posttoday

ทำไมสูงวัย 'กินเท่าเดิมแต่ไขมันพุ่ง' ยิ่งสะสมยิ่งเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

12 พฤศจิกายน 2568

จุฬาฯ แนะสูงวัย กระบวนการร่างกายเปลี่ยนแปลงจน 'ไขมันสะสม' เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ แนะควรดูแลตั้งแต่หนุ่มสาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระวีนันท์ มิ่งภัคนีย์ จากภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือดและจุลชีววิทยาคลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เปิดเผยถึงข้อมูลเกี่ยวกับภาวะไขมันในเลือดของผู้สูงวัยว่า ภาวะไขมันในเลือดของผู้สูงวัย ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักต่อโรคหลอดเลือด  หัวใจตีบ โรคที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ต้องพักรักษาตัวนาน และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

ดังนั้น หากจะเป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ต้องเริ่มดูแลสุขภาพร่างกายตั้งแต่อายุยังน้อย โดยจะต้องทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และเตรียมพร้อมรับมือเพื่อการก้าวสู่การเป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

 

ผศ.ดร.ระวีนันท์ อธิบายว่า ไขมันในเลือดมี 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • คอเลสเตอรอล ซึ่งร่างกายสังเคราะห์เองเป็นส่วนใหญ่และได้รับบางส่วนจากอาหารประเภทไขมันสัตว์ ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์และสารตั้งต้นของวิตามินดีและฮอร์โมนบางชนิด
  • ไตรกลีเซอไรด์ ได้รับจากอาหารเป็นหลักและเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย
  • ฟอสโฟลิปิด ที่เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์
  • กรดไขมันอิสระ ที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญในเลือด การขนส่งไขมันในกระแสเลือด ไขมันจะจับกับโปรตีนเป็นอนุภาคที่เรียกว่า  ”ไลโปโปรตีน” ชนิดที่คนทั่วไปคุ้นเคยดี คือ LDL หรือไขมันเลว ที่ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และ HDL หรือไขมันดี ที่ทำหน้าที่เก็บไขมันส่วนเกินจากเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ นำไปทำลายที่ตับ พร้อมทั้งป้องกัน LDL จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ

 

ทำไมสูงวัย 'กินเท่าเดิมแต่ไขมันพุ่ง' ยิ่งสะสมยิ่งเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

 

ไขมันในเลือดเริ่มสะสมตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ใช่แค่ตอนแก่

 

 

ผศ.ดร.ระวีนันท์ กล่าวว่า  โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือด ซึ่งเริ่มตั้งแต่วัยเด็กและเพิ่มขึ้นตามอายุ เมื่อไขมันสะสมมากขึ้น ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นได้ไม่ดี และอาจเกิดการปริแตกฉีกขาด ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือดมาอุดแผล ทำให้ทางเดินของเลือดแคบลง เกิดภาวะหัวใจตีบ

หากรุนแรงจนเลือดไม่สามารถผ่านได้เลยจะเกิดเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หากเกิดที่สมองจะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรือหากเกิดที่หลอดเลือดขาจะทำให้ปวดน่องปวดขา การสะสมไขมันนี้มักพบในผู้ที่มี LDL สูงเกินค่าปกติ เนื่องจาก LDL เป็นอนุภาคทรงกลมที่มีโอกาสแทรกตัวเข้าไปในผนังหลอดเลือดและไปสะสมเป็นก้อนไขมันได้ง่าย ยิ่งระดับ LDL มาก โอกาสการสะสมก็ยิ่งสูง

ผศ.ดร.ระวีนันท์ กล่าวต่อว่า สามารถแบ่งปัจจัยเสี่ยงออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่ เพศ โดยผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง แต่เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนจะไม่มีฮอร์โมนมาช่วยลดระดับไขมันในเลือด ทำให้มีความเสี่ยงใกล้เคียงผู้ชาย พันธุกรรม หากในครอบครัวมีผู้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตั้งแต่อายุน้อยจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และอายุ ผู้ชายอายุ 35-40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงมากขึ้น

กลุ่มที่สองคือปัจจัยที่ควบคุมได้ ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผลต่อความเสี่ยงต่อหลอดเลือดหัวใจ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันผิดปกติ โรคอ้วน การขาดการออกกำลังกาย และภาวะเครียด หากสามารถหลีกเลี่ยงหรือรักษาปัจจัยเหล่านี้ได้ดี ความเสี่ยงก็จะลดลง

 

ทำไมสูงวัย 'กินเท่าเดิมแต่ไขมันพุ่ง' ยิ่งสะสมยิ่งเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

 

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายสูงวัย ส่งผลต่อการสะสมไขมัน

 

 

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญที่ส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก

ส่วนที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของไขมันในร่างกายมี 3 ประการสำคัญ ได้แก่

  • ร่างกายใช้ไขมันเป็นพลังงานลดลง ทำให้กรดไขมันที่เก็บไว้เป็นพลังงานสำรองค้างอยู่และถูกนำไปสะสมที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ตับ หัวใจ หรือกล้ามเนื้อ
  • รูปแบบการสะสมไขมันเปลี่ยนไป จากเดิมที่สะสมใต้ผิวหนังทั่วร่างกาย กลายเป็นสะสมบริเวณช่องท้องมากขึ้น ทำให้รอบเอวหนาขึ้นและเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอลิกซินโดรม
  • เนื้อเยื่อไขมันสีขาวที่มีหน้าที่เก็บไขมันมีสัดส่วนมากกว่าเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาลที่มีหน้าที่เผาผลาญไขมัน ทำให้มีการเก็บมากกว่าการใช้

 

ส่วนที่ 2 การเปลี่ยนแปลงของไขมันในเลือด พบว่า ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นเนื่องจากระบบการเผาผลาญลดลง ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ค้างอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น คอเลสเตอรอลมีแนวโน้มสูงขึ้นเพราะลำไส้เล็กสร้างกรดน้ำดีที่ใช้ย่อยคอเลสเตอรอลลดลง ทำให้คอเลสเตอรอลถูกย่อยน้อยลงและเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น ทำให้ LDL มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

จากเดิมที่คนอายุไม่เกิน 20 ปีมี จะระดับ LDL ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่เมื่ออายุประมาณ 70 ปีขึ้นไป ผู้ชายจะมี LDL สูงถึง 130 ขณะที่ผู้หญิงสูงถึง 150 ทั้งนี้ เพราะตับสร้างตัวรับ LDL ลดลง ทำให้การนำ LDL เข้าสู่ตับเพื่อทำลายลดลง และ HDL มีแนวโน้มต่ำลงเพราะถูกทำลายได้เร็วขึ้น ประกอบกับความสามารถในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ก็ลดลงในผู้สูงอายุ

 

“สำหรับผู้สูงวัย ค่ามาตรฐานของคอเลสเตอรอลอยู่ที่ประมาณ 220 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (สูงกว่าคนหนุ่มสาวที่ไม่ควรเกิน 200) ไตรกลีเซอไรด์ไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร LDL ยังคงพยายามไม่ให้เกิน 100 มิลลิกรัม และ HDL ควรรักษาให้สูงกว่า 35-40 มิลลิกรัม โดยยิ่งสูงยิ่งดี ดังนั้นผู้สูงอายุที่แข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว จึงควรตรวจไขมันในเลือดปีละ 1 ครั้ง แต่หากมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน อาจต้องตรวจปีละ 2 ครั้ง” ผศ.ดร.ระวีนันท์ แนะนำ

 

 

วิธีการดูแลตัวเอง

 

 

ผศ.ดร.ระวีนันท์ ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ผู้สูงวัยควรรับประทานอาหาร 5 หมู่หลักเหมือนคนทุกวัย โดยเน้นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลา หรือไข่ไก่ (แต่ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์ก่อน) คาร์โบไฮเดรตเน้นข้าวกล้อง ธัญพืช และข้าวไม่ขัดขาว ผักหลากสีโดยเฉพาะผักใบเขียว ฟักทอง แครอท แต่ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กและต้มให้นิ่มเพื่อให้เคี้ยวง่าย ผลไม้เพื่อได้รับวิตามินซีและใยอาหาร แต่หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัดเช่นลำไยเพื่อป้องกันเบาหวาน และไขมันบริโภคไม่ควรเกิน วันละ 2 ช้อนโต๊ะ โดยเน้นไขมันจากพืช

ด้านการออกกำลังกาย แต่ละครั้งควรเกิน 30 นาที แต่หากเพิ่งเริ่มใหม่ให้เริ่มจาก 10 นาทีก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 15 นาที และเพิ่มขั้นเรื่อย ๆ ตามที่ร่างกายจะทำได้  พยายามทำกิจกรรมในแต่ละวันให้มีการออกแรงเพิ่มมากขึ้น สามารถเลือกออกกำลังกายแบบแอโรบิก เดิน วิ่ง หรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับตนเอง การออกกำลังกายสม่ำเสมอยังช่วยเพิ่มระดับ HDL ซึ่งเป็นไขมันดีที่ช่วยปกป้องหลอดเลือดอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการออกกำลังกาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือมีปัญหาการทรงตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัย

 

"ทุกคนควรดูแลตัวเองตั้งแต่วัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ไม่มีคำว่าสาย เพื่อให้ตัวเอง ก้าวสู่เป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและเตรียมพร้อมรับมือตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เรามีวัยทองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี แข็งแรง และห่างไกลจากโรคร้ายอย่างโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้” ผศ.ดร.ระวีนันท์ ฝากข้อคิดสำคัญทิ้งท้าย

 

ข่าวล่าสุด

'จเรตำรวจ' ยัน ไร้ห้องกัก VIP กำชับเข้มงวดข้อมูล ป้องกันทุจริตปล่อยตัว