สะท้อนความกังวลของชุมชน LGBTQIA+ ต่อ 'สมรสเท่าเทียม' ที่จะมีขึ้น 23 ม.ค.นี้!
อดิศรา ดารากุลรัศมี นักสิทธิมนุษยชนและผู้ขับเคลื่อนด้านความหลากหลายและเท่าเทียม รวบรวมและสะท้อนข้อกังวลของ LGBTQIA+ ต่อ 'สมรสเท่าเทียม' ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 23 ม.ค.นี้ ระบุการแต่งงานมีขึ้น แต่สิทธิทางกฎหมายที่จะตามมาเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองต่อไป
อดิศรา ดารากุลรัศมี นักสิทธิมนุษยชนและแกนนำกลุ่ม 'แม่สอดไพรด์' เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ ถึงข้อกังวลของชุมชน LGBTQIA+ ต่อการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย 'สมรสเท่าเทียม' ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ว่า
ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลว่าในชุมชน LGBTQIA+ มีความกังวลอะไรบ้าง อย่างแรกคือประเด็นของ 'การเข้าไปใช้บริการ' ในขั้นตอนของการจดทะเบียนสมรส ว่าความชัดเจนทั้งในเรื่องของพยาน หลักฐานที่นำไปจดทะเบียนเป็นอย่างไร เพราะบางแห่งอย่างที่ภูเก็ตก็มีการสื่อสารออกมาว่าต้องนำไปทั้งบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ในขณะที่ระบบของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยก็มีรายละเอียดบุคคลพร้อมอยู่แล้วในระบบดิจิทัลของกรม ซึ่งเพียงพอแล้วหรือไม่ ก็คงอยากได้ความชัดเจนและมาตรฐานปฏิบัติในรูปแบบเดียวกันในทุกๆ ที่
ประเด็นถัดมา ซึ่งพบกับตนเองในพื้นที่ของ อ.แม่สอด จ.ตาก เราทราบข้อมูลมาว่าในสัปดาห์หนึ่งจะมีบริการจดทะเบียนสมรสในกรณีการสมรสกับชาวต่างชาติได้ไม่เกิน 3 คู่ เพราะจะต้องมีการเซ็นต์รับรองจากนายอำเภอเท่านั้น ซึ่งมองว่าเป็นการจำกัดปริมาณแม้ว่าจะเข้าใจว่าเจ้าพนักงานมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบค่อนข้างมาก แต่ก็อยากให้มีการปรับเพื่อรองรับกkรจดทะเบียนในช่วงเริ่มที่น่าจะมีมามากขึ้น
ประเด็นที่ 3 คือ เรื่องของ 'การสอบถามของเจ้าหน้าที่' โดยเฉพาะในบางอำเภอที่อยู่ห่างไกล เราไม่อยากถูกตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้ชายใครเป็นผู้หญิง ใครเป็นรุกใครเป็นรับ ซึ่งคำพูดเหล่านี้ค่อนข้างกระทบกับความรู้สึกภายในใจของ LGBTQIA+
คุณอดิศรามองว่า ในพื้นที่ตัวเมืองนั้นค่อนข้างจะเห็นความพร้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่กังวลคือพื้นที่ห่างไกลมากกว่า
นอกจากนี้ แม้ว่ากระทรวงมหาดไทยจะประกาศความพร้อมในการจดทะเบียนสมรสแล้ว แต่การจดทะเบียนเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ทางชุมชนเองก็จะโฟกัสในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับต่อไป เช่น การให้ความยินยอมในการรักษาพยาบาลของคู่สมรส
' อย่างเช่นเรื่องของประกันสังคมในมาตรา 33 ก็จะต้องมีการแก้ไขในรายละเอียดต่างๆ การให้ค่าเงินบำเหน็จบำนาญจากการชราภาพ และในกรณีเสียชีวิต หรือแม้แต่กฎของกระทรงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงสาธารณสุข ที่มีต่อข้าราชการและผู้ปฎิบัติงานที่เป็น LGBTQIA+ ก็จะต้องมีการทำให้สอดคล้องกัน'
คุณอดิศราเผยว่า ล่าสุดได้ติดตามหน่วยงานรัฐสภา ซึ่งได้มีการลงนามแก้ไขกฎระเบียบของข้าราชการในเรื่องของการใช้คำแทนที่เรียก สามี-ภริยา เรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนตัวมองว่าน่าจะต้องใช้เวลา ซึ่งไม่ควรเกิน 1 ปีเพื่อให้เสร็จสิ้นทั้งหมด เพราะมีกฎหมายและข้อบังคับที่ตามมาอีกหลายหลายตัวที่จะต้องแก้ไข รวมไปถึงในเรื่องการของรับบุตรบุญธรรมด้วย
เมื่อถามถึงบรรยากาศของชุมชน เมื่อใกล้เข้าสู่วัน 'สมรสเท่าเทียม' คุณอดิศรามองว่า ในพื้นที่เองอาจจะไม่ได้ตื่นเต้น เพราะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ควรจะเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีการประกาศให้แต่งได้ในวันที่ 23 แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะแต่งงาน อย่างไรก็ตามในชุมชน LGBTQIA+ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวก็จะรู้สึกว่าสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง และทำให้เห็นว่าสังคมไทยเปิดกว้าง และต้อนรับอย่างอบอุ่น
' ก็อยากจะแสดงความยินดีกับเพื่อนๆ ทุกคน ที่จะจูงมือคู่รักไปจดทะเบียนสมรสเพื่อจะเปลี่ยนสถานะหรือแสถงความชัดเจน ความหนักแน่นในการใช้ชีวิตคู่อย่างมั่นคง แม้ว่าตัวกฎหมายที่รองรับอาจจะยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็ขอส่งกำลังใจและแสดงความยินดีกับเพื่อนๆ ทั่วประเทศค่ะ'


