เจาะ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ สาธารณสุขไทย! มีระบบ แต่ขาดไส้ใน
เจาะความเหลื่อมล้ำสาธารณสุขไทย แม้เข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพกว่า 99.73% แต่ยังขาดไส้ใน! บุคลากรและเครื่องมือแพทย์ยังห่างชั้นเมื่อเทียบเมืองใหญ่และชนบท
KEY
POINTS
- แม้ไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชากรเกือบ 100% แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงในด้านคุณภาพและการเข้าถึงบริการ
- ปัญหาหลักคือการกระจุกตัวของบุคลากรและเครื่องมือแพทย์ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่มีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรดีกว่าภาคอีสานกว่า 5 เท่า และมีเครื่องมือทางการแพทย์เหลื่อมล้ำมากกว่าถึง 10 เท่า
- สภาพัฒน์เสนอให้จัดสรรงบประมาณตามศักยภาพของหน่วยบริการ (S-A-P) และส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนและท้องถิ่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยได้บรรลุความครอบคลุมในการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพในระดับสูง คือกว่าร้อยละ 99.73 โดยได้รับสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน โดยสภาพัฒน์ระบุว่าสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ซึ่งสิทธิหลักประกันสุขภาพของไทยนั้นแบ่งได้เป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่
- สิทธิบัตรทอง มีความรับผิดชอบอยู่ร้อยละ 70.23
- สิทธิประกันสังคม มีความรับผิดชอบร้อยละ 19.19
- สิทธิข้าราชการ มีความรับผิดชอบร้อยละ 8.08
- สิทธิสวัสดิการพนักงานส่วนท้องถิ่น มีความรับผิดชอบ ร้อยละ 1.03
- สิทธิอื่นๆ เช่น ครูเอกชน คนพิการ สิทธิของบุคคลที่มีปัญหาสถานสิทธิ (ยังไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติ) ร้อยละ 1.20
สำหรับโครงการต่างๆ ของรัฐเพื่อบรรลุประเด็น ‘ความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุข’ ได้แก่
กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ บัตรทอง คือ พระเอกของประเด็นดังกล่าว โดยทำให้ประชากรมีหลักประกันสุขภาพของตนเองในระดับสูงได้ โดยใช้งบประมาณราว 1.6 แสนล้านบาทต่อปีในปีงบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งรวมไปถึง Cancer Anywhere เป็นโรคมะเร็งรับบริการที่ไหนก็ได้ ซึ่งได้ช่วยเหลือประชาชนไปแล้วกว่า 2.4 ล้านครั้ง
ในขณะเดียวกันทางกระทรวงสาธารณสุขยังใช้งบประมาณจากกรมกองต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาเช่น โครงการพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิ ใช้งบประมาณราว 1 แสนล้านบาท เพื่อขึ้นทะเบียนหน่วยบริการปฐมภูมิ
นอกจากนี้ยังมี โครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ,โครงการพัฒนาศักยภาพ อสม. เพื่อเสริมกำลังพลคนสาธารณสุข, โครงการพัฒนาระบบนวัตกรรมการบริบาลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุในชุมชน, โครงการพัฒนาบริการโรคหลอดเลือดสมองเพื่อลดอัตราตาย, โครงการพัฒนารูปแบบบริการของการแพทย์แผนไทย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการครอบครองสิทธิประกันสุขภาพของคนไทยจะครอบคลุมระดับสูง แต่ยังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการให้บริการและคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถานระหว่าง ‘เมืองใหญ่’ และ ‘เมืองเล็ก’ ในด้านต่างๆ
บุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือแพทย์ มีความเหลื่อมล้ำชัดเจนกว่า 3-4 เท่าของประชากร
แม้ระบบจะครอบคลุม แต่จากรายงานของสภาพัฒน์ พบว่า กลไกที่จะขับเคลื่อน อันเป็นหัวใจหลักนั้นยังแตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยพบว่า
บุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือทางการแพทย์ยังเป็นปัญหาที่สำคัญ
ในส่วนของ บุคลากรทางการแพทย์ นั้น จังหวัดใหญ่อย่าง กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุทรสาคร พิษณุโลก ขอนแก่น ชลบุรี สงขลา นนทบุรี และนครปฐม มีอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก
อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร
- กรุงเทพมหานคร 1:428 คน (หมายความว่าแพทย์ 1 คนดูแลประชาชน 428 คน)
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1:2,497 คน
- ภาคใต้ 1:1,831 คน
- ภาคเหนือ 1:1,633 คน
- ภาคกลาง 1:1,656 คน
ในขณะที่พยาบาล ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สุด ก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน
อัตราส่วนพยาบาลต่อประชากร
- กรุงเทพมหานคร 1:128 คน
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1:434 คน
- ภาคใต้ 1:360 คน
- ภาคเหนือ 1:357 คน
- ภาคกลาง 1:350 คน
สภาพัฒน์ยังระบุด้วยว่า แม้ภาครัฐได้พยายามส่งเสริมการกระจายตัวของบุคลากรทางการแพทย์ด้วยมาตรการทางการเงิน เพื่อดึงดูดบุคลากรไปปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล แต่ก็ยังไม่อาจสร้างแรงจูงใจได้อย่างยั่งยืน
เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างและมิติทางสังคมที่ซับซ้อน
รวมถึงโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพซึ่งมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจในระยะยาวของบุคลากร
นอกจากนี้ในเรื่องของ เครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ เช่น เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เครื่องตรวจอวัยวะด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และเครื่องอัลตราซาวด์ (ยังไม่นับเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ชั้นสูง ซึ่งก็มีแต่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น) ยังคงกระจุกตัวในเมืองใหญ่
ตัวเลขชี้ชัด เช่น เครื่อง MRI ในกรุงเทพมหานคร 1:50,114 คน ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1:514,600 คน
คือต่างกว่า 10 เท่า!
สิ่งนี้ล้วนทำให้การเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็วมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่และภูมิภาคต่างๆ ของไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้ไปหนักที่ค่าเดินทาง และความเสี่ยงต่อการรักษาในเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะโรคที่ต้องการการวินิจฉัยที่รวดเร็ว เช่น โรคหัวใจ หรือมะเร็ง ความล่าช้าในการตรวจและรักษาอาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการฟื้นตัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แนะควรจัดสรรงบบริการสุขภาพแบบใหม่ลักษณะ S-A-P และเปิดทางให้เอกชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการพัฒนายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์
สภาพัฒน์ได้เสนอแนะเชิงนโยบาย โดยระบุว่า การจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขควรดำเนินตามแนวทางการจัดระบบบริการสุขภาพแบบ S-A-P ที่เน้นบทบาทและศักยภาพของหน่วยบริการ โดย
- S (Standard) หมายถึง หน่วยบริการมาตรฐาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยบริการระดับชุมชนและโรงพยาบาลทั่วไป
- A (Academy) หมายถึง หน่วยบริการด้านการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ การเรียนการสอน และงานวิชาการทางการแพทย์
- P (Premium) หมายถึง หน่วยบริการระดับสูง ที่เทียบเท่ากับโรงเรียนแพทย์และมีศักยภาพในการรักษาโรคขั้นสูง
แนวทางนี้จะช่วยให้การกระจายทรัพยากรสอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยบริการแต่ละประเภทและครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง
อีกทั้ง ยังควรส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบรัฐร่วมเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) อย่างจริงจัง อาทิ การจัดจ้างให้เอกชนเข้ามาลงทุนและได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินงานจากโรงพยาบาลหรือหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการพัฒนายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์
อีกทั้งควรเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพ เช่น การสนับสนุนสถานที่รถรับส่งผู้ป่วย บุคลากร หรือการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพระบบสาธารณสุข และลดความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายทรัพยากรทางการแพทย์
สะท้อนนโยบายสาธารณสุขที่ผ่านมาของไทย
เมื่อพิจารณาการดำเนินงานของนโยบายกระทรวงสาธารณสุขและบทรายงานจากสภาพัฒน์ที่ผ่านมาพบว่า แนวทางการดำเนินงาน โดยเฉพาะของ สปสช. ที่มีความรับผิดชอบต่อสิทธิประกันสุขภาพของคนไทยกว่า 70% นั้นมีความพยายามที่จะสะสางปัญหาดังกล่าว
โครงการใหญ่ๆ อาทิ 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นหัวใจสำคัญของปีที่ผ่านมา ซึ่งพยายามจะสร้างหน่วยนวัตกรรมในพื้นที่นอกเขตโรงพยาบาล เช่น ร้านขายยา สถานที่ให้บริการทางด้านเทคนิคการแพทย์ ฯลฯ เพื่อที่จะดึงให้ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเล็กน้อยไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อลดภาระให้กับแพทย์ซึ่งทำงานหนัก หรือการจัดสรรรถรับส่งผู้ป่วย เพื่อบรรเทาค่าเดินทางมารักษาพยาบาลของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง
การเพิ่มโครงการเกี่ยวกับการคัดกรองและฉีดวัคซีน เพื่อให้คนไทยที่ยังไม่เจ็บป่วยรุนแรงสามารถรักษาได้เร็ว เพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคตซึ่งจะช่วยลดงบประมาณของรัฐฯ รวมไปถึงทำให้ประชาชนปลอดภัยและเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งบางอย่างยังสามารถคัดกรองได้ด้วยตนเองที่บ้าน
รวมไปถึงการจัดให้ประชาชนเข้าถึงเทเลเมดิซีน และระบบการพบหมอ AI ใน LINE ของสปสช. ก็ได้ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหา 'ความไม่พอ' ของแพทย์
แต่ก็ยังคง 'ไม่เพียงพอ' ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ปัญหาด้านแพทย์และเครื่องมือแพทย์ ยังคงเป็นปัญหาอยู่ ซึ่งเมื่อดูในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ประสบกับปัญหาเหล่านี้มากเช่นกัน
รวมไปถึง ในทุกวันนี้สังคมไทยที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ผสานกับงบประมาณด้านสาธารณสุขที่จำกัด การพึ่งพารัฐเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่เท่าทันหรือไม่? นโยบายที่ผลักภาระให้รัฐเป็นผู้ดูแลสาธารณสุขทั้งหมดของประเทศ จะประสบกับปัญหางบประมาณระยะยาวหรือไม่? นั่นคือโจทย์สำคัญที่ต้องสร้างสมดุลให้ดี ..
และอย่างที่สภาพัฒน์กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ท้องถิ่น หรือแม้แต่ประชาชนเอง อาจเป็นส่วนสำคัญที่รัฐต้องพิจารณาเปิดพื้นที่ให้มากขึ้นกว่าเดิม.


