posttoday
องค์กรสิ่งแวดล้อมทั่วโลกใช้ AI แม้กังวลผลกระทบจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

องค์กรสิ่งแวดล้อมทั่วโลกใช้ AI แม้กังวลผลกระทบจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

08 พฤศจิกายน 2569

องค์กรอนุรักษ์ทั่วโลกใช้ AI วิเคราะห์ภูมิอากาศ ติดตามไฟป่าและสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แม้กังวลศูนย์ข้อมูลเพิ่มการใช้พลังงาน น้ำ และปล่อยก๊าซเรือนกระจก

องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทั่วโลกหันมาใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ติดตามไฟป่า และสำรวจสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แม้เทคโนโลยีดังกล่าวกำลังสร้างแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม จากความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ประเด็นนี้กลายเป็นความย้อนแย้งที่องค์กรอนุรักษ์ต้องเผชิญ เพราะแม้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ก็มีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องคำนึงถึง

 

อาลี สวอนสัน หัวหน้าฝ่าย AI ของ Conservation International องค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐฯ กล่าวว่า องค์กรตระหนักถึงผลกระทบของ AI และจำเป็นต้องใช้อย่างรอบคอบ แต่ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ AI ช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วและใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ดีขึ้น

 

ล่าสุด องค์กรนำ AI วิเคราะห์จุดเสี่ยงจากภาพถ่ายดาวเทียม พร้อมส่งสัญญาณเตือนแบบเรียลไทม์ไปยังหน่วยลาดตระเวนป่าชุมชนในพื้นที่ห่างไกลของกัมพูชา เพื่อเฝ้าระวังไฟป่า

 

Reuters สัมภาษณ์องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ และการพัฒนา 15 แห่ง พบว่าทั้งหมดใช้ AI ในรูปแบบต่างๆ แต่ต่างกังวลผลกระทบจากศูนย์ข้อมูล ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลและน้ำสำหรับระบบหล่อเย็น

องค์กรสิ่งแวดล้อมทั่วโลกใช้ AI แม้กังวลผลกระทบจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

 

ปัญหานี้เป็นโจทย์ระดับโลกในการหาสมดุลระหว่างประโยชน์ของ AI กับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญในการประชุม COP31 ที่ตุรกีในเดือนนี้ ซึ่งเตรียมผลักดันให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และองค์กรต่างๆ ร่วมลงนามในคำมั่นเพื่อกำหนดหลักการพัฒนาและใช้ AI อย่างยั่งยืน

 

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้บริษัท AI รายใหญ่เปิดเผยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากระบบของตนอย่างโปร่งใส

 

สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ ประเมินว่า ภายในปี 2573 พื้นที่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกอาจขยายตัวมากกว่าสองเท่า มีขนาดรวมเทียบเท่าพื้นที่สองเท่าของกรุงจาการ์ตา

 

ด้านสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้าราว 945 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปีภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นสองเท่าจากปัจจุบัน และใกล้เคียงกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อปีของญี่ปุ่น พร้อมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ามากกว่า 300 ล้านตัน

 

ส่วนการใช้น้ำคาดว่าจะเพิ่มจาก 5.6 แสนล้านลิตรในปี 2566 เป็น 1.2 ล้านล้านลิตรต่อปีภายในปี 2573

 

บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft, Amazon และ Google ต่างรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากการขยายศูนย์ข้อมูล สร้างคำถามถึงความสามารถในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระยะยาว

 

Amazon ชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ AI ของบริษัทเป็นหนึ่งในบริการที่มีความยั่งยืน โดยอาศัยการจัดซื้อพลังงานคาร์บอนต่ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ขณะที่ Microsoft และ Google ไม่ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้

องค์กรสิ่งแวดล้อมทั่วโลกใช้ AI แม้กังวลผลกระทบจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

 

AI ช่วยงานอนุรักษ์ที่เคยทำได้ยาก

 

องค์กรอนุรักษ์หลายแห่งมองว่า ประโยชน์จาก AI ยังมีน้ำหนักมากกว่าต้นทุน เพราะช่วยให้งานวิจัยที่เคยใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายสูง หรือแทบเป็นไปไม่ได้ สามารถทำได้รวดเร็วขึ้น

 

Save the Elephants องค์กรอนุรักษ์ช้างในเคนยา ใช้ Machine Learning เพิ่มความแม่นยำในการสำรวจประชากรสัตว์และศึกษาการสื่อสารของช้าง

 

แฟรงก์ โปป ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์กร เปิดเผยว่า การสำรวจทางอากาศในพื้นที่อนุรักษ์ขนาดใหญ่ที่สุดของเคนยาเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ภาพถ่ายประมาณ 200,000 ภาพ ซึ่งหากตรวจสอบด้วยคนต้องใช้เจ้าหน้าที่ 9 คน ทำงานนาน 9 เดือน แต่ปัจจุบัน AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะเดียวกันได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

 

ผลการวิเคราะห์พบว่า การสำรวจด้วยคนอาจนับจำนวนสัตว์ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยพลาดการตรวจพบช้างประมาณหนึ่งในสาม ม้าลายและยีราฟเกือบครึ่งหนึ่ง และละมั่งออริกซ์ถึงสามในสี่

 

ข้อมูลที่แม่นยำขึ้นยังช่วยให้องค์กรเข้าถึงเงินทุนเพื่อการอนุรักษ์ได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถวัดคุณค่าของธรรมชาติและนำไปประกอบการลงทุนได้

 

ขณะที่ Jane Goodall Institute ใช้ AI แปลงบันทึกภาคสนามเกี่ยวกับพฤติกรรมลิงชิมแปนซีในแทนซาเนียที่เก็บรวบรวมมานานหลายทศวรรษให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เดิมโครงการนี้คาดว่าจะใช้เวลา 13-15 ปี แต่เครื่องมือที่พัฒนาร่วมกับ Amazon Web Services ช่วยสแกน แปล และจัดหมวดหมู่ข้อมูล ลดระยะเวลาเหลือประมาณ 2 ปี

องค์กรสิ่งแวดล้อมทั่วโลกใช้ AI แม้กังวลผลกระทบจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

ปรับวิธีใช้ AI ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

 

องค์กรบางแห่งเริ่มปรับวิธีใช้ AI เพื่อลดผลกระทบ เช่น World Resources Institute จำกัดการใช้งานที่ใช้ทรัพยากรสูงอย่างการสร้างภาพและวิดีโอ พร้อมจัดเก็บผลการค้นหาเดิมเพื่อลดการประมวลผลซ้ำ

 

ส่วน The Nature Conservancy ใช้ AI วิเคราะห์วิดีโอจากเรือประมงเพื่อตรวจสอบปริมาณปลาแต่ละชนิดที่จับได้ โดยติดตั้งกล้อง AI ให้ประมวลผลข้อมูลบนเรือโดยตรง แทนการส่งวิดีโอจำนวนมากไปยังศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง ช่วยลดการใช้พลังงานและการส่งข้อมูล

 

ด้าน Greenpeace International ใช้ AI บางส่วนผ่านฟังก์ชันที่ติดมากับซอฟต์แวร์ พร้อมกำหนดแนวทางเน้นความโปร่งใสและการกำกับดูแลโดยมนุษย์ อย่างไรก็ตาม องค์กรยังคัดค้านการขยายศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

แคทริน ซูอี้อิง วู นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานของ Greenpeace กล่าวว่า ขณะที่องค์กรอื่นตั้งคำถามว่าจะใช้ AI อย่างรับผิดชอบได้อย่างไร Greenpeace ต้องการตั้งคำถามก่อนว่าจำเป็นต้องสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จำนวนมากตั้งแต่แรกหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม องค์กรอนุรักษ์บางแห่งมองว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

 

สจวร์ต บัตชาร์ต หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ BirdLife International กล่าวว่า หาก AI ช่วยให้การปกป้องโลกมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด องค์กรก็จำเป็นต้องพิจารณาใช้เทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง เพราะการไม่ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าวอาจเท่ากับละเลยหน้าที่ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ข่าวล่าสุด

กลยุทธ์ GEO กับทางรอดแบรนด์ยุคใหม่ เมื่อ AI คัดกรองข้อมูลแทนคน

กลยุทธ์ GEO กับทางรอดแบรนด์ยุคใหม่ เมื่อ AI คัดกรองข้อมูลแทนคน