารณสุขแห่งชาติ (ปี 2571–2575) ยังมีเป้าหมายหลักอีก 3 ข้อที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็น Wellness Country
- ลดโรค NCDs (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรม) ให้ลดลง 30%
- เพิ่ม Healthspan (ปีที่ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี) จาก 67 ปี เป็น 75 ปี (เนื่องจากปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 77 ปี การเพิ่ม Healthspan จะช่วยลดช่วงเวลาที่ต้องทนทุกข์ทรมานก่อนเสียชีวิตเหลือเพียง 2 ปี)
- เป็น Wellness Hub อันดับ 1 ใน 5 ของโลก
อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ตนุพล กล่าวเพิ่มเติมว่า Healthspan ลองจินตนาการว่าชีวิตเราคือรถยนต์คันหนึ่ง Life Span คือระยะเวลาที่เราสามารถใช้งานรถคันนั้นได้จนกระทั่งรถพังหรือหยุดวิ่ง ส่วน Health Span คือระยะเวลาที่เราสามารถขับรถคันนั้นได้อย่างราบรื่นโดยที่เครื่องยนต์ไม่เสีย ไม่ต้องเข้าอู่ซ่อมใหญ่ และไม่ต้องเจ็บป่วย
ปัจจุบัน การแพทย์เปรียบเสมือนอู่ซ่อมรถที่มีเทคโนโลยีดีเยี่ยม ทำให้รถวิ่งได้นานขึ้น (Life Span ยืนยาว) แต่เพราะเราไม่ดูแลรักษารถเลย (ขาดการป้องกัน) ทำให้รถเริ่มมีปัญหาจุกจิก (ป่วย) เร็วขึ้น และต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงท้ายของชีวิตการใช้งานอยู่ในอู่ เป้าหมายของ Wellness คือการดูแลรักษารถให้ดีตั้งแต่วันแรก เพื่อให้ช่วงเวลาที่รถวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Health Span) ยาวนานเกือบเท่ากับช่วงเวลาทั้งหมดที่รถใช้งานได้ (Life Span)
สาเหตุสำคัญที่ Health Span สั้นลง แม้ว่าการแพทย์จะดีขึ้นคือ การที่เราไม่ได้เน้นการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็น
- การพึ่งพาการแพทย์มากเกินไป ประชาชนนำสุขภาพของตนเองไปฝากไว้กับการแพทย์มากเกินไป โดยคิดว่าสุขภาพจะดีได้ต้องรักษาโดยแพทย์
- โรคที่เกิดจากพฤติกรรม ในอดีตคนตายจากโรคระบาด แต่ปัจจุบัน 80% ของผู้ที่เสียชีวิตทั่วโลก ตายด้วยโรคที่เกิดจากการทำตัวเอง เช่น กินไม่ดี นอนไม่ดี ขี้เกียจออกกำลังกาย และความเครียดสูง
ดังนั้น หากไม่ใช้เวลเนส แนวโน้มคือ "ตายช้า เจ็บนาน หมดตัว" แต่ถ้ามีเวลเนส จะทำให้อายุยืนยาวและเจ็บป่วยน้อย ระบบการแพทย์จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Reactive Health Care (รอให้ป่วยแล้วมารักษา) ไปสู่ Proactive Health Care(ดูแลตัวเองได้เลย ไม่ต้องรอป่วย ไม่ต้องรอแก่) เพราะสุขภาพที่ดีต้องเกิดจากการดูแลตนเอง
คนไทยต้องเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ Wellness
นอกจากนี้ การเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ (Brand Ambassador) คือสิ่งสำคัญที่สุด โดยคนไทยทุกคนต้องดูแข็งแรง หน้าเด็ก ไม่ดูป่วย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มา "ซื้อชีวิต" และกลับไปตายช้าลง
กลยุทธ์การยกระดับบริการด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
เพื่อให้มูลค่าของบริการเวลเนสเพิ่มขึ้น ไม่ใช่การขายในราคาที่ต่ำ ต้องนำหลักการ Evidence Base มาใช้ในการยกระดับบริการต่างๆ
1.อาหารสุขภาพ (Healthy Food)
- อาหารไทยเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว แต่ต้องเติมส่วนของการวิจัยเพิ่ม 20% เพื่อรองรับความต้องการที่ผู้บริโภคพร้อมจะจ่ายเพิ่ม 20% หากอาหารนั้นดีต่อสุขภาพ
- ต้องรับประกันว่าเป็น Toxic Metal Free เช่น ไม่มีสารหนู ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม และต้องมีระบบการรับรอง (Stamping) ที่เข้มแข็งจากภาครัฐเหมือนในออสเตรเลียหรือสแกนดิเนเวีย
2.การนวดไทยและการสปา (Thai Massage & Spa)
- การนวดแบบดั้งเดิมอาจมีราคาเพียง 500–1,000 บาทต่อชั่วโมง แต่หากใช้แนวคิด "Thai medical Massage"โดยผสานการแพทย์ เช่น การตรวจ X-ray, MRI, อัลตราซาวด์, หรือ Shock Wave ก่อนและหลังการนวด จะสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้สูงขึ้น 10 เท่า
- สปาไทยต้องก้าวไปไกลกว่าเดิม โดยอาจต้องมีห้องเพิ่มออกซิเจน (HX), เครื่องเพิ่มกระบวนการบำบัด (Healing Process) หรืออินฟราเรด (IR)
3.สมุนไพรไทย (Thai Herbs)
ปัจจุบันไทยส่งออกสมุนไพรในราคาต่ำเพียง 100–200 บาทต่อกิโลกรัม ต้องมีการวิจัยสารออกฤทธิ์ เช่น สารโคโคมีนอยด์ในขมิ้นชัน หรือแอนโดรฟากราฟไลด์ในฟ้าทะลายโจร เมื่อมีการใส่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้าไป จะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้สูงถึง 100,000–200,000 บาทต่อกิโลกรัม
4.การท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism/Meditation)
การทำสมาธิสามารถทำเป็น สุขภาพทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Wellness) ได้ โดยมีงานวิจัยรองรับว่า การฝึกสมาธิภายใน 6 เดือน จะช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ได้ 30% และยังช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็ง และเพิ่ม Growth Hormone ได้
เทรนด์ที่กำลังมาแรง
อย่างไรก็ตาม เทรนด์เวลเนสที่กำลังมาแรงในระดับโลกและไทยสามารถดำเนินการได้ดี ได้แก่ Spiritual Tourism (การนั่งสมาธิ/โยคะ), Wellness Resorts, Wellness Bars และ Wellness Hotels
อนาคตของเวลเนส (Wellness 5.0) คือการใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไปเป็นพื้นฐาน (Human Base) แทนที่จะพึ่งพา AI และความร่วมมือกันระหว่างผู้ให้บริการทั้งหมดใน Ecosystem ตั้งแต่ร้านนวด คลินิกกายภาพ และแพทย์แผนไทย จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้เกิด Wellness Tourism อย่างแท้จริง


