posttoday

เจาะ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ สาธารณสุขไทย! มีระบบ แต่ขาดไส้ใน

30 กันยายน 2568

เจาะความเหลื่อมล้ำสาธารณสุขไทย แม้เข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพกว่า 99.73% แต่ยังขาดไส้ใน! บุคลากรและเครื่องมือแพทย์ยังห่างชั้นเมื่อเทียบเมืองใหญ่และชนบท

KEY

POINTS

  • แม้ไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชากรเกือบ 100% แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงในด้านคุณภาพและการเข้าถึงบริการ
  • ปัญหาหลักคือการกระจุกตัวของบุคลากรและเครื่องมือแพทย์ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่มีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรดีกว่าภาคอีสานกว่า 5 เท่า และมีเครื่องมือทางการแพทย์เหลื่อมล้ำมากกว่าถึง 10 เท่า
  • สภาพัฒน์เสนอให้จัดสรรงบประมาณตามศักยภาพของหน่วยบริการ (S-A-P) และส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนและท้องถิ่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยได้บรรลุความครอบคลุมในการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพในระดับสูง คือกว่าร้อยละ 99.73 โดยได้รับสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน โดยสภาพัฒน์ระบุว่าสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 

ซึ่งสิทธิหลักประกันสุขภาพของไทยนั้นแบ่งได้เป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่

 

  1. สิทธิบัตรทอง  มีความรับผิดชอบอยู่ร้อยละ 70.23
  2. สิทธิประกันสังคม มีความรับผิดชอบร้อยละ 19.19
  3. สิทธิข้าราชการ  มีความรับผิดชอบร้อยละ 8.08
  4. สิทธิสวัสดิการพนักงานส่วนท้องถิ่น มีความรับผิดชอบ ร้อยละ 1.03
  5. สิทธิอื่นๆ เช่น ครูเอกชน คนพิการ สิทธิของบุคคลที่มีปัญหาสถานสิทธิ (ยังไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติ) ร้อยละ 1.20

 

เจาะ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ สาธารณสุขไทย! มีระบบ แต่ขาดไส้ใน

 

 

สำหรับโครงการต่างๆ ของรัฐเพื่อบรรลุประเด็น ‘ความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุข’ ได้แก่

 

กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ บัตรทอง คือ พระเอกของประเด็นดังกล่าว โดยทำให้ประชากรมีหลักประกันสุขภาพของตนเองในระดับสูงได้ โดยใช้งบประมาณราว 1.6 แสนล้านบาทต่อปีในปีงบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งรวมไปถึง Cancer Anywhere เป็นโรคมะเร็งรับบริการที่ไหนก็ได้ ซึ่งได้ช่วยเหลือประชาชนไปแล้วกว่า 2.4 ล้านครั้ง

 

ในขณะเดียวกันทางกระทรวงสาธารณสุขยังใช้งบประมาณจากกรมกองต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาเช่น โครงการพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิ ใช้งบประมาณราว 1 แสนล้านบาท เพื่อขึ้นทะเบียนหน่วยบริการปฐมภูมิ

 

นอกจากนี้ยังมี โครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ,โครงการพัฒนาศักยภาพ อสม. เพื่อเสริมกำลังพลคนสาธารณสุข, โครงการพัฒนาระบบนวัตกรรมการบริบาลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุในชุมชน, โครงการพัฒนาบริการโรคหลอดเลือดสมองเพื่อลดอัตราตาย, โครงการพัฒนารูปแบบบริการของการแพทย์แผนไทย เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการครอบครองสิทธิประกันสุขภาพของคนไทยจะครอบคลุมระดับสูง แต่ยังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการให้บริการและคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถานระหว่าง ‘เมืองใหญ่’ และ ‘เมืองเล็ก’ ในด้านต่างๆ

 

บุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือแพทย์ มีความเหลื่อมล้ำชัดเจนกว่า 3-4 เท่าของประชากร

 

แม้ระบบจะครอบคลุม แต่จากรายงานของสภาพัฒน์ พบว่า กลไกที่จะขับเคลื่อน อันเป็นหัวใจหลักนั้นยังแตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยพบว่า

 

บุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือทางการแพทย์ยังเป็นปัญหาที่สำคัญ

 

ในส่วนของ บุคลากรทางการแพทย์ นั้น จังหวัดใหญ่อย่าง กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุทรสาคร พิษณุโลก ขอนแก่น ชลบุรี สงขลา นนทบุรี และนครปฐม มีอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก

 

อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร

  • กรุงเทพมหานคร  1:428 คน (หมายความว่าแพทย์ 1 คนดูแลประชาชน 428 คน)
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1:2,497 คน
  • ภาคใต้ 1:1,831 คน
  • ภาคเหนือ 1:1,633 คน
  • ภาคกลาง 1:1,656 คน

 

ในขณะที่พยาบาล ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สุด ก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน

 

อัตราส่วนพยาบาลต่อประชากร

  • กรุงเทพมหานคร 1:128 คน
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1:434 คน
  • ภาคใต้ 1:360 คน
  • ภาคเหนือ 1:357 คน
  • ภาคกลาง 1:350 คน

 

เจาะ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ สาธารณสุขไทย! มีระบบ แต่ขาดไส้ใน

 

สภาพัฒน์ยังระบุด้วยว่า แม้ภาครัฐได้พยายามส่งเสริมการกระจายตัวของบุคลากรทางการแพทย์ด้วยมาตรการทางการเงิน เพื่อดึงดูดบุคลากรไปปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล แต่ก็ยังไม่อาจสร้างแรงจูงใจได้อย่างยั่งยืน

 

เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างและมิติทางสังคมที่ซับซ้อน

รวมถึงโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพซึ่งมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจในระยะยาวของบุคลากร

 

 

นอกจากนี้ในเรื่องของ เครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ เช่น เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เครื่องตรวจอวัยวะด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และเครื่องอัลตราซาวด์  (ยังไม่นับเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ชั้นสูง ซึ่งก็มีแต่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น)  ยังคงกระจุกตัวในเมืองใหญ่

 

ตัวเลขชี้ชัด เช่น เครื่อง MRI ในกรุงเทพมหานคร 1:50,114 คน ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1:514,600 คน

คือต่างกว่า 10 เท่า!

 

สิ่งนี้ล้วนทำให้การเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็วมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่และภูมิภาคต่างๆ ของไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้ไปหนักที่ค่าเดินทาง และความเสี่ยงต่อการรักษาในเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะโรคที่ต้องการการวินิจฉัยที่รวดเร็ว เช่น โรคหัวใจ หรือมะเร็ง ความล่าช้าในการตรวจและรักษาอาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการฟื้นตัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

เจาะ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ สาธารณสุขไทย! มีระบบ แต่ขาดไส้ใน

 

 

แนะควรจัดสรรงบบริการสุขภาพแบบใหม่ลักษณะ S-A-P และเปิดทางให้เอกชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการพัฒนายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

 

สภาพัฒน์ได้เสนอแนะเชิงนโยบาย โดยระบุว่า การจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขควรดำเนินตามแนวทางการจัดระบบบริการสุขภาพแบบ S-A-P ที่เน้นบทบาทและศักยภาพของหน่วยบริการ โดย

 

  • S (Standard) หมายถึง หน่วยบริการมาตรฐาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยบริการระดับชุมชนและโรงพยาบาลทั่วไป
  • A (Academy) หมายถึง หน่วยบริการด้านการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ การเรียนการสอน และงานวิชาการทางการแพทย์
  • P (Premium) หมายถึง หน่วยบริการระดับสูง ที่เทียบเท่ากับโรงเรียนแพทย์และมีศักยภาพในการรักษาโรคขั้นสูง

 

แนวทางนี้จะช่วยให้การกระจายทรัพยากรสอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยบริการแต่ละประเภทและครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

 

อีกทั้ง ยังควรส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบรัฐร่วมเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) อย่างจริงจัง อาทิ การจัดจ้างให้เอกชนเข้ามาลงทุนและได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินงานจากโรงพยาบาลหรือหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการพัฒนายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

อีกทั้งควรเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพ เช่น การสนับสนุนสถานที่รถรับส่งผู้ป่วย บุคลากร หรือการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพระบบสาธารณสุข และลดความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายทรัพยากรทางการแพทย์

 

 

สะท้อนนโยบายสาธารณสุขที่ผ่านมาของไทย

 

เมื่อพิจารณาการดำเนินงานของนโยบายกระทรวงสาธารณสุขและบทรายงานจากสภาพัฒน์ที่ผ่านมาพบว่า แนวทางการดำเนินงาน โดยเฉพาะของ สปสช. ที่มีความรับผิดชอบต่อสิทธิประกันสุขภาพของคนไทยกว่า 70% นั้นมีความพยายามที่จะสะสางปัญหาดังกล่าว 

โครงการใหญ่ๆ อาทิ 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นหัวใจสำคัญของปีที่ผ่านมา ซึ่งพยายามจะสร้างหน่วยนวัตกรรมในพื้นที่นอกเขตโรงพยาบาล เช่น ร้านขายยา สถานที่ให้บริการทางด้านเทคนิคการแพทย์ ฯลฯ เพื่อที่จะดึงให้ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเล็กน้อยไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อลดภาระให้กับแพทย์ซึ่งทำงานหนัก หรือการจัดสรรรถรับส่งผู้ป่วย เพื่อบรรเทาค่าเดินทางมารักษาพยาบาลของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง  

การเพิ่มโครงการเกี่ยวกับการคัดกรองและฉีดวัคซีน เพื่อให้คนไทยที่ยังไม่เจ็บป่วยรุนแรงสามารถรักษาได้เร็ว เพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคตซึ่งจะช่วยลดงบประมาณของรัฐฯ รวมไปถึงทำให้ประชาชนปลอดภัยและเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งบางอย่างยังสามารถคัดกรองได้ด้วยตนเองที่บ้าน

รวมไปถึงการจัดให้ประชาชนเข้าถึงเทเลเมดิซีน และระบบการพบหมอ AI ใน LINE ของสปสช. ก็ได้ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหา 'ความไม่พอ' ของแพทย์

 

แต่ก็ยังคง 'ไม่เพียงพอ' ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ปัญหาด้านแพทย์และเครื่องมือแพทย์ ยังคงเป็นปัญหาอยู่ ซึ่งเมื่อดูในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ประสบกับปัญหาเหล่านี้มากเช่นกัน

 

รวมไปถึง ในทุกวันนี้สังคมไทยที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ผสานกับงบประมาณด้านสาธารณสุขที่จำกัด  การพึ่งพารัฐเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่เท่าทันหรือไม่?  นโยบายที่ผลักภาระให้รัฐเป็นผู้ดูแลสาธารณสุขทั้งหมดของประเทศ จะประสบกับปัญหางบประมาณระยะยาวหรือไม่? นั่นคือโจทย์สำคัญที่ต้องสร้างสมดุลให้ดี ..

และอย่างที่สภาพัฒน์กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ท้องถิ่น หรือแม้แต่ประชาชนเอง อาจเป็นส่วนสำคัญที่รัฐต้องพิจารณาเปิดพื้นที่ให้มากขึ้นกว่าเดิม. 

ข่าวล่าสุด

พรรคประชาชนสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อนกักตุนน้ำมันดันราคาพุ่ง6บาท