อังกฤษดัดแปลงพันธุกรรม 'เด็กหลอดแก้ว' จำนวน 8 คน เลี่ยงโรคร้าย!
นักวิจัยอังกฤษเผยใช้เทคนิคดัดแปลงพันธุกรรม 'เด็กหลอดแก้ว' โดยใช้ DNA ของพ่อแม่และผู้บริจาค เลี่ยงโรคทางพันธุกรรมร้ายแรงได้ เด็ก 1 ใน 8 มีอายุกว่า 2 ปีแล้ว
KEY
POINTS
- สหราชอาณาจักรประสบความสำเร็จในการใช้เทคนิคเด็กหลอดแก้วดัดแปลงพันธุกรรม ช่วยให้เด็ก 8 คนรอดพ้นจากโรคไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก
- เทคนิคนี้ใช้ DNA จาก 3 แหล่ง คือจากพ่อ แม่ และไมโทคอนเดรียจากผู้บริจาค เพื่อป้องกันการส่งต่อยีนที่ผิดปกติไปยังทารก
- วิธีการนี้เรียกว่า 'การถ่ายโอนโปรนิวเคลียส' ซึ่งได้รับอนุญาตตามกฎหมายในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2015 เพื่อใช้ป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่รุนแรงเท่านั้น
- เทคนิคดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงและถูกสั่งห้ามในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากความกังวลด้านจริยธรรมเกี่ยวกับคำจำกัดความของพ่อแม่ และผลกระทบระยะยาวที่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล (Newcastle University) สหราชอาณาจักร รายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีเด็ก 8 คนได้รับการช่วยชีวิตจากโรคทางพันธุกรรมร้ายแรง ด้วย เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว (in vitro fertilization - IVF) จาก DNA ของพ่อแม่ 3 คน!
สำหรับ 'โรคไมโทคอนเดรีย' เกิดจากความผิดปกติของไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในเซลล์ของมนุษย์ทุกชนิดในร่างกาย มีหน้าที่ 'ผลิตพลังงาน' ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานทุกอย่างของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น สมอง กล้ามเนื้อ หัวใจ ตับ ไต และระบบต่อมไร้ท่อ
โรคนี้หากเป็นจึงสามารถส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ที่กล่าวมาและรุนแรงได้ถึงขั้นพิการและเสียชีวิต! ปัญหาใหญ่ของ 'โรคไมโทคอนเดรีย' ก็คือ มันเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน และจะ 'สืบทอดจากแม่สู่ลูกเท่านั้น' ไม่ว่าลูกจะเป็นเพศชายหรือหญิงก็ตาม
อาการของโรคนี้แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ยกตัวอย่างเช่น ปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก ปัญหาพัฒนาการล่าช้า ชัก เส้นเลือดในสมองแตกคล้ายอาการอัมพฤกษ์อัมพาต หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไปจนถึงโรคตับ ไต เบาหวานหรือกรดแลคติกในเลือดสูง เป็นต้น
เทคนิคของนักวิจัยเพื่อเอาชนะโรคไมโทคอนเดรีย
นักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักร ได้พัฒนาเทคนิค 'การถ่ายโอนโปรนิวเคลียส' ขั้นตอนคือจะผสมไข่และสเปิร์มของพ่อแม่ตามปกติ จากนั้นจะดึงเฉพาะ 'นิวเคลียสของไข่' และ 'นิวเคลียสของอสุจิจากบิดา' ไปใส่ในไข่ที่แข็งแรงของผู้บริจาคที่เอา 'นิวเคลียส' เดิมออกแล้ว
กระบวนการนี้จะช่วยป้องกันการถ่ายทอดยีนกลายพันธุ์ที่อยู่ในไมโทคอนเดรียของแม่ไปสู่ลูก ซึ่งเทคนิคดังกล่าวได้รับอนุญาตในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2015 และเริ่มทดลองในอีก 2 ปีต่อมา
มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร New England Journal of Medicine ระบุว่า มีการทดสอบกับผู้หญิง 22 คน ที่ทารกมีแนวโน้มที่จะได้รับยีนก่อโรค โดยผู้หญิง 8 คนได้คลอดบุตรและอีก 1 คนกำลังตั้งครรภ์อยู่ และ 7 ใน 8 คนการตั้งท้องเป็นไปด้วยดี มีเพียงรายเดียวที่พบระดับไขมันในเลือดสูงขณะตั้งครรภ์ และไม่มีรายงานการแท้งบุตร
สำหรับผลต่อทารกแรกเกิดนั้น พบว่าในทารกแรกเกิด 6 รายนั้น
พบระดับการกลายพันธุ์ในเลือดลดลง 95% - 100% และในอีก 2 ราย ลดลง 77% - 88%
นอกจากนี้ เด็กหนึ่งในแปดคนมีอายุ 2 ปีแล้ว สองคนมีอายุระหว่าง 1 ถึง 2 ปี และอีก 5 คนยังเป็นทารก
โดยทีมวิจัยวางแผนติดตามเด็กที่เกิดจากเทคนิคนี้จนถึงอายุ 5 ปี เพื่อดูผลระยะยาว อีกทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวกับการที่พบว่าเด็กบางคนมี DNA ไมโตคอนเดรียผิดปกติกำเริบกลับมาเล็กน้อย แม้ว่าควรถูกแทนที่ทั้งหมดโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จนหลายฝ่ายเสนอให้หยุดทดลองชั่วคราว หรือแนะนำให้ทดลองในกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมก่อนเพื่อความปลอดภัย
ถูกแบนใน 'สหรัฐอเมริกา'
แม้วิธีการนี้จะเป็นที่ยอมรับในสหราชอาณาจักร แต่กลับเป็นเทคนิคที่ถูกห้ามใช้ในสหรัฐอเมริกา บทความวิชาการ Controversies concerning mitochondrial replacement therapy ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2015 อันเป็นปีที่ สหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการใช้เทคนิคการถ่ายโอนโปรนิวเคลียส (Pronuclear Transfer) หรือเทคนิคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดได้ (heritable genetic modification) ในมนุษย์ ผ่านร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณของรัฐสภา โดยห้ามไม่ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ใช้เงินทุนเพื่อพิจารณาการใช้เทคนิคเหล่านี้ ระบุถึงประเด็นการโต้แย้งที่เกิดขึ้นหลายประการ เช่น
การสร้าง 'เด็ก' ด้วยเทคนิคนี้ใช้ DNA จากสามแหล่ง ได้แก่ จากแม่และพ่อ และไมโตคอนเดรียจากผู้บริจาค ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงทางจริยธรรมเกี่ยวกับ การนิยามความเป็นพ่อแม่ ว่าใครจะเป็น 'พ่อแม่' หรือ 'ลูกใคร?' ซึ่งนักวิชาการด้านกฎหมายส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และมองว่าร่างกฎระเบียบล่าสุดในสหราชอาณาจักรระบุไว้อย่างชัดเจนในกรณีนี้ว่า ผู้บริจาคไมโทคอนเดรียจะถือว่าคล้ายกับ ผู้บริจาคอวัยวะ และ ไม่ใช่พ่อแม่ตามกฎหมาย
หรือจะเป็นในประเด็นที่สำคัญ ซึ่ง 'ถกเถียง' กันไม่จบ อย่างเช่น บางคนเชื่อว่าลูกมีสิทธิที่จะเลือก 'จีโนม' ที่ไม่ถูกดัดแปลง และการตัดสินใจดัดแปลงพันธุกรรมของพวกเขาตั้งแต่ยังไม่เกิดจะเป็นการละเมิดสิทธิหรือไม่ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะส่งผ่านไปเรื่อยๆ และส่งผลต่อสายเลือดของบุคคลนี้ทั้งหมดในอนาคตก็เป็นไปได้
เพราะผลกระทบระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก
ตลอดจนรุ่นต่อ ๆ ไป ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดทั้งหมด
และ 'ข้อกังวลที่สำคัญ' คือ หากอนุญาตให้มีการดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อป้องกันโรคได้ อาจนำไปสู่การดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อที่อยากจะ 'สร้างเด็ก' อย่างที่ตัวเองต้องการ เช่น ความฉลาด แข็งแรง หรือ รูปลักษณ์ ที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาโรคซึ่งจะทำให้ส่งผลต่อจริยธรรมมากขึ้น!
อย่างไรก็ตามในฝั่งผู้ที่สนับสนุนมองว่า กฎหมายของสหราชอาณาจักรนั้นครอบคลุม เช่นว่า การดัดแปลงพันธุกรรมดังกล่าวจะต้องทำเพื่อ 'รักษาโรค' เท่านั้น และมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคมากกว่า รวมไปถึงเชื่อว่าควรเคารพสิทธิในการตัดสินใจของผู้หญิงที่ต้องการมี 'ลูกที่ไม่ป่วย' โดยให้พวกเขามีทางเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ ซึ่งอาจเป็นทางเลือกเดียวที่จะมีลูกที่แข็งแรงก็เป็นไปได้!


