
จับตาผลกระทบภาษีศุลกากร ดีลอยท์ชี้ธุรกิจไทยต้องเร่งพลิกกลยุทธ์รับต้นทุนพุ่ง
ผลสำรวจล่าสุดจาก “ดีลอยท์” เผยผู้บริหารระดับสูงในเอเชียแปซิฟิกเกือบครึ่ง เตรียมรับมือวิกฤตต้นทุนและภาษีที่พุ่งสูงขึ้น โดยไม่เลือกการผลักภาระให้ผู้บริโภค แต่หันมามุ่งเน้น “การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน” เพื่อสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว
ดีลอยท์ (Deloitte) เปิดเผยผลสำรวจ Deloitte Asia Pacific Tax & Tariff Complexity Survey 2025 ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงลึกของผู้บริหารระดับสูง โดยพบประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองว่า ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนัก จนทำให้ผู้นำองค์กรถึงร้อยละ 41 ตัดสินใจพิจารณา ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน อย่างมีนัยสำคัญ แม้ตัวเลขต้นทุนจะเพิ่มขึ้นไม่ถึงร้อยละ 20 ก็ตาม
ในขณะที่ผู้บริหารอีกร้อยละ 42 ยอมรับว่าองค์กรสามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีศุลกากรได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 40 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ไว้มาก
ผลกระทบภาษีศุลกากรและต้นทุนธุรกิจ จุดเปลี่ยนกลยุทธ์องค์กร
ผลสำรวจฉบับนี้เป็นรายงานปีที่ 5 ที่ดีลอยท์จัดทำขึ้นเพื่อติดตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและภาษีที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 21 กันยายน 2568 จากผู้บริหารระดับ C-suite และผู้บริหารระดับสูงสายงานภาษีจำนวน 363 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในปีนี้ ดีลอยท์ตั้งใจเจาะลึกมุมมองของผู้บริหารระดับสูงโดยตรง เพื่อวิเคราะห์ว่าปัจจัยทางภาษีส่งผลต่อการกำหนดกลยุทธ์องค์กรอย่างไร
ปัจจุบัน ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่เลิกใช้วิธีปรับราคาสินค้าเพื่อรับมือกับผลกระทบภาษีศุลกากรในระยะยาวแล้ว พวกเขามองว่าวิธีนี้ช่วยประคับประคองธุรกิจได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น มุมมองที่เปลี่ยนไปนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารพร้อมทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่เมื่อต้องเผชิญกับต้นทุนธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้น ถือเป็นการตั้งรับเชิงรุกเพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบร้อยละ 70 ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง และความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ มากกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยมุ่งเน้นเพียงการลดต้นทุน
อย่างไรก็ตาม การทำงานแบบบูรณาการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวยังคงมีอุปสรรค โดยผู้บริหารร้อยละ 51 ระบุว่าความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้มาจากความผันผวนของเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่มาจากช่องว่างภายในองค์กรเอง เช่น กระบวนการทำงานที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดด้านข้อมูล และการขาดแคลนทักษะที่จำเป็น
ด้วยเหตุนี้ การยกระดับรูปแบบการดำเนินงานด้านภาษี (Tax Operating Model Transformation) จึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ผู้บริหารระดับสูงต้องเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อเปลี่ยนองค์กรจากแค่มีความพร้อมพื้นฐาน ให้กลายเป็นองค์กรที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างเด่นชัด
ดีลอยท์ ประเทศไทย แนะใช้ความผันผวน ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน
มัลลิกา ภูมิวาร พาร์ทเนอร์ด้านภาษีและกฎหมาย ดีลอยท์ ประเทศไทย ให้มุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า "สำหรับธุรกิจไทย ในช่วงปีที่ผ่านมา ความผันผวนของภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ทำให้ ‘ความแน่นอน’ กลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากที่สุด การปรับราคาสินค้าอาจช่วยซื้อเวลาได้ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาเบื้องต้น องค์กรที่จะก้าวผ่านความท้าทายนี้ได้ จำเป็นต้องใช้ความผันผวนด้านภาษีเป็นแรงผลักดันในการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะใช้วิธีผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค"
เพื่อช่วยองค์กรฝ่าฟันความซับซ้อน ดีลอยท์ได้พัฒนากรอบแนวคิด Strategic Response Compass ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยกำหนดทิศทางการตัดสินใจผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
- Cost Signals (สัญญาณด้านต้นทุน): การจับตาความอ่อนไหวของการกำหนดราคาและกระแสเงินสด เพื่อนำมาเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง
- Alignment (การจัดวางความสอดคล้อง): การบูรณาการห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
- Enablement (การขับเคลื่อนการดำเนินงาน): การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและความพร้อมด้านปฏิบัติการมาเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กร
ความคล่องตัว (Agility) และความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Resilience) จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถผสานการทำงานของทั้ง 3 เสาหลักเข้าด้วยกัน พร้อมกับการทำแผนจำลองสถานการณ์แบบบูรณาการ (Integrated Scenario Planning)
ยูนิซ กัว ลีดเดอร์ด้านภาษีและกฎหมาย ดีลอยท์ เอเชียแปซิฟิก ย้ำว่า ความผันผวนด้านภาษีและภาษีศุลกากรไม่ใช่แค่ปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ องค์กรควรใช้สัญญาณด้านต้นทุนเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า สร้างความสอดคล้องของระบบนิเวศทางธุรกิจให้ครอบคลุมมากกว่าแค่มิติด้านต้นทุน และวางรากฐานทางดิจิทัลให้เป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน







