posttoday
‘ท๊อป’ รับ ‘ทางรอดของไทย’ ไม่ใช่ Digital Economy แต่คือ ‘Longevity’

‘ท๊อป’ รับ ‘ทางรอดของไทย’ ไม่ใช่ Digital Economy แต่คือ ‘Longevity’

12 พฤศจิกายน 2568

‘ท๊อป’ รับ Digital Economy ไม่ใช่ทางรอดของไทย แต่คือ Longevity Economy ชี้ควรเริ่มจากความรู้ของคนในประเทศก่อน

KEY

POINTS

  • ท๊อป จิรายุส ชี้ว่าคนที่จะปฏิวัติวงการ Longevity ได้สำเร็จจะไม่ใช่คนในวงการแพทย์ เนื่องจากคนในอุตสาหกรรมเดิมยังอยู่ในวงจรการ "รักษา" มากกว่าการ "ป้องกัน"
  • เขามองว่าทางรอดทางเศรษฐกิจของไทยคือการเป็น "Longevity Hub" เพื่อรับมือวิกฤตสุขภาพและสังคมสูงวัย ไม่ใช่ "Digital Economy Hub" ที่ไทยไม่สามารถแข่งขันได้
  • การจะเป็น Longevity Hub ได้นั้น ประเทศไทยต้องเริ่มจากการสร้างความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ที่ถูกต้องให้ประชาชน และแก้ปัญหาสุขภาพของคนในชาติให้ได้ก่อน

ช่วงหลังผู้บริหารยุคใหม่อย่าง 'ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา แห่ง Bitkub' ออกสื่อและแสดงถึงความสนใจในประเด็น Longevity หรือ ศาสตร์การทำให้อายุยืนอย่างมีสุขภาพดี  

เช่นเดียวกับเวที 55th Nation Group Thailand’s New Prospect ณ สเฟียร์ฮอล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ วันนี้ (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568) ที่เขาได้กล่าวในหัวข้อ Next Gen Health Economy : โอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย บนเวที ในประเด็นดังกล่าวโดยฉายภาพให้ชัดเจนอีกครั้งแบบตัดจบว่า

 

' Longevity Hub จะเป็นทางรอดและทางเดียวของประเทศไทย'

 

 

วิกฤตสุขภาพ วิกฤตใหญ่ของประเทศไทย

 

'ท๊อป' เริ่มด้วยการดึงผู้คนหันกลับมามองวิกฤตของประเทศไทย โดยมองว่าวิกฤตที่จะเกิดขึ้นและใหญ่ที่สุดของประเทศคือ ‘วิกฤตสุขภาพ’ และฉายภาพวิกฤตให้เห็นอย่างย่อๆ ว่า

 

แม้ประเทศไทยจะได้รายได้จากการท่องเที่ยวมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ใช้จ่ายเงินให้กับเรื่องโรค NCDs เท่ากัน

  ‘หมายความว่าหามาได้เท่าไหร่จ่ายออกให้เรื่องสุขภาพเท่านั้น’

ในขณะที่โรค NCDs มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะเป็นรายจ่ายที่เกินกว่าการเติบโตด้าน GDP ในอนาคต

 

ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เคยเปิดเผยว่า คนไทยต้องเสียชีวิตจากโรค NCDs ราว 400,000 คนต่อปีหรือวันละ 1,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 74 ของการเสียชีวิตในปรเทศไทย

 

นอกจากนี้ 'ท๊อป' ยังกล่าวถึงอีกประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ 'วิกฤตสุขภาพ' ว่าไทยเข้าสู่สังคม ‘Super Aging Society’ คน 77 ล้านคนตอนนี้กำลังแบก GDP อยู่แต่ในอีก 50 ปีข้างหน้าประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 30 ล้านคน

ซึ่งเท่ากับว่าคน 30 ล้านคนจะต้องแบก GDP และต่อหนึ่งคนต้องแบก 2 เท่าหากอยากจะได้การเติบโตทางเศรษฐกิจเท่าเดิม และต้องหันมาใช้ดิจิทัลในการทำงาน!

 

“ นั่นคือทางเลือกแรก ทางเลือกที่สองคือเราต้องมีลูกมากขึ้น และวิธีที่สามคือเราต้องให้สัญชาติกับคนในชาติอื่นเข้ามาทำงาน เพื่อยังคงการเติบโตของ GDP เท่าเดิม”

 

ไทยไม่โตด้วย Digital Economy แต่คือ Longevity Economy

 

ท๊อป จิรายุส กล่าวต่อว่า ในขณะที่ฟิลิปปินส์ประกาศว่าตนเองจะเป็น Digital Hub และอวดว่ามีอายุเฉลี่ยคนทำงานอยู่ที่ 30 ปี ทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้  อินโดนิเซียประกาศตนเองเป็น Sustainablity Hub และอายุเฉลี่ยคนทำงานอยู่ที่ 25 ปี เวียดนามสามารถผลิตแรงงานในสายดิจิทัลได้มากกว่าไทย 50 เท่า  หันมามองไทยอายุเฉลี่ยคนทำงานนั้นสูงกว่าใครเพื่อน

 

"คือ 1 ใน 5 คนที่เดินผ่านมา อายุเกิน 65 ปีแล้ว เพราะเรามีประชากรสูงวัยกว่า 25%"

 

“หากถอดหมวกบิทคับออก แล้วตอบในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ต้องบอกว่าไทยไม่สามารถเป็น Digital Economy Hub ได้เลย ต้องบอกว่าไม่ใช่จุดแข็งของไทย”

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยจุดเด่นที่สามารถเป็นได้คือ De-Stress Destination คือ มีแหล่งท่องเที่ยว มาเพื่อความบันเทิงและลดความเครียด มีบริการทางการแพทย์ที่ดีมาก การบริการต่างๆ ดีที่สุดในโลก มีอาหาร แหล่งท่องเที่ยวและสมุนไพรที่ดีที่สุด

 

“ประเทศต่างๆ อิจฉาเราที่ตรงนี้ ผมจึงบอกว่า S-Curve ของประเทศไทย เส้นทางเดียวที่ไทยทำได้และแข็งแกร่งที่สุดคือ Longevity Hub“

 

ท็อปกล่าวว่า ในอนาคตจะมีคน 2 กลุ่มที่มีกำลังในการจ่ายมาก ได้แก่ กลุ่มแรกคือ คนจีนในระดับ Middle Class ที่จะเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่า และมองหาสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น และอีกกลุ่มคือ คนสูงวัยที่มีเงิน ซึ่งมีจำนวนมหาศาล หากประเทศไทยสามารถสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Longevity ได้ เงินจะสะพัดมาด้านนี้

 

3 กระดุมต้องติดให้ถูก ถึงจะเป็น Longevity Hub สำเร็จได้

 

เมื่อเห็นเส้นทางที่จะต้องไป จึงต้องกลับมาดูว่าติดกระดุมเม็ดแรกถูกหรือไม่ โดย 'ท๊อป' กล่าวว่า มี 3 สิ่งที่ประเทศไทยต้องเริ่มให้ถูกต้อง ได้แก่

 

1. Health Literacy  ประชาชนควรจะเริ่มจากความรู้ที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันมีความเข้าใจผิดเยอะมากในประเทศไทยในเรื่องสุขภาพ

 

“ บางคนคิดว่าไม่ขยับเลยทั้งวัน แล้วค่อยมาขยับเอาทีเดียว 10 กิโลตอนเย็นก็ได้”

 

‘ท๊อป’ กล่าวว่าความรู้เรื่อง Health Literacy ของประเทศไทยไม่มีสอนแม้แต่ในโรงเรียน

แม้แต่ในวงการแพทย์เองก็มีเพียงความรู้เรื่อง ‘การรักษาผู้ป่วย’ แต่ไม่มีความรู้เรื่อง ‘การป้องกันการป่วย’ เพราะแพทย์เองก็อาจจะไม่มีเวลามารีสกิล-อัปสกิลตนเอง

 

“ เราจะพูดได้อย่างเต็มปากได้อย่างไรว่าเราเป็น Longevity Hub ในขณะที่เรายังตายด้วยโรค NCDs ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิต (Lifestyle) ทั้งนั้น"

 

2. บุคลากรทางการแพทย์  โดย ‘ท๊อป’ มองว่าคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมเก่ามักจะมี 'อีโก้' สูง คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมมองไม่เห็นอุตสาหกรรมของตนเอง  วงการแพทย์เวลาพูดเรื่อง Longevity ก็มี 'ทัวร์' ลง แต่อยากจะบอกว่าโลกเปลี่ยนเร็วมาก โลกต้องรีสกิล-อัปสกิล

 

"โลกต้องเปลี่ยน แต่เปลี่ยนยากเพราะอีโก้ค้ำคออยู่  ผมบอกเลยว่าคนที่จะเปลี่ยวงการ Longevity ได้จะไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการ เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่ไม่ได้เป็นผู้นำรถ EV ในปัจจุบันแต่เป็นที่อื่น"

 

3. คนในประเทศมีสุขภาพดี ซึ่งประเทศจะต้องแก้ปัญหาสุขภาพภายในประเทศให้ได้ก่อน 

“คอยดูว่ากองทุนสุขภาพระเบิดแน่นอน และการรักษามะเร็ง 1 คน ราคาเท่ากับที่ประเทศฟินแลนด์ให้การสนับสนุนวิตามินป้องกันโรคแก่ประชาชนราว 10,000 คน … เราควรจะบอกว่า 30 บาทป้องกันทุกโรคได้แล้ว”

 

ท้ายสุด ‘ท๊อป’ มองว่า Longevity Hub คือโอกาสของประเทศ และเป็นทางออกของประเทศอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

NOKIA ยังคงอยู่! สู่รากฐานของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI

NOKIA ยังคงอยู่! สู่รากฐานของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI