
สัมพันธ์ทรัมป์-เมโลนีร้าว ปมขอถ่ายรูปในเวที G7 สะเทือนบทบาทอิตาลี
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำอิตาลีและประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่นคลอนหนัก หลังสงครามอิหร่านและสงครามคำพูดจากเวที G7 ปะทุ นักวิเคราะห์ชี้ยุทธศาสตร์ใกล้ชิดวอชิงตันของเมโลนีอาจล้มเหลว
เมื่อครั้งที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยที่สองในปี 2025 จอร์เจีย เมโลนีนายกรัฐมนตรีอิตาลี เป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกรุงวอชิงตันและกรุงโรมที่ถูกมองว่าจะก้าวเข้าสู่ “ยุคทอง” ครั้งใหม่
อย่างไรก็ตาม เพียงหนึ่งปีครึ่งหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำสายอนุรักษนิยมทั้งสองกลับเสื่อมถอยลงอย่างหนัก จนกลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อบทบาทของอิตาลีบนเวทีระหว่างประเทศ และอาจบั่นทอนยุทธศาสตร์การต่างประเทศของเมโลนีอย่างมาก
ความตึงเครียดเริ่มปรากฏชัดหลังการปะทุของสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปและปลุกกระแสต่อต้านสงครามในอิตาลีให้กลับมารุนแรงอีกครั้ง
แม้ในการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ จี7 ที่ฝรั่งเศสเมื่อสัปดาห์นี้ ภาพถ่ายและบรรยากาศการพบปะระหว่างทั้งสองจะทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย แต่ความหวังดังกล่าวกลับพังทลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อิตาลีว่า เมโลนีเป็นฝ่าย “อ้อนวอน” ขอถ่ายภาพร่วมกับเขา
คำกล่าวดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำอิตาลีอย่างมาก โดยเมโลนีออกมาตอบโต้ทันทีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ทรัมป์ “แต่งเรื่องขึ้นเอง” พร้อมกล่าวหาว่าผู้นำสหรัฐฯ แสดงความอ่อนโยนต่อศัตรูของโลกตะวันตกมากกว่ามิตรประเทศดั้งเดิม
“มีสิ่งหนึ่งที่เขาควรจำไว้ ทั้งฉันและอิตาลีไม่เคยอ้อนวอนใคร” เมโลนีกล่าวอย่างแข็งกร้าว
ยุทธศาสตร์สร้างสัมพันธ์กับทรัมป์ถูกตั้งคำถาม
การตอบโต้ของเมโลนีได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในอิตาลี ซึ่งมองว่าคำพูดของทรัมป์เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เมโลนีต้องตัดสินใจอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินนโยบายต่อสหรัฐฯ อย่างไรต่อไป หลังจากก่อนหน้านี้เธอพยายามรักษาความสัมพันธ์กับทรัมป์ด้วยแนวทางประนีประนอมและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง
นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโบโลญญาระบุว่า เมโลนีไม่สามารถปรับท่าทีไปมาตามอารมณ์หรือคำพูดของทรัมป์ได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนใหม่ว่าจะแข็งกร้าวขึ้นเหมือนบางประเทศ หรือยังคงรักษาแนวทางเดิม
ขณะที่ มัตเตโอ เรนซี อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี ผู้นำฝ่ายค้านสายกลาง ออกมาโจมตีว่า ความขัดแย้งครั้งนี้สะท้อนความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ที่พยายามสร้างความใกล้ชิดกับทรัมป์มาตลอดหลายปี
สงครามอิหร่าน จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์
หลังชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2024 เมโลนีเคยมองว่าเธอมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์พิเศษกับผู้นำสหรัฐฯ ที่มีแนวคิดทางการเมืองใกล้เคียงกัน และสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปที่ส่วนใหญ่ยังไม่ไว้วางใจทรัมป์
ในช่วงแรก ทรัมป์ยังชื่นชมเมโลนีอย่างต่อเนื่อง โดยเรียกเธอว่าเป็น “ผู้นำที่ยอดเยี่ยม” “นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ” และ “แรงบันดาลใจของทุกคน”
แม้สหรัฐฯ จะประกาศมาตรการภาษีต่อสหภาพยุโรป เมโลนีก็ยังเลือกใช้ถ้อยคำที่นุ่มนวล โดยให้เหตุผลว่าการรักษาความเป็นเอกภาพของโลกตะวันตกมีความสำคัญมากกว่าความขัดแย้งทางการค้า
นอกจากนี้ เธอยังหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ทรัมป์ต่อสาธารณะ แม้ผู้นำยุโรปหลายคนจะแสดงความกังวลต่อท่าทีของสหรัฐฯ ต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์ในฉนวนกาซา
ปกป้องโป๊ป จุดแตกหักสำคัญ
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงสงครามอิหร่าน เมื่อทรัมป์วิจารณ์ สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 จากการออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสงคราม
เมโลนีเลือกยืนเคียงข้างผู้นำคริสตจักรคาทอลิก และออกมาปกป้องพระสันตะปาปาอย่างชัดเจน ส่งผลให้ทรัมป์กล่าวหาเธอว่าขาดความกล้าหาญทางการเมือง
ต่อมา รัฐบาลอิตาลียังปฏิเสธการอนุญาตให้เครื่องบินทหารสหรัฐฯ ที่บรรทุกอาวุธสำหรับปฏิบัติการในอิหร่าน ใช้ฐานทัพอากาศในเกาะซิซิลี โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด
นักวิเคราะห์ด้านความเสี่ยงทางการเมืองระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น “บาปกำเนิด” ในสายตาของทรัมป์ และเป็นจุดเริ่มต้นของความร้าวฉานที่ยากจะเยียวยา
กระทบภาพลักษณ์ก่อนเลือกตั้ง
แม้การยืนหยัดตอบโต้ทรัมป์อาจช่วยเพิ่มคะแนนนิยมภายในประเทศ เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวอิตาลี แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมโลนีกำลังสูญเสียจุดขายสำคัญทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในปีหน้า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมโลนีพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเธอคือผู้นำที่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับทั้งยุโรปและสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความขัดแย้งล่าสุดอาจทำให้เรื่องเล่าทางการเมืองดังกล่าวพังทลายลง
นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเสมือน “การถูกตบหน้าอย่างรุนแรง” เพราะไม่เพียงกระทบความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทรัมป์เท่านั้น แต่ยังสั่นคลอนยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่เมโลนีใช้สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาตลอดอีกด้วย.







